รู้จัก “โฮโซโนะ คาโยะ” ประธานฯ รุ่นที่สีของ Akebono ร้านขนมญี่ปุ่นชื่อดังเก่าแก่ย่านกินซ่า

“Ginza Akebono” (銀座あけぼの) เป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 ในย่านกินซ่า ท่านใดที่เคยได้ไปญี่ปุ่นอาจเคยเห็นชั้นขายที่มีขนมไดฟุกุแสนอร่อย และขนมญี่ปุ่นตามฤดูกาลของ Akebono วางเรียงรายอยู่ชั้นใต้ดินตามห้างสรรพสินค้า เป็นขนมที่ดูแล้วรู้สึกอ่อนโยนและสง่างาม ทั้งยังเป็นของฝากยอดนิยมของคนญี่ปุ่นอีกด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by くろくろ (@kurokuro2005)

คุณโฮโซโนะ คาโยะ (細野 佳代) ประธานฯ รุ่นที่สี่นั้น เป็นผู้รับช่วงกิจการต่อจากคุณพ่อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ลองมาดูกันว่าในฐานะที่เป็น “ทายาทหญิง” คุณโฮโซโนะได้เจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง และเอาชนะอุปสรรคต่างๆ มาได้อย่างไร

“แรกเริ่มตอนที่ฉันเข้ารับตำแหน่งนั้น ฉันคิดว่าประธานบริษัทจะต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงบริษัท แต่บริษัทของเรานั้นเกิดจากประวัติความเป็นมาที่สั่งสมกันมา เมื่อรู้ตรงนี้แล้ว ก็เลยหันมาคิดว่า เราควรจะต่อยอดอะไรให้เพิ่มพูนขึ้นไปจากสิ่งที่เป็นรากฐานที่สร้างโดยคนรุ่นก่อนๆ”

ทุกวันนี้คุณโฮโซโนะเป็นผู้นำของพนักงานเกือบ 400 คน ร้านค้าราว 80 แห่งทั่วประเทศ แต่ว่าแต่ก่อนนั้น อย่าว่าแต่จะคิดเรื่องรับช่วงสืบทอดบริษัทเลย ยังเคยคิดว่าจะไปหางานทำที่อื่นก่อน แต่งงานแล้วค่อยมาทำงานกับที่บ้านด้วยซ้ำ

“แต่พอเข้ามาทำงานที่บริษัทของที่บ้าน ก็เริ่มรู้สึกว่าการทำงานในโรงงานครั้งแรกมันก็สนุกดี แต่ก็รู้สึกช๊อกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นพี่แล้วฉันทำอะไรไม่เป็นเลย ฉันก็คิดว่าจะต้องพัฒนาตัวเองให้ได้ไวๆ แค่ไวขึ้นหนึ่งวันก็ยังดี”

“พนักงานโรงงานที่ฉันได้เข้าไปทำงานตอนนั้นราวครึ่งหนึ่งเป็นผู้พิการทางปัญญา ฉันคิดว่าฉันน่าจะช่วยทุกคนได้ แต่พนักงานใหม่อย่างฉันกลายเป็นว่าไม่ได้ช่วยเหลืออะไรรุ่นพี่อาวุโสได้เลย (หัวเราะ) ก็รู้สึกเจ็บใจว่า เราคงดูแคลนงานมากเกินไป”

“เพื่อให้ตามรุ่นพี่ทัน ก็เริ่มหัดทำขนมญี่ปุ่นทุกวันๆ ปกติฉันเป็นคนประเภทที่กระตือรือร้นถ้ามีเป้าหมาย ก็เลยพัฒนาตัวเองได้เร็ว พอค่อยๆ เริ่มทำงานได้นิดหน่อยแล้ว ฉันก็เริ่มรู้สึกถึงความสุขของการทำงานและความยินดีที่มีคนซื้อขนมที่ฉันเป็นคนทำ”

ในขณะที่พนักงานใหม่ส่วนใหญ่มักถูกให้ไปอยู่ที่หน้าร้าน แต่มีคุณโฮโซโนะอยู่คนเดียวที่ถูกให้ไปทำงานที่โรงงาน พ่อของคุณโฮโซโนะไม่ได้ว่าจะโอ๋ลูกสาวเลย ตรงกันข้าม ยังพูดแรงๆ ว่า “ตั้งใจทำงานหน่อยจะได้ดูแลโรงงานได้” บางทีก็โดนดุด่าด้วยซ้ำ แต่เพราะตรงนี้คุณโฮโซโนะจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำงานโดยให้ลูกค้าพึงพอใจในขณะที่กำไรก็ยังได้ด้วย หลังจากนั้น แม้ว่าจะแต่งงานแต่ก็ไม่ได้ลาออกจากบริษัทของที่บ้าน ก็ยังทำงานแล้วก็เขยิบขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นผู้จัดการร้าน ผู้จัดการแผนกแผนงาน ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ จนถึงกรรมการบริษัท

แต่ทว่า แต่ไหนแต่ไรคุณโฮโซโนะในฐานะที่เป็นพี่สาวคนโตซึ่งมีน้องสาวอีกสองคนและน้องชายคนสุดท้องอีกคน ไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้สืบทอดกิจการเลย เพราะปู่ย่าและพ่อมักพูดเสมอว่าจะให้น้องชายรับช่วงสืบทอด

สมัยนั้น ผู้หญิงยังไม่มีบทบาทในกิจการงานต่างๆ เหมือนอย่างสมัยนี้ ความคิดที่ว่าผู้สืบทอดต้องเป็นผู้ชายก็ยังฝังรากลึก แต่ทว่า ในปี พ.ศ. 2547 เมื่อคุณโฮโซโนะทานอาหารกลางวันกับคุณพ่อผู้เป็นประธานฯ ในขณะนั้น ประธานฯ ก็พูดว่า “หลังจากนี้ฉันจะประกาศให้เธอจะเป็นประธานฯ ในฤดูกาลหน้า” เมื่อคุณโฮโซโนะแปลกใจและถามว่าทำไม คำตอบคือ “ยุคสมัยต่อจากนี้ไป ให้ผู้หญิงเป็นประธานฯ มันน่าจะมีอะไรใหม่ๆ มากกว่า”

ในการประชุมคณะกรรมการ คุณโฮโซโนะต้องประหลาดใจอีกคำรบหนึ่ง เพราะคุณพ่อไม่ได้ปรึกษาใครเกี่ยวกับการสืบทอดกิจการเลย และกรรมการบริษัททุกคนรวมทั้งน้องชายและบรรดาญาติๆ เมื่อได้ยินก็พากันเหวอไปหมด “ทุกคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นฉัน” คุณโฮโซโนะเล่าพร้อมกับหัวเราะ แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากหลังจากเข้ารับตำแหน่งมันเป็นอย่างไร แล้วผ่านตรงนั้นมาได้อย่างไร?

อุปสรรคอย่างแรกคือการต่อต้านภายใน โดยที่คุณพ่อเป็นผู้บริหารประเภทผู้นำที่มีบารมี พนักงานหลายคนที่โหยหาประธานฯ รุ่นก่อนจะพูดว่า “สมัยประธานคนก่อนก็ดีอยู่แล้ว” แต่ทว่าคุณโฮโซโนะเองก็เคารพแนวทางการบริหารงานของคุณพ่อเช่นกัน จึงไม่พยายามบังคับให้ใครเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดตรงนี้

อุปสรรคอย่างที่สองคือยุคสมัย สมัยประธานฯ คนก่อน ยุคนั้นแค่สินค้าเป็นของดียังไงก็ขายได้ แต่ยุคนี้สมัยนี้ วิธีการขายก็ดี การบริการลูกค้าก็ดี ต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วย ก็เอาประสบการณ์ในงานขายและงานวางแผนผลิตภัณฑ์มาใช้ แต่ด้วยความที่ยังรักษาปรัชญาและคุณภาพไว้เป็นอย่างดี ลูกค้าและพนักงานจึงไม่หนีไปไหน

อุปสรรคอย่างที่สามคือความหยิ่งทะนงของพนักงานอาวุโส พนักงานที่เป็นคนเก่าคนแก่และช่างฝีมือหลายคนเป็นผู้ชาย และการที่คุณโฮโซโนะบางทีก็พูดตรงเกินไป ทำให้ในบางครั้งความสัมพันธ์กับพนักงานก็แย่ลง ก็เลยต้องพยายามเปลี่ยนวิธีการพูด จากการพูดว่า “ต้องทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้” เป็น “การปรึกษาหารือ” แทน คือหันมาเปลี่ยนตัวเอง การพูดคุยก็ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

“ถ้าคุณพ่อของฉันเป็นผู้นำที่มีบารมี ฉันก็คงเป็นคนจำพวกประนีประนอม คุณย่าผู้ซึ่งตั้งบริษัทมาด้วยกันคุณปู่นั้นเป็นคนใจดีและเป็นเหมือนแม่ของพนักงานทุกคน ดังนั้นถ้าเอาจุดแข็งของทั้งคุณพ่อและคุณย่าของฉันมารวมกัน นี่จะเป็นรูปแบบในอุดมคติเลยทีเดียว”

“ตอนนี้ฉันเพิ่งเสร็จงานใหญ่หนึ่งงานในฐานะผู้สืบทอด เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งบริษัท เราได้กำหนดทิศทางของบริษัทขึ้นใหม่และประกาศพันธกิจใหม่แก่พนักงานทุกคน ซึ่งมันเป็นการมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งและสำรวจ “รากฐานของ Akebono” ที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน”

“พันธกิจใหม่คือ “ทำให้ Ginza Akebono เป็นบริษัทที่ขยายห่วงโซ่ของความสุข” ฉันหวังให้ผู้คนใช้ขนม Akebono เป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อคนสำคัญ แล้วให้ห่วงโซ่นี้แผ่ขยายข้ามพรมแดนของประเทศและชั่วรุ่นของคน”

ปรัชญาของ Akebono ที่มีมาแต่เก่าก่อนคือ “ขนมเติมเต็มหัวใจไม่ใช่กระเพาะอาหาร” จากพันธกิจใหม่ของคุณโฮโซโนะ ชวนให้รู้สึกถึงการเติมเต็มหัวใจของผู้คนจำนวนมากขึ้น และหัวใจของผู้ที่อยู่ในภายภาคหน้า ในขณะเดียวกันนี่จะเป็นคำประกาศที่ทรงพลังว่า “จะทำให้บริษัทเป็นบริษัทที่จะสร้างประวัติศาสตร์ต่อไป”

การสร้างพันธกิจใหม่นั้นอาศัยคำแนะนำจากใครบางคนที่ว่า “บริษัทเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นการพยายามเปลี่ยนแปลงปัจจุบันโดยไม่เข้าใจอดีตจะไม่เกิดผล” จากคำพูดดังกล่าว คุณโฮโซโนะจึงต้องฟังเรื่องราวของประวัติและปรัชญาของบริษัทฯ จากคุณพ่อเสียก่อน แต่ด้วยความที่มีช่องว่างระหว่างสิ่งที่คุณพ่อต้องการทำกับสิ่งที่คุณโฮโซโนะทำ ก็เลยมักจะต้องได้ปะทะกัน บางทีคุณพ่อก็ว่า “สมัยฉันฉันก็ทำแบบนี้” แต่ที่โมโหไป ก็เข้าใจว่าเพราะอยากทำบริษัทให้มันดี แต่เมื่อพันธกิจใหม่ถูกสร้างเสร็จแล้ว…

“สำหรับพันธกิจใหม่นั้น คุณพ่อ น้องชาย และญาติๆ ของฉันยังกล่าวอีกว่า “แนวคิดตั้งแต่ครั้งก่อตั้งยังคงได้รับความสำคัญ” ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า ในที่สุดพวกเราก็เป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 四葉 (@yotubamituke)

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ อ่านแล้วเป็นอะไรที่น่าศึกษาใช่ไหมครับ? คนเรานั้น ไม่ว่าเราจะตั้งใจมาก่อนหรือไม่ก็ตาม การที่เรามีความตั้งใจทำงาน ตั้งใจทำให้ดี พัฒนาตัวเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อสร้างสรรค์ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้น เรียนรู้รอบด้านไปถึงเรื่องการวางตัว การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งดีๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่กับนักธุรกิจเท่านั้น นักเรียนนักศึกษา คนทำงาน ก็น่าเอาเรื่องราวชีวิตของคุณโฮโซโนะมาศึกษาและประยุกต์ใช้ในชีวิตนะครับ พบกันใหม่สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก President Woman
ผู้เขียน TU KeiZai-man