คำถามของชาวต่างชาติที่คนญี่ปุ่นตอบไม่ค่อยจะได้ (ตอนที่ 2)

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวมากนะครับ ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณและวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า วัฒนธรรมป๊อป และหลายครั้งที่ความเฉพาะตัวของชาวญี่ปุ่นเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องตั้งคำถามว่า “ทำไม?”…และมีหลายคำถามที่ชาวญี่ปุ่นร่วม 90% ตอบไม่ได้ครับ วันก่อนผมนำมาให้อ่านกันแล้ว 5 คำถาม วันนี้มาดูกันอีก 5 คำถามนะครับ พร้อมแล้วก็ไปอ่านกันเลยครับ!!

ทำไมบนปราสาทต้องมีปลา?

เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นเคยสังเกตตามหลังคาปราสาทกันไหมครับว่าจะมีปลาที่ชี้หางขึ้นฟ้าอยู่บนนั้น ญี่ปุ่นเรียกว่า ชาจิโฮโกะ ว่าแต่ทำไมจะต้องเอาชาจิโฮโกะไปไว้บนนั้นกันนะ? มาลองดูคำตอบจากผู้รู้กันครับ

ญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่นิยมไปขอพรจากเทพเจ้าไปหมดทุกเรื่องครั้ง ทั้งขอให้สอบผ่าน ขอให้ไม่มีโรคภัย ขอให้ไม่มีภัยพิบัติ ฯลฯ ไปจนถึงขอลูกเลยละครับ ซึ่งแนวคิดเดียวกันนี้ก็มีมาตั้งแต่ยุคสงครามเซ็นโคคุแล้ว โดยการขอพรต่อเทพเจ้าก็จะมีข้าวของที่เตรียมไว้ในพิธีการขอพร ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ชาจิโฮโกะ” นั่นเองครับ

ชาจิโฮโกะเป็นสัตว์ในจินตนาการที่มีตัวเป็นปลาหน้าเป็นพยัคฆ์ เชื่อว่ามีพลังในการเรียกฝนฟ้าให้ตกลงมาได้ จะมีลักษณะพิเศษคือหน้ามองตรงและหันหลังชี้หางขึ้นฟ้า ซึ่งมักจะถูกนำไปติดไว้บนหลังคาของหอบูชาเทพเจ้าซึ่งอยู่สูงที่สุดของปราสาท โดยเชื่อกันว่าชาจิโฮโกะจะป้องกันไฟ และหากมีไฟไหม้ก็จะเรียกน้ำมาดับไฟได้

ละคร “โนห์” กับ “เคียวเก็น” ต่างกันอย่างไร?

ละคร “โนห์” และ “เคียวเก็น” เป็นนาฏกรรมที่มีมาแต่โบราณของญี่ปุ่น ซึ่งแม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็แยกละครทั้ง 2 อย่างนี้ไม่ค่อยออกเหมือนกัน แต่ถ้าให้เทียบง่าย ๆ ตามแบบรายการโทรทัศน์ก็คือ โนห์เป็นละครดราม่าจริงจัง ส่วนเคียวเก็นเป็นรายการตลกครับ

ละครโนห์จะมีธีมเป็นจิตวิทยาและความรู้สึกของมนุษย์ ผู้แสดงจะสวมหน้ากากและใช้การเคลื่อนไหวของหน้ากากรวมถึงมุมมองเพื่อแสดงอารมณ์รักโลภโกรธหลง

ส่วนเคียวเก็นจะรวมเอาความตลกในสัมคมมนุษย์เอาไว้ ผู้แสดงจะนำคำพูดและการกระทำที่แปลกประหลาดของขุนนาง นักรบ และชาวบ้านธรรมดารอบตัวมาแสดง ให้ผู้ชมได้หัวเราะกันครับ

แม้จะมีความแตกต่างกันเช่นนี้ แต่แต่เดิมแล้วละครทั้ง 2 แบบเป็นศิลปะการแสดงแบบเดียวกันครับ โดยต้นกำเนิดของมันมาจากละครลิงที่เกิดขึ้นในสมัยเฮย์อัน ซึ่งละครลิงก็เหมือนการแสดงละครสัตว์ที่จำเป็นต้องใช้ทักษะการแสดงมากมาย เช่น เพลง ของประกอบฉาก และการเลียนแบบมาใช้ในการแสดง และหลังจากนั้นจึงได้แยกออกเป็นละครโนห์ที่มีความจริงจัง กับเคียวเก็นที่เป็นละครตลกครับ

ทำไมซามูไรต้องทำมวยผม “จนมาเกะ”?

คงเคยเห็นทรงผมซามูไรตามหนังย้อนยุคกันใช่ไหมครับ นั่นก็เป็นอีก 1 คำถามที่ชาวต่างชาติสงสัยกันมากว่าทำไมจะต้องโกนผมตรงกลางกระหม่อมแล้วทำมวยผมแบบนั้นกันด้วย ซึ่งคำตอบก็คือ…เพราะต้องใส่หมวกเกราะครับ

หมวกเกราะของซามูไรที่ต้องสวมใส่เวลาทำสงครามจะเป็นหมวกเหล็ก ซึ่งเมื่อใส่เป็นเวลานานจะร้อนและอบ ดังนั้นจึงต้องโกนผมส่วนกลางกระหม่อมเพื่อใส่หมวกเกราะครับ และก็เริ่มมีการรวบผมที่เหลือด้านหลังขึ้นมาเป็นมวยผม “จนมาเกะ”

ซึ่งไม่ใช่แค่ชนชั้นนักรบเท่านั้นนะครับที่ไว้มวยผมจนมาเกะแบบนี้ ผู้ชายทั่วไปก็ไว้มวยผมแบบนี้เช่นกัน เพียงแต่จะมีรูปแบบที่ต่าง ๆ กันไปตามชาติกำเนิดและอาชีพ ซึ่งในแต่ละยุคสมัย จนมาเกะก็จะมีรูปแบบต่าง ๆ กันไปด้วยครับ

ทำไมแท็กซี่ญี่ปุ่นถึงเป็นประตูอัตโนมัติ?

นับเป็นหนึ่งในความอะเมซิ่งของคนที่ไปเที่ยวหรือไปอยู่ญี่ปุ่นมากเลยนะครับ (นอกจากเรื่องราคาค่าโดยสารที่อะเมซิ่งจนน้ำตาไหล) ถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า “เมื่อคุณกลับประเทศไปแล้วรอให้ประตูแท็กซี่เปิดเอง แปลว่าคุณมีความเป็นญี่ปุ่นเข้าเส้นแล้วละ”

ประตูแท็กซี่อัตโนมัตินี่มีชื่อเสียงขึ้นในตอนญี่ปุ่นจัดกีฬาโอลิมปิกปี 1964 แต่ประตูอัตโนมัตินี้ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1950 แล้ว แต่ในปี 1964 บริษัทแท็กซี่รายใหญ่ของโตเกียวได้ซื้อรถรุ่นใหม่และเปลี่ยนประตูเป็นประตูอัตโนมัติทั้งหมด และมีการเพิ่มจำนวนขึ้นอีกในช่วงการจัดกีฬาโอลิมปิก เพื่อเป็น “การต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากต่างประเทศ” ครับ

สรุปก็คือการที่แท็กซี่มีประตูอัตโนมัติก็เพี่อ แสดงออกถึงความรู้สึก “ยินดีต้อนรับ” นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ นั่นเอง ส่วนในโอลิมปิกโตเกียว 2020 สิ่งที่ถูกจับตามองจะไม่ใช่แท็กซี่ประตูอัตโนมัติ แต่เป็น “แท็กซี่ไร้คนขับ” ครับ รอติดตามดูกันนะครับ

ทำไมรถตำรวจญี่ปุ่นถึงเป็นสีขาวดำ?

สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ถ้าพูดถึงสีขาวกับดำอาจจะคิดถึงรถตำรวจเป็นส่วนมาก รถตำรวจเริ่มมีครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1949 โดยเป็นรถที่นำเข้ามาจากอเมริกาที่ครึ่งบนเป็นสีขาวและครึ่งล่างเป็นสีดำ จึงมีการทาสีขาวดำเหมือนกับรถตำรวจของอเมริกาครับ

ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นสีขาวดำก็เพราะรถยนต์ทั่วไปในสมัยนั้นเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดครับ ในปี 1955 รถตำรวจทั่วประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำสีขาวดำเหมือนกันหมดเพื่อให้แยกจากรถทั่วไปได้นั่นเอง นอกจากนี้ทางกรมตำรวจญี่ปุ่นได้ออกกฎมาว่า “รถตำรวจญี่ปุ่นจะต้องมีสีขาวดำ ติดไฟวาบสีแดงพร้อมทั้งเสียงไซเรน และแสดงชื่อเมืองและจังหวัดที่สังกัด” ด้วยครับ

สรุปเนื้อหาจาก tabi-labo