การบรรลุมรรคผลนิพพานในพุทธศาสนาฉบับ (ภาษา) ญี่ปุ่น

เนื่องในโอกาสที่เดือนนี้มีวันวิสาขบูชา อันพุทธศาสนาของไทยเรานั้นถือว่าเป็นทั้งวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน สิ่งที่สำคัญในการตรัสรู้ก็คือการได้เห็นแจ้งถึงอริยสัจ ๔ และหนทางพ้นทุกข์โดยการละซึ่งกิเลสอันเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ วันนี้จะขอมาแนะนำศัพท์ในพุทธศาสนาฉบับญี่ปุ่นว่าด้วยเรื่องของการละกิเลสอันเป็นเครื่องร้อยรัดอันนี้ และขีดขั้นของเป็นอริยบุคคลกันนะครับ

กิเลสอันเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะนั้น เรียกว่า สังโยชน์ (分結 บุนเค็ตสึ จะเห็นว่ามีคำว่า บุน 分 ที่แปลว่า แบ่งแยก และ เค็ตสึ 結 ที่แปลว่า ผูกมัด) มีทั้งหมดสิบประการ แบ่งออกได้เป็นห้าประการแรก ที่เรียกว่า สังโยชน์เบื้องต่ำ (五下分結 โกะเกะบุนเค็ตสึ) ดังนี้

1. สักกายทิฏฐิ (有身見 อุชินเค็น)  คือเห็นว่า (เรา) มีกาย (กายนี้เป็นของเรา)

2. วิจิกิจฉา (疑 กิ) คือมีความ “สงสัย” (กิ ตัวนี้ 疑 ก็คือ 疑う อุตะงาอุ) ในที่นี้คือสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

3. สีลัพพตปรามาส (戒禁取 ไคกอนฉุ) คือการยึดมั่นถือมั่นกับศีลและวัตรในแบบที่ว่าสักแต่ทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เช่น ถือศีลไว้ข่มคนอื่น (ว่าคนอื่นไม่ดีเท่าตน) หรือเพื่อคนอื่นชม (ว่าตนดีกว่าคนอื่น) หรือยึดติดกับข้อปฏิบัติ พิธีกรรมต่างๆ อย่างงมงาย

4. กามราคะ (貪欲 ตนโยคุ) มีความใคร่ได้ในกามคุณ ๕ ปรารถนาในรสอร่อยของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส

5. ปฏิฆะ (瞋恚 ชินนิ) มีความขึ้งเคียด ความโกรธ ในใจ

และอีกห้าประการหลัง เรียกว่า สังโยชน์เบื้องสูง (五上分結 โกะโจบุนเค็ตสึ) ดังนี้

6. รูปราคะ (色貪 ชิกิตน) คือความติดใจในรูปภพ (色界 ชิคิไค) คือสภาวะที่จิตใจได้รับความสุข สงบ สบาย จากรูปฌาณ (คือนั่งสมาธิแล้วมันสุข สงบ สบาย จนเพลิน เพลินจนติดอยู่กับจุดนั้น)

7. อรูปราคะ (無色貪 มุชิกิตน) คือความติดใจในอรูปภพ (無色界 มุชิคิไค) คือสภาวะที่จิตใจได้รับความสุข ว่าง หาที่สุดมิได้ จากอรูปฌาณ

8. มานะ (慢 มัน) คือความนึกคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ถือดีว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น

9. อุทธัจจะ (掉挙 โจโคะ) คือความฟุ้งซ่าน

10. อวิชชา (無明 มุเมียว) คือความไม่รู้จริง คือยังมืด ยังไม่สว่างในสัจธรรม

จากตรงนี้ การวัดขีดขั้นของการเป็นอริยบุคคลว่าไปได้ถึงขั้นไหนนั้น ก็วัดจากการที่ละสังโยชน์ ๑๐ นี้แหละครับว่า ละได้กี่ข้อ ถึงแค่ไหน ซึ่งจะขอพรรณนาดังนี้

1. โสดาบัน (預流 โยรุ) จากคำญี่ปุ่นหมายถึง “ผู้เข้ามายังกระแส (流れに預かる)” บางทีก็ทับศัพท์ว่า ชุดะอน 須陀洹 คือผู้ละสังโยชน์ข้อ 1 ถึง 3 ได้แล้ว

2. สกทาคามี (一来 อิจิไร) จากคำญี่ปุ่นหมายถึง “ผู้มาครั้งเดียว (一回往来する)” หมายถึงมาสู่กามาวจรโลก (ในที่นี้คือเทวโลกกับมนุษยโลก) อีกเพียงแค่ครั้งเดียว บางทีก็ทับศัพท์ว่า ชิดะกอน  斯陀含 คือผู้ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 ให้เบาบางลงได้ด้วย

3. อนาคามี (不還 ฟุเก็น) จากคำญี่ปุ่นหมายถึง “ผู้ไม่กลับมาอีกแล้ว (再び還らず)” หมายถึงไม่กลับมายังกามาวจรอีกแล้ว บางทีก็ทับศัพท์ว่า อะนากอน 阿那含 คือผู้ละสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 ได้หมดแล้ว

4. อรหันต์ (阿羅漢 อะราคัน) คำญี่ปุ่นใช้คำทับศัพท์บาลีสันสกฤตไปเสีย คือผู้ละสังโยชน์ได้ทั้งสิบข้อ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ส่วนตัวผู้เขียนว่าศัพท์พุทธศาสนาของญี่ปุ่นอ่านแล้วหลายคำเข้าใจง่ายนะครับเพราะเขาอาศัยแปลความเอา ไม่ได้ยึดติดกับคำบาลี แค่ต้องอ่านคันจิเก่งหน่อยเท่านั้นเอง (สำหรับคนต่างชาตินะครับ) อยากจะฝากน้องๆ ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นว่าอย่าอคติกับตัวคันจิ เรียนให้แตกฉานแล้วจะพบว่าหนทางสู่ความรู้ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะเปิดกว้างแตกกิ่งก้านไปได้ไกลมากๆ เหมือนเรียนหนึ่งรู้ได้ถึงสิบเลยทีเดียว คราวหน้าจะมีอะไรมาต่อนั้นโปรดคอยติดตามครับ

ข้อมูลจาก wikipedia วิกิพีเดีย