พิชิตองค์กรญี่ปุ่น : ตอน ความประทับใจครั้งแรก (First Impression)

ผู้อ่านหลายๆท่านเคยผ่านประสบการณ์ทั้งเจอลูกค้าครั้งแรก เจอสัมภาษณ์งานครั้งแรก และการพบปะผู้คนที่ไม่เคยเห็นหน้าครั้งแรก ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า การเจอกันครั้งแรก ถ้ามีความประทับใจจะเกิดการสนทนาที่สนุกสนานและราบรื่น ไม่ว่าจะประทับใจในขณะทำงานหรืองานสังสรรค์ ซึ่งการสร้างความประทับครั้งแรกนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะต้องเตรียมความพร้อมทั้งการแต่งกาย การแสดงออก ให้มั่นใจและจริงใจให้เห็น และผลที่ตามมาคือ ผู้คนจะเข้ามาหาและอยากพูดคุยกับคุณ

สำหรับองค์กรญี่ปุ่น สามารถตัดสินใจว่าร่วมงานหรือไม่นั้น จะมีวิธีการที่เรียกว่า 3 วินาที 3 อย่าง นั่นคือ 3 วินาทีแรกที่พบจะสามารถตัดสินใจว่าประทับใจหรือไม่ได้ โดย ดู 3 อย่าง 1.เห็นครั้งแรก 2.เสียง 3.วิธีการพูด และจากการวิจัยของชาวอเมริกา Mr.Albert Mehrabian ที่กล่าวว่า 3 อย่างนี้มีผลต่อความประทับใจคือ
1. เห็นครั้งแรก มีผล 55%
2. เสียง มีผล 38%
3. วิธีการพูด มีผล 7%
จากตัวเลขนี้ จะมีคำถามว่า เราจะสร้างอย่างไร?

 

ครั้งนี้จะนำเสนอเทคนิค 5อย่างที่สร้างตัวคุณให้เกิดความประทับใจครั้งแรก

เทคนิคที่ 1 : ให้ดูเป็นคนสุขภาพแข็งแรง

การที่ให้เห็นว่าเป็นคนสุขภาพแข็งแรง ทำให้เกิดภาพว่า เราเป็นคนใส่ใจสุขภาพ หมั่นดูแลตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าการแต่งกายก็รวมอยู่ในนั้นเช่นกัน บางครั้งจะมีคนสงสัยระหว่าง แต่งตัวตามแฟชั่น และ แต่งตัวดีต่างกันอย่างไร ต่างกันตรงที่เราจะแต่งตัวให้ใครเห็น….การแต่งตัวตามแฟชั่น นั้นคือความชื่นชอบส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสม แต่การแต่งตัวดี คือ แต่งตัวให้คนรอบๆข้างชมและดูสบายตา รวมทั้งแต่งตัวตามความเหมาะสม
เริ่มจาก
– การจัดทรงผมให้เรียบร้อย เครื่องสำอางค์ตามความเหมาะสม
– ตรวจสอบเครื่องแต่งกาย รองเท้า
– กลิ่นกาย กลิ่นปาก *ไม่ควรใช้น้ำหอมที่แรงเกินไป
– ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง เป็นต้น

เทคนิคที่ 2 : สร้างรอยยิ้มเมื่อพบหน้า

ตามที่กล่าวข้างต้นว่า 3 วินาที สามารถสร้างความประทับใจได้ เราจึงต้องชิงความไว โดยการพบหน้าแล้วยิ้มทันที ซึ่งรอยยิ้มเป็นสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งผลจากการวิจัย พบว่า ผู้ที่มีรอยยิ้มสามารถดึงดูดให้ผู้คนสนใจที่จะไปพูดคุยถึง 86% ลองนึกภาพว่า ถ้าเราเจอคนครั้งแรกแล้วยิ้มแบบต้อนรับให้ จะทำให้เรารู้สึกถูกดึงดูดและรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยด้วย และการยิ้มที่ดี คือ ยิ้มแบบไม่เห็นฟัน

เทคนิคที่ 3 : เตรียมเรื่องที่พูดคุยไว้ล่วงหน้า

การแสดงความพร้อมอย่างแรกคือ เตรียมเรื่องการพูดคุยไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าข้อมูลบริษัท ข้อมูลต่างๆที่ศึกษาเพิ่มเติมไว้ เนื่องจากเวลาในการพูดคุยถูกจำกัดไว้ ถ้าเราเตรียมตัวไว้ก่อน จะทำให้ล่นเวลาได้ อีกทั้งลูกค้าจะมองว่า เราเป็นคนเตรียมตัวมาดี ทำให้เวลานั้นเสร็จได้ในเวลาอันสั้น ทำให้ลูกค้าสามารถทำอย่างอื่นได้โดยไม่ต้องกังวลและไม่ถูกมองว่าแย่งเวลาทำงาน และในการพูดคุย ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเชิงบวก จับประเด็นของฝ่ายตรงข้าม ไม่ควรขัดจังหวะ เมื่อเราไม่เห็นด้วย ไม่ควรจะพูดตรงๆ เปลี่ยนมาเป็น ความคิดของคุณน่าสนใจ สำหรับผมมีความคิดว่า… เป็นต้น

เทคนิคที่ 4 : สร้างช่วงเวลาที่เป็นกันเอง

การแต่งตัวดี อาจจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกร็งก็เป็นได้ เราจะเปลี่ยนบรรยากาศโดยการพูดคุยเรื่องสนุกๆ ทำให้เกิดรอยยิ้ม และดูเป็นกันเอง แน่นอนว่าความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่ามั่นใจจนสร้างความลำบากแก่ฝ่ายตรงข้าม และการพูดคุยนั้น อาจจะมีช่วงที่ตึงเครียด ก็อาจจะผ่อนคลายสักช่วงนึงเพื่อคลายเครียด โดยการพูดคุยเรื่องอื่นๆ หรือเรื่องที่เห็นแล้วสนุกมาเล่าให้ฟัง จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นมืออาชีพ

เทคนิคที่ 5 : แสดงความจริงใจ

การแสดงความจริงใจทำไม่ยาก นั่นคือ แสดงความจริงใจให้เห็น ไม่ควรหลอกตัวเอง เพราะใบหน้าและร่างกายสามารถแสดงออกว่า คุณกำลังหลอกลูกค้าอยู่ เปลี่ยนมาเป็นจริงใจให้เห็น เริ่มจาก การชื่นชม การยินดี และสร้างความพูดคุยที่เป็นไมตรี ต่อด้วยความคิดเห็นว่าดีอย่างไร ทำไมถึงชื่นชม ทำไมถึงยินดี ทำไมถึงประทับใจ บางครั้งความยินดี ความประทับใจอาจจะแฝงด้วยความลำบากของอีกฝ่าย เรามีหน้าที่ฟังอย่างตั้งใจ และรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น จะทำให้ถูกมองว่าเป็นมืออาชีพมากขึ้น พร้อมทั้งฝ่ายตรงข้ามจะประทับใจมากยิ่งขึ้น

ในท้ายสุด เราอาจจะต้องอาศัยเครื่องมือเล็กๆน้อยๆในการปรับปรุงตัวเอง เช่น ทำแบบฟอร์มในการสร้างความประทับใจที่คอยเตีอนตัวเองและปรับตัวเองให้ดูดี เพื่อให้เกิดความประทับใจต่ออีกฝ่าย ในขณะเดียวกันเราต้องประยุกต์ให้เข้ากับตนเอง เพื่อให้แสดงออกมาอย่างราบรื่น และคอยทบทวนหลังคุยงานเสร็จว่า เราพลาดจุดใดบ้าง เราจะปรับปรุงอย่างไร และพยายามคิดว่า พรุ่งนี้จะต้องดีขึ้นกว่าวันนี้