กิจกรรมและวันสำคัญประจำเดือนธันวาคมของญี่ปุ่นที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน (ตอนที่ 2)

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศที่ญี่ปุ่นก็จะหนาวขึ้นมาฉับพลันเลยทีเดียวเชียว ทั้งบรรยากาศใกล้วันสิ้นปี และหิมะแรกก็จะตกในเดือนนี้ด้วย เพราะเป็นเดือนสุดท้ายของปีทำให้ใครหลายๆ คนต่างตั้งตารอคอยอย่างตื่นเต้นที่จะได้นับถอยหลังเตรียมตัวสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง ซึ่งแน่นอนว่าที่ญี่ปุ่นเองก็มีอีเวนต์และวันสำคัญต่างๆ ที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคมอยู่มากมายเลยทีเดียวค่ะ สำหรับบทความภาคแยกในตอนที่ 2 นี้จะมีอีเวนต์อะไรมาแนะนำให้รู้จักกันบ้างนั้น เลื่อนลงไปอ่านกันต่อได้เลย

ย้อนอ่านตอนที่ 1 ที่นี่

8. วันเหมายัน

วันที่ 22 ธันวาคมของปี จะตรงกับวันเหมายัน (winter solstice) หมายถึง การที่ 1 วันที่มีเวลากลางคืนที่ยาวนานกว่ากลางวัน เพราะว่าดวงอาทิตย์จะโคจรเอียงไปทางขั้วโลกใต้มากที่สุด ส่งผลให้แถบขั้วโลกเหนือบางประเทศมองไม่เห็นดวงอาทิตย์เลยด้วย

ในวันเหมายันที่อากาศหนาวเหน็บแบบนี้ คนญี่ปุ่นก็มีเคล็ดลับที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะอยู่ค่ะ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้คนสมัยก่อนผ่านช่วงเวลาอันหนาวเหน็บของฤดูนี้ไปได้ นั่นคือการทานฟักทองและการอาบน้ำร้อนที่แช่ด้วยส้มยูซุ

เนื่องจากอากาศที่หนาวเหน็บจึงจำเป็นต้องทานอาหารที่มีสารอาหารมากๆ แต่เพราะวัตถุดิบมักหาได้ยาก ก็มีแต่ฟักทองนี่ล่ะค่ะที่สามารถเก็บเอาไว้ได้นานแถมยังอุดมไปด้วยวิตามินมากมายอีกด้วย ในบรรดาผักหรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารนั้น ฟักทองก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นอาหารประจำวันเหมายันไปโดยปริยาย

ส่วนการนำส้มยูซุมาแช่น้ำร้อนอาบนั้น เหตุผลเพราะเปลือกของส้มยูซุอุดมไปด้วยวิตามินซีที่นอกจากจะช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นดีแล้วยังช่วยป้องกันโรคหวัดได้อีกด้วย จึงเป็นวัตถุดิบที่เหมาะมากๆ สำหรับการนำมาใช้เพื่อดูแลร่างกายในฤดูหนาวแบบนี้ค่ะ

9. วันเกิดสมเด็จพระจักรพรรดิ

ในสมัยเฮเซ (ค.ศ. 1989 – 2019) คนญี่ปุ่นจะมีวันหยุดราชการวันที่ 23 ธันวาคม เพราะตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนสมัยจากเฮเซเป็นเรวะเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 จึงทำให้วันหยุดราชการดังกล่าวปรับเปลี่ยนไปตามวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะแทน

ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนวันหยุดราชการดังกล่าวก็ได้มีข้อถกเถียงกันมากมาย มีการอ้างอิงถึงอดีตว่าวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้าก็ยังคงเหลือเอาไว้และกำหนดให้เป็นวันสำคัญแทน เช่น “วันโชวะ” ที่เดิมทีเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิในสมัยโชวะเช่นกัน แต่บางสมัยก็จะปรับเปลี่ยนไปตามวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่กันไปเลย

และสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าจะยังคงให้วันที่ 23 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสำคัญดังเดิม แต่ปรับจากวันหยุดราชการให้เป็นวันธรรมดาเพื่อความเหมาะสมนั่นเองค่ะ ส่วนวันหยุดราชการเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิ จากเดิมวันที่ 23 ธันวาคมจึงได้กลายเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ตามสมัยที่เปลี่ยนไปค่ะ

10. วันคริสต์มาส

เมื่อเริ่มต้นเดือนธันวาคมก็เป็นการนับถอยหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลที่ทุกคนต่างรอคอยอย่างวันคริสต์มาสใช่ไหมคะ ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นนั้น กล่าวว่าได้เริ่มต้นจัดเทศกาลวันคริสต์มาสขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1552 ค่ะ ซึ่งต้นกำเนิดนั้นคือที่จังหวัดยามากุจิ โดยนักบุญฟรันซิสโก ฆาบิเอร์ ผู้นำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่นเป็นคนแรก แต่ต่อมาในปีค.ศ. 1612 ในสมัยเอโดะเมื่อรัฐบาลประกาศห้ามนับถือและห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ทำให้เทศกาลคริสต์มาสหายไปอยู่พักใหญ่ทีเดียวค่ะ

หลังจากนั้นในปีค.ศ. 1873 ได้มีการยกเลิกคำสั่งห้ามนับถือและห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทำให้เทศกาลคริสต์มาสกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งนับแต่นั้นเป็นต้นมา และเริ่มมีการประดับตกแต่งสัญลักษณ์วันคริสต์มาสกันในปีค.ศ. 1904 ค่ะ

โดยส่วนใหญ่แล้ววันคริสต์มาสของญี่ปุ่นก็จะคล้ายของทางฝั่งตะวันตก แต่มีการวิวัฒนาการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยเพื่อให้เข้ากับของญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับวันคริสต์มาสอีฟเป็นหลัก โดยจะมีธรรมเนียมการแลกของขวัญ การออกมาจัดปาร์ตี้กับเพื่อนหรือคนรักมากกว่าใช้เวลากับครอบครัว ดังนั้นตามสถานที่ต่างๆ ก็จะคึกคักและโรแมนติกมากๆ เลยล่ะค่ะ

11. วันส่งท้ายปีเก่า

วันส่งท้ายปีเก่าของญี่ปุ่นจะใช้คำว่าโฮมิโซกะ (大晦日) ซึ่งหมายถึงวันสุดท้ายของปี ในวันที่ 31 ธันวาคมนั้น คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ มากมาย เช่นการไปวัดหรือศาลเจ้าเพื่อฟังการตีระฆัง 108 ครั้ง, การไปอีเวนต์เคาท์ดาวน์, การชมมหกรรมคอนเสิร์ตขาว-แดง, การทานโซบะ เป็นต้น

ขอกล่าวถึงธรรมเนียมแรกสำหรับศาสนาพุทธของญี่ปุ่นที่ขาดไม่ได้เลย คือการการตีระฆัง 108 ครั้งในคืนวันสิ้นปีค่ะ ในวันสุดท้ายของปีตามวัดหรือศาลเจ้าที่จัดงานตีระฆังจะเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาทำให้บรรยากาศครึกครื้นทีเดียวค่ะ ซึ่งการตีระฆังดังกล่าวนี้จะให้ความรู้สึกที่คล้ายกับการเคาท์ดาวน์เช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงตีระฆังก็หมายความว่าปีนี้กำลังจะจบลงนั่นเอง โดยเวลาที่เริ่มตีนั้นส่วนใหญ่จะเริ่มกันช่วงเวลา 22.00 – 23.00 ค่ะ

แน่นอนว่าการนับถอยหลังให้สุดเสียงเพื่อยิ้มรับวันแรกของปีก็เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นตามสถานที่ต่างๆ จึงจัดอีเวนต์เคาท์ดาวน์กันอย่างคับคั่ง แต่สำหรับอีเวนต์ใหญ่ๆ ที่เป็นตัวแทนฝั่งคันโตและคันไซคงหนีไม่พ้นสวนสนุกโตเกียวดีสนีย์แลนด์และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอค่ะ ซึ่งเป็นอีเวนต์ที่เปิดให้บริการเป็นพิเศษที่เรียกได้ว่าห้ามพลาดเลยล่ะ

12. มหกรรมคอนเสิร์ตขาว-แดง

อีก 1 อีเวนต์ใหญ่ประจำปีที่คนญี่ปุ่นและแฟนๆ J-POP ต่างให้ความสนใจกันก็คือ “มหกรรมคอนเสิร์ตขาว-แดง” หรือที่เราเรียกสั้นๆ กันว่า “งานขาวแดง” นั่นเองค่ะ เป็นรายการดนตรีชุดพิเศษที่ถ่ายทอดสดทางวิทยุและโทรทัศน์เครือ NHK ตั้งแต่ปีค.ศ. 1945 ในทันทีที่จบสงครามเลยล่ะค่ะ

รายการจะเป็นการแบ่งทีมศิลปินโดยให้ศิลปินหญิงอยู่ทีมสีแดง และศิลปินชายอยู่ทีมสีขาว บางครั้งก็จะมีศิลปินต่างชาติเข้าร่วมด้วย

สำหรับสถิติอัตราผู้ชมรายการในสมัยก่อนจะอยู่ที่ประมาณ 70% และมีจุดพีคที่มีอัตราผู้ชมมากที่สุดสูงถึง 80.6% ในการจัดครั้งที่ 23 ปีค.ศ 1972 แต่จากนั้นก็เริ่มมียอดผู้ชมรายการลดลงเรื่อยๆ จนปีค.ศ. 1989 เป็นต้นมามีอัตราผู้ชมเหลือเพียงไม่ถึง 40% เท่านั้น ส่วนปีที่แล้วเป็นปีแรกที่จัดรายการโดยที่ไม่มีผู้เข้าชมในสตูดิโอเนื่องจากมาตรการการป้องกัน COVID-19

หากเทียบกับวันสิ้นปีในสมัยก่อนนั้นเห็นได้ชัดเลยว่ามียอดผู้ชมทางบ้านลดน้อยลงมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้คนที่ดูโทรทัศน์ทางบ้านในคืนวันสิ้นปีอาจมีน้อยลง หรืออาจไปรับชมรายการอื่นๆ มากขึ้นก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม รายการนี้ก็ยังคงเป็นตำนานที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเช่นเคยค่ะ

13. การตีระฆังวันสิ้นปี

การตีระฆังวันสิ้นปี หรือ โจยะ โนะ คาเนะ (除夜の鐘) นั้น ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นคือเป็นธรรมเนียมทางศาสนาพุทธของญี่ปุ่นที่ปฏิบัติต่อกันมา ซึ่งในหัวข้อนี้จะมาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการตีระฆังสิ้นปีให้ได้ทราบเพิ่มเติมกันค่ะ

ความหมายของการตีระฆัง 108 ครั้ง โดยทั่วไปแล้วมีหมายถึงการชำระล้างกิเลศทั้ง 108 อย่าง การตีระฆัง 1 ครั้งเท่ากับการชำระล้างกิเลศ 1 อย่าง เมื่อตีครบ 108 ครั้งจึงเปรียบเสมือนการได้ชำระล้างกิเลศทั้งปวงเพื่อต้อนรับปีใหม่ด้วยใจอันบริสุทธิ์ค่ะ

วิธีการตีที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการคือการตีระฆังในคืนวันสิ้นปีจำนวน 107 ครั้ง และตีครั้งที่ 108 เมื่อเข้าสู่วันปีใหม่ค่ะ

ตัวเลขจำนวน 108 นี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า “ระยะเวลา 1 ปี” ได้ด้วย เริ่มต้นด้วยเดือนที่มี 12 เดือน, ภาวะทั้ง 24 ใน 1 ปีตามปฏิทินจีน, การนับฤดูกาลแบบจีนสมัยเก่า 72 แบบ รวมกัน 12+24+72 = 108 นั่นเอง

14. การทานโซบะส่งท้ายปี

หากพูดถึงกิจกรรมวันสิ้นปีของคนญี่ปุ่นแล้ว นอกจากการตีระฆังและการชมงานขาวแดงแล้ว ก็ยังมี “การทานโซบะส่งท้ายปี” หรือ โทชิโคชิโซบะ (年越しそば) เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมประจำสิ้นปีที่คนญี่ปุ่นนิยมทำกันอีกด้วยล่ะค่ะ

ธรรมเนียมการทานโซบะส่งท้ายปีนี้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (ค.ศ.1603 – 1868) ส่วนที่ต้องทานโซบะในวันสิ้นปีนั้น เนื่องจากเส้นโซบะมีลักษณะเป็นเส้นบางและยาว จึงเปรียบเหมือนการขอพรให้ปีหน้ามีชีวิตที่ยืนยาว นอกจากนี้เมื่อทานกับครอบครัวก็ยังเป็นการเสริมดวงครอบครัวเพื่อให้อยู่ด้วยกันต่อไปอีกยาวนานด้วยล่ะค่ะ

มีคนสงสัยไหมคะว่าแล้วเส้นอื่นๆ ก็ยาวเหมือนกันนี่ทำไมไม่ทาน เหตุผลก็เพราะเส้นโซบะนั้นเมื่อเทียบกันเส้นชนิดอื่นๆแล้วตัดได้ง่ายกว่า จึงเปรียบเหมือนการตัดสิ่งที่ยากลำบากในปีที่ผ่านมา และหนี้สินที่มีจะไม่ตามไปยังปีถัดไปด้วย เพราะฉะนั้นการทานโซบะในวันสิ้นปีนี้ เคล็ดลับคือต้องทานให้หมดด้วยนะคะ จะได้ไม่เป็นการเหลือสิ่งที่ไม่ดีไว้จนตามเราไปถึงปีหน้าได้

สำหรับช่วงเวลาในการทานไม่ได้มีกำหนดตายตัว บางครอบครัวก็ทานกันเป็นมื้อกลางวัน บางครอบครัวก็จะทานเป็นมื้อเย็นในวันสิ้นปีหรือบางทีทานข้ามปีเลยมีเช่นกันค่ะ โดยส่วนใหญ่สำหรับคนที่ไม่มีแพลนออกไปไหน อาจทานโซบะในคืนวันสิ้นปีไปพร้อมๆ กับฟังเสียงตีระฆัง เพื่อต้อนรับสิ่งที่ดีๆ ในวันใหม่ก็ดีทีเดียวค่ะ

นอกจากการทานโซบะในคืนวันสิ้นปีแล้ว ก็ยังมีธรรมเนียมการทานโอเซจิ เรียวริ (おせち料理) เป็นมื้อแรกของปีร่วมกับครอบครัว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่อีกด้วยค่ะ

อีกไม่นานเดือนธันวาคมก็ใกล้จะผ่านพ้นไปแล้ว หวังว่าสิ่งที่ไม่ดีในปีนี้จะหมดไปพร้อมกับการนับถอยหลังต้อนรับวันปีใหม่นะคะ จากนี้ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกๆ คนพบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ แล้วปีหน้ามาเริ่มต้นพยายามกันใหม่นะคะ ^^)/

สรุปเนื้อหาจาก : jpnculture.netrurubu.jp