คำถามของชาวต่างชาติที่คนญี่ปุ่นตอบไม่ค่อยจะได้

เรื่องบางเรื่องในประเทศของเรา มันเป็นเรื่องใกล้ตัวจนคนในประเทศไม่เคยนึกสงสัยหรือตั้งคำถามนะครับ แต่พอถูกชาวต่างชาติถามขึ้นมาก็ถึงได้นึกสงสัยว่า “เออ ทำไมล่ะ?” แล้วบางทีเราเองก็หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันนะครับ อย่างตัวผมเคยถูกเพื่อนต่างชาติทั้งฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ถามคำถามเดียวกันเลยครับ “ทำไมเมืองไทยมีกะเทยเยอะจัง?”…ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันละครับ ฮ่า ๆ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เมืองไทยคนไทยนะครับที่ตอบคำถามอะไรแบบนี้ไม่ได้ คนญี่ปุ่นเองก็เจออะไรแบบนี้เหมือนกัน และวันนี้ผมจะพาไปพบกับ 5 คำถามที่เมื่อถูกชาวต่างชาติถามแล้วคนญี่ปุ่นก็ตอบไม่ค่อยได้เหมือนกันครับ

ทำไมคนญี่ปุ่นต้องโค้งแล้วโค้งอีกด้วยนะ?

อันนี้เป็นเรื่องที่แม้แต่ผมเองก็สงสัยครับ เมื่อก่อนเคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งไปเป็นเลขาฯ คนญี่ปุ่น พวกผมก็จะคอยแกล้งแกครับ เจอแกก็รีบโค้งใส่ รุ่นพี่ก็จะรีบโค้งตอบไวมาก ยิ่งตอนแกจะขอตัวกลับก่อนหรืออะไรแบบนี้ เราจะแกล้งโค้งไม่พร้อมกัน คนนั้นโค้งทีคนนี้โค้งที แกก็โค้งรับ โค้งแล้วโค้งอีก ไม่เป็นอันได้ไปละครับ จนแกด่านั่นแหละครับ ถึงค่อยหัวเราะแล้วก็หยุดกัน…หลังจากผมเรียนที่ญี่ปุ่นกลับมาก็กรรมตามสนองเลยครับ โดนเพื่อนมันโค้งใส่ ก็โค้งกลับเหมือนกัน ฮ่า ๆ (อันนี้นิสัยไม่ดีนะครับ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)

วัฒนธรรมการโค้งของคนญี่ปุ่นนี่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่ชาวต่างชาติก็เข้าใจครับ แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมต้องโค้งแล้วโค้งอีก โค้งทีเดียวไม่ได้หรือ?

กับคำถามนี้ ท่านผู้รู้ตอบเอาไว้ว่า การโค้งเป็นการทำความเคารพ ดังนั้นเมื่อตอนที่เงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าอีกฝ่ายยังก้มหัวอยู่ ก็จะรีบก้มหัวอีกครั้ง พอจังหวะมันไม่แมทช์กันก็เลยเกิดการโค้งแล้วโค้งอีกขึ้นครับ…แบบนี้ต้องแก้ด้วยการดูจังหวะดี ๆ จะได้โค้งทีเดียวพร้อม ๆ กันเนอะ

ทำไมซูโม่ต้องเปลือยกายสู้กันด้วย?

นั่นสิ ทำไมซูโม่ญี่ปุ่นจะต้องนุ่งแค่เตี่ยว “มาวาชิ” ชิ้นเดียวแล้วต่อสู้กันในสภาพเกือบเปลือยแบบนั้นด้วยนะ? อย่างมวยไทยหรือกีฬาประจำชาติอื่น ๆ ก็ยังแต่งตัวมิดชิดกว่านี้จริงไหมครับ? (จริง ๆ มวยไทยสมัยก่อนก็นุ่งแค่ผ้าถกเขมรผืนเดียวเหมือนกันแหละเนอะ)

ในเรื่องนี้ก็มีคำตอบว่า “เพราะซูโม่เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อบูชาและแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้า” ซึ่งในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นจะมีการแข่งซูโม่ถวายเทพเจ้าในเทศกาลท้องถิ่นด้วย การที่ไม่สวมอะไรนอกจากมาวาชิก็เพื่อแสดงให้เทพเจ้าเห็นว่า จะไม่มีการโกงใด ๆ ทั้งสิ้นครับ

จริง ๆ แล้วการแข่งกีฬาโอลิมปิกยุคโบราณ นักกีฬาทุกคนก็ต้องเปลือยกายแข่งขันกันนะครับ เพื่อไม่ให้มีการโกงหรือตุกติกอะไรได้ ดังนั้นโอลิมปิกโบราณจึงห้ามสตรีเข้าชมครับ นอกจากนี้ก็ยังมีมวยปล้ำตุรกีและมวยปล้ำมองโกลที่เปลือยกายแข่งขันเช่นเดียวกับซูโม่ญี่ปุ่น เพื่อแสดงว่าไม่มีการพกอาวุธมาเพื่อทำร้ายคู่ต่อสู้ด้วยครับ

ทำไมคนญี่ปุ่นต้องมี “ตะเกียบส่วนตัว” คนละคู่ด้วยนะ?

วัฒนธรรมการใช้ตะเกียบไม่ได้มีแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น จีนและเกาหลีก็ใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร แต่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับที่มีการใช้ “ตะเกียบส่วนตัว” ในครัวเรือน แม้แต่เด็ก ๆ ก็ยังมีตะเกียบเล็ก ๆ ให้ใช้เป็นของตัวเองด้วยนะครับ ตอนที่อยู่ญี่ปุ่นผมดูรายการเด็กตอนเช้า ก็มีการสอนเด็ก ๆ จับตะเกียบด้วยละครับ

ซึ่งการมีตะเกียบส่วนตัวก็เป็นเพราะ โดยพื้นฐานของอาหารญี่ปุ่นแล้วจะมีผัก 3 น้ำ 1 และแยกสำรับให้เฉพาะคนไปเลยครับ ในขณะที่อาหารจีนจะเป็นการตั้งสำรับรวมจานใหญ่แล้วรับประทานร่วมกัน ดังนั้นการแยกสำรับและใช้ชามข้าวกับตะเกียบส่วนตัวจึงเป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัวของญี่ปุ่นครับ

ซาชิมิกับโอสึคุริเหมือนหรือต่างกัน?

ชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นอาจจะเคยเข้าร้านอาหารไปแล้วถามว่า “มีโอซาชิมิมั้ยครับ?” แล้วก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “มีโอสึคุริค่ะ”…ก็งงเต้กกันไปครับ ว่าแต่ซาชิมิกับโอสึคุริมันต่างกันอย่างไรนะ?

คำตอบก็คือ “ไม่ต่างกัน” ครับ มันคืออาหารแบบเดียวกัน เพียงแต่ในภูมิภาคคันโตจะเรียก “ซาชิมิ” และภูมิภาคคันไซจะเรียก “โอสึคุริ” เท่านั้นเองครับ

ที่มาก็คือ อาหารประเภทที่เอาเนื้อปลามาแล่เป็นชิ้นนั้นเริ่มแพร่กระจายไปทั่วในสมัยเอโดะโดยมีคันโตเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในสังคมซามูไรของคันโตนั้น การใช้คำว่า “คิรุ (ตัด, หั่น)” ถือเป็นคำอัปมงคล เลยหลีกเลี่ยงไปใช้คำว่า “ซาชิมิ” (ซาชิ = การแทง) แทน

แต่ในขณะเดียวกันทางคันไซกลับถือว่าคำว่า “ซาสุ (แทง)” คือเป็นคำอัปมงคลครับ ก็เลยใช้คำว่า “สึคุรุ (ทำ) เพื่อบอกว่าเป็นการ “ทำอาหาร” แทน และก็เลยใช้คำว่า “โอสึคุริ” แทนคำว่า “โอซาชิมิ” ครับ

ปล. คำว่า โอ หรือ โอะ ที่นำหน้านั้น ในภาษาญี่ปุ่นใส่ไว้หน้าคำธรรมดาเพื่อให้กลายเป็นคำสุภาพครับ

ทำไมโทริอิในศาลเจ้าถึงมีสีแดง?

โทริอิ หรือคอนนกสวรรค์ ในศาลเจ้าญี่ปุ่นเป็นของที่มีคู่กับศาลเจ้ามาแต่ยุคโบราณครับ แต่ทำไมมันต้องทาสีแดงด้วยนะ? เคยสงสัยเรื่องนี้กันไหมครับ

ในญี่ปุ่นนั้นถือว่า สีแดงคือไฟหรือดวงอาทิตย์ เป็นสีที่แสดงถึงความมีชีวิต และยังเชื่อกันว่าช่วยขจัดวิญญาณร้ายและภัยพิบัติได้ด้วยครับ การตั้งโทริอิไว้ที่หน้าศาลเจ้าก็เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณร้ายหรือสิ่งที่คิดร้ายเข้ามาได้ และในสมัยโบราณยังใช้สารปรอทซึ่งให้เม็ดสีสีแสดออกแดงในการเคลือบไม้เพื่อป้องกันการผุกร่อนของเนื้อไม้ด้วยครับ

แต่จริง ๆ แล้วโทริอิไม่ได้มีแต่สีแดงหรอกนะครับ ยังมีโทริอิสีขาวหรือสีดำด้วย โทริอิสีขาวที่มีชื่อเสียงก็อยู่ที่ศาลเจ้าอิเสะและศาลเจ้ายาคุโมะ แต่ถึงจะบอกว่าเป็นสีขาวก็ไม่ใช่ว่าขาวปลอดหรอกนะครับ แต่เป็นสีของเนื้อไม้ขาวที่ลอกเปลือกออกเท่านั้นเอง ส่วนโทริอิที่ศาลเจ้าอินาริซึ่งตั้งขึ้นบูชาเทพีอุคาโนะมิทามะ เทพีแห่งธัญพืช จะเป็นสีแดงเกือบทั้งหมด

เป็นยังไงครับ กับคำถามของชาวต่างชาติที่คนญี่ปุ่นตอบไม่ค่อยได้ แล้วคุณล่ะครับ เคยโดนชาวต่างชาติถามอะไรที่ตอบไม่ค่อยได้บ้างหรือเปล่าครับ?

สรุปเนื้อหาจาก tabi-labo