อนาคตของ “มหาศึก Food Delivery” ในทัศนะของอดีตประธานฯ Demae-can 

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน เมื่อไม่กี่วันนี้ก็เกิดเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแบบนี้ด้วยก็คือเรื่องของกระแส “แบนฟู้ดแพนด้า” ซึ่งผู้เขียนก็จะไม่ขอพูดถึงรายละเอียดเพราะว่าก็คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วถึงเหตุการณ์ที่มาที่ไป แต่สิ่งที่อดคิดไม่ได้ก็คือตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ของไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร การแข่งขันเพื่อเป็นที่ 1 ในวงการนี้จะเป็นยังไงต่อ จะมีผู้เล่นหน้าใหม่อีกไหม หรือจะมีแค่เจ้าใหญ่คลองตลาดไม่กี่เจ้า เรื่องราวของประเทศไทยนั้นต้องพักไว้ก่อนครับ มาดูที่ญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า ที่ญี่ปุ่นนั้นพูดถึงฟู้ดเดลิเวอรี่ก็ต้อง Demae-can (出前館) ในวันนี้เราจะไปฟังทัศนะของอดีตประธานฯ Demae-can ที่มีต่อการแข่งขันในตลาดธุรกิจ Food delivery ของญี่ปุ่นในอนาคตกันนะครับ

ที่ญี่ปุ่นนั้นก็เหมือนกับประเทศไทยล่ะครับที่ภาวะโควิดทำให้ธุรกิจ Food delivery เฟื่องฟู จากการสำรวจโดยบริษัท NPD Japan พบว่าขนาดของตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ในปี 2020 นั้นอยู่ที่ 626.4 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นพรวดเดียว 50% จากปีก่อนหน้า การเติบโตตรงนี้กลายเป็นตัวดึงดูดให้มี “ผู้เล่นจากต่างประเทศ” อย่าง Uber Eats เข้ามา ซึ่งงานนี้ได้แข่งกับ Demae-can มันส์หยดแน่นอน

นากามูระ ริเอะ อดีตประธานบริษัท Demae-can ได้ให้ทัศนะว่า ในช่วงหลังๆ เธอได้เล็งเห็นแล้วว่า อีกหน่อยบริษัทฟู้ดเดลิเวอรี่จากเมืองนอกอย่าง DoorDash ของอเมริกาจะต้องบุกญี่ปุ่นแน่นอน เลยคิดเตรียมเงินทุนและความแข็งแกร่งขององค์กรเอาไว้ และตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ LINE ในเดือนมีนาคม 2020 ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่นั้นวัดกันที่ว่าสายป่านใครจะยาวกว่ากัน ฉะนั้นก็ต้องทำไปในขอบเขตที่ยังมีเงินทุนไปต่อได้ อย่าง Uber Eats เองพอไปต่างประเทศ หลายที่ก็ไปได้ไม่สวย ที่อินเดียนี่ก็ได้ต้องถอนตัวจากตลาด แต่ทั้งนี้ตลาดตรงนี้ในญี่ปุ่นนั้นยังมีศักยภาพที่จะโตได้อีก เพราะถ้าจำนวนสินค้าและร้านค้าที่รองรับมันเพิ่มขึ้น และอุปสรรคในการจัดส่งลดลง ส่วนแบ่งตลาดก็ควรขยายตัวต่อไปได้อีก

ส่วนข้อที่บางคนบอกว่าการใช้บริการเดลิเวอรี่ที่ลูกค้าต้องเสียค่าส่ง ร้านค้าเองก็ได้กำไรน้อย แล้วจะโตได้อย่างไรนั้น สมัยก่อน Yoshinoya ขายข้าวหน้าเนื้อ (ราคากินในร้าน) 380 เยน พอเป็นเดลิเวอรี่ขาย 570 เยน แต่ราคาที่เพิ่มขึ้นมันคือ “มูลค่าเพิ่มในการนำอาหารมาส่งให้คนสั่ง” ตอนแรกก็มีพนักงานบางคน (ของ Yoshinoya) บอกว่า “ราคานี้ขายไม่ได้หรอก” มาแล้ว แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่อาจไม่กล้าเข้าร้าน Yoshinoya หรือคนที่ต้องเลี้ยงลูกออกนอกบ้านไม่ได้เนี่ย มันจับลูกค้าตรงนี้ได้ ผลเลยปรากฏว่าขายดีมีกำไรกว่าขายให้คนนั่งกินในร้านเสียอีก

เป็นที่พิสูจน์แล้วในระดับโลกว่า ยิ่งมีเดลิเวอรี่มากๆ ถี่ๆ ประสิทธิภาพยิ่งดี ต้นทุนยิ่งต่ำ ที่ญี่ปุ่น จำนวนความถี่ในการเดลิเวอรี่ต่อชั่วโมงอยู่ที่ราว 2 ครั้ง (น้อยไป) แต่ที่เมืองจีน มีความถี่ในการเดลิเวอรี่มากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง และสามารถกดค่าส่งให้อยู่ที่ครั้งละ 100 เยนได้! หากมีผู้เล่นเจ้าใหญ่ๆ จากเมืองจีนหรือที่อื่นเข้ามา โดยเห็นว่าตลาดญี่ปุ่น “หวานหมู” ล่ะก็ งานนี้จะกลายเป็นการแข่งที่ดุเดือดแบบลดแหลกแจกแถมคูปองกันทีเดียว โดยเฉพาะศึกชิงที่หนึ่งกับที่สองนี่แหละ แต่หากเวลาผ่านไปจนเป็นที่แน่นอนว่าใครเป็นอันดับหนึ่งอันดับสองของตลาด เมื่อนั้นการแข่งก็จะเบาลง

Demae-can นั้น ในแง่ของจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วม (ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมปีนี้) อยู่ที่ 74,000 ร้าน แต่เพื่อจะให้บริการผู้บริโภคในต่างจังหวัดให้ได้นั้น ต้องมีร้านค้าอยู่ในมือให้ได้เกินหนึ่งแสนร้าน ปัญหาคือพฤติกรรมของผู้บริโภคญี่ปุ่นนั้นไม่เหมือนกับที่อื่น ในขณะที่ในประเทศอื่น (พูดถึงยุคก่อนโควิด) คนอาจนั่งทานในร้านบ้าง สั่งเดลิเวอรี่บ้าง ซื้อใส่ห่อกลับบ้านบ้างกันเป็นธรรมดา แต่คนญี่ปุ่นเป็นพวกยึดติดว่า กินอาหารต้องอร่อย ต้องมีบริกรมาคอยให้บริการ ก็เลยกลายเป็นว่าร้านอาหารในญี่ปุ่นเน้นหนักแต่การขายแบบนั่งกินในร้าน (เอาจริงๆ แม้แต่ผู้เขียนเองยังคิดเลยว่า อาหารบางอย่างสั่งมากินไม่อร่อยหรอก นั่งกินที่ร้านอร่อยกว่า โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น (ฮา)) แต่ก่อนเวลา Demae-can จะไปชักชวนร้านอาหารให้เข้าร่วม ยังโดนพูดใส่เลยว่า “อาหารพอออกจากร้านเป็นหลายสิบนาทีก็เซ็งแล้ว” แต่พอถึงยุคโควิด กลายเป็นว่าหาร้านมาเข้าร่วมได้มากมายภายในไม่ถึงปีด้วยซ้ำ เพราะคนเห็นแล้วว่าอย่างแมคโดนัลด์หรือ KFC เนี่ย ที่ยุคโควิดยังขายได้ยังกำไรดีอยู่ก็เพราะได้ตรงซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่นี่แหละ ญี่ปุ่นก่อนยุคโควิดมีร้านอาหารเยอะมาก มากจน “อิ่มตัว” แล้วถึง 600,000 ร้าน หากร้านอาหารมีมากเกินไป การแข่งขันด้านราคาก็มักจะเกิดขึ้น และราคาก็จะลดลง มันอาจจะดีสำหรับผู้บริโภค แต่ไม่ดีสำหรับธุรกิจ โควิดอาจทำให้จำนวนร้านอาหารได้ “ปรับตัว” ให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ร้านอาหารที่มีอยู่สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับผู้เขียนแล้วพอหันกลับมามองสภาพของธุรกิจร้านอาหารในไทยก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจำนวนร้านอาหารที่มีอยู่ในเมืองไทยทุกวันนี้เนี่ยมันมีมากเกินไปหรือเปล่า แต่ว่าในยุคโควิดก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจ Food Delivery ได้กลายเป็นทางเลือกสำหรับร้านอาหารหลายๆ ร้าน โดยเฉพาะร้านเล็กๆ ที่จะเพิ่มยอดขายให้ตัวเองอยู่ได้  ก็ต้องคอยดูกันต่อไปนะครับ

สรุปเนื้อหาจาก toyokeizai