”อีกด้านหนึ่ง” ของ “จักรพรรดินีเมียงซอง” ที่เขาว่าเป็น “วีรสตรีเกาหลีต้านภัยญี่ปุ่น”

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หากท่านไหนสนใจเรื่องประวัติศาสตร์เกาหลีโดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งเกาหลี-ญี่ปุ่น คงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ “จักรพรรดินีเมียงซอง” ซึ่งบ้างก็เรียกว่า “พระมเหสีมิน” พระมเหสีของพระเจ้าโกจง (พระนามจักรพรรดินีเมียงซองนั้นเป็นการอวยยศหลังสิ้นพระชนม์แล้ว) โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พระนางถูกสังหาร ซึ่งทำให้เกาหลีเอาเรื่องนี้มาชี้หน้าด่าว่าญี่ปุ่นโหดร้ายฆ่าได้กระทั่งผู้หญิง แล้วก็พยายามยกยอพระมเหสีมินว่าเป็นวีรสตรีต้านภัยญี่ปุ่นไปเสีย ฉะนั้นวันนี้จะขอมานำเสนอเรื่องราว “อีกด้านหนึ่ง” ของเกาหลีในยุคนั้น และจักรพรรดินีเมียงซองที่คนเกาหลียกยอ ผ่านมุมมองจากปลายปากกาของ “ฟุคุซาวะ ยูคิจิ” นักคิดนักเขียนนักการศึกษาระบือนามของญี่ปุ่นแห่งยุคเมจิกันนะครับ

ภูมิหลัง

ในช่วงยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำเนิดรัฐบาลเมจิ จนมาถึงเหตุการณ์การปะทะกันที่เกาะคังฮวานั้น เกาหลีจากที่แต่เดิมเป็นประเทศพระฤาษีปิดหูปิดตาตัวเองไม่คบกับใครนอกจากเมืองจีนนั้น ต้องบอกตรงๆ ว่ากรณีเกาะคังฮวา (ซึ่งนำไปสู่การเปิดประเทศแบบต้องยอมรับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของญี่ปุ่น) นั้นเป็นตัวปลุกความคิดที่แตกต่างในหมู่ขุนนางเกาหลี ซึ่งแตกต่างจนกลายเป็นแตกแยก ฝ่ายหนึ่งยังยึดแนวทางเดิมๆ พยายามจะยึดจีนเอาเป็นพี่ใหญ่ ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่าควรพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและสร้างสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่น ให้ท่านผู้อ่านทายว่าพระนางมินหันหัวไปทางไหน?

ครับ พระนางมินเห็นว่าเกาหลีควรพัฒนาประเทศให้ทันสมัยจริง แต่ยังคิดยึดจีนเป็นพี่ใหญ่อยู่ดี และ “ไม่เอาญี่ปุ่น” ครับ

แล้วพอตอนหลังในสงครามญี่ปุ่น-จีน ญี่ปุ่นชนะจีน เกาหลีเริ่มรู้ตัวแล้วว่าพี่ใหญ่นั้นไม่ใหญ่อีกต่อไป เลยจะไปคบรัสเซียเอาเป็นพี่ใหญ่คนใหม่ นั่นแหละครับ

เกาหลี “ประเทศนรก” ที่ญี่ปุ่นไม่ควรมีสัมพันธ์ไมตรีด้วย

ความแตกแยกเป็นสองฝ่ายระหว่างฝ่าย “โปรจีน” อันมีพระนางมินเป็นแกนนำ กับฝ่ายก้าวหน้าซึ่ง “โปรญี่ปุ่น” นั้นมาถึงจุดที่ฝ่ายก้าวหน้าชิงก่อกบฏ ซึ่งนำโดย คิม อ็อก-กยุน (김옥균; 金玉均) ซึ่งฝ่ายกบฏถึงกับบุกวังคย็องบกเลยทีเดียว แต่พระนางมินนั้นนั้นดันไปเรียกทัพต้าชิง (นำโดย หยวนซื่อไข่ 袁世凱 ผู้โด่งดังในฐานะที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนหลังโค่นราชวงศ์ชิง แต่ตอนหลังอยากตั้งตัวเป็นเจ้าเสียเอง) มาปราบกบฏได้สำเร็จ

YuanShikaiPresidente1915
หยวนซื่อไข่ 袁世凱
สิ่งที่น่าสนใจคือ แกนนำกบฏฝ่ายก้าวหน้าคือ คิม อ็อก-กยุน หลังจากก่อการไม่สำเร็จได้หนีไปหลบที่สถานทูตญี่ปุ่นและได้ลี้ภัยเข้ามาในญี่ปุ่นและในช่วงที่อยู่ในญี่ปุ่นก็ได้รับความคุ้มครองจากฟุคุซาวะ ยูคิจิ โดยให้นายคิม อ็อก-กยุนและพวกไปอยู่กับนักศึกษาที่ ม. เคโอ (ซึ่งเป็น ม. ของฟุคุซาวะ ยูคิจิเอง) โดยมีการตั้งเวรยามทั้งวันทั้งคืน แต่ภายหลังตอนเดินทางไปเซี่ยงไฮ้เพื่อหาทางก่อการอีกครั้ง นายคิม อ็อก-กยุนถูกมือสังหารของราชวงศ์โชซอนฆ่าตาย แล้วศพยังถูกนำมาลงโทษซ้ำอีกอย่างทารุณทุเรศโดยถูกแยกร่างเป็นชิ้นๆ

Gim Okgyun
คิม อ็อก-กยุน 김옥균

ฟุคุซาวะทั้งโกรธและสิ้นหวังกับการถูกลงโทษของคิม อ็อก-กยุน จนถึงกับเขียนข้อความตอนหนึ่งในบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ “จิจิชิมโป” (時事新報) ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2428 ว่า “ข้าพเจ้าใคร่อยากจะเรียกประเทศนี้ว่าเป็นประเทศนรกของพวกยักษ์มาร เกินกว่าจะวิจารณ์ว่าป่าเถื่อนเสียอีก” (「我輩は此の国(朝鮮のこと)を目して野蛮と評するよりも、寧ろ妖魔悪鬼の地獄国と云わんと欲する者なり」)

ความสยองบ้าคลั่งในรั้วในวังเกาหลี

ประวัติศาสตร์บรรยายว่าพระนางมินนั้นเมื่อแรกเข้าวังใหม่ๆ มีบุคลิกสงบเสงี่ยม อ่านตำราทั้งคืน เรียนรู้เก่ง ปรับตัวเข้ากับประเพณีในรั้วในวังได้เร็ว แต่พอเวลาต่อมาเริ่มหมกมุ่นกับไสยศาสตร์ทรงเจ้าเข้าผี ใช้จ่ายมือเติบเพื่อประกอบพิธีกรรมให้อลังการ และลงมือปราบปรามใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟัง เอามันไปประหารอย่างไร้ความปรานี เคยมีเรื่องเล่าว่านางสนมในวังที่เป็นคนสกุลจางได้ให้กำเนิดพระโอรสของพระเจ้าโกจง พระนางมินถึงกับถือมีดไปเคาะประตูหน้าห้องนางสนมจางว่า “มึงไม่เสียดายชีวิตแล้วหรือ” จนสนมจางต้องร้องไห้ขอชีวิตเลยทีเดียว

ฟุคุซาวะ ยูคิจินั้นได้เล็งเห็นแล้วว่า เกาหลีภายใต้การปกครองของพระนางมินนั้น “ไร้อนาคต และหมดหวัง” จนเขียนในบทบรรณาธิการเรื่อง “แนวคิดว่าด้วยการผละจากเอเชีย” (脱亜論 ดัทสึอะรอน ในหนังสือพิมพ์ จิจิชิมโป ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2428) ว่า ควรจะตัดสัมพันธ์กับทั้งเกาหลีและจีน (ซึ่งอยู่เบื้องหลังเกาหลี) เสีย ด้วยถ้อยคำที่ว่า “โชคร้ายที่มีประเทศที่หนึ่งคือจีน สองคือโชซอน อยู่ข้าง (ประเทศเรา)”

“จากหนึ่งถึงสิบ มีเพียงรูปลักษณ์ตกแต่งภายนอกอันว่างเปล่าเท่านั้น ศีลธรรมนั้นหามีไม่ มีแต่ความไร้ยางอายอย่างยิ่ง เย่อหยิ่งจองหองไม่มีความคำนึงถึงสิ่งไม่ดีของตน”

ซึ่งคำว่า “รูปลักษณ์ตกแต่งภายนอกอันว่างเปล่า” นั้นมุ่งจะหมายถึงการหมกมุ่นอยู่กับลัทธิขงจื๊อ หมกมุ่นอยู่กับรูปแบบ พิธีกรรม ฟุคุซาวะยังกล่าวว่าหากญี่ปุ่นไปคบหากับจีนและเกาหลีนั้น จะเป็นการทำให้ความก้าวหน้าทางอารยธรรมเชื่องช้า ทั้งนานาประเทศจะไม่คบหาเพราะถูกเหมารวมว่าเป็นชาติเอเชียตะวันออกเหมือนกันอีกด้วย

ใครสั่งฆ่าพระนางมิน?

อย่างไรก็ดี คำเตือนของฟุกุซาว่า “อย่าเข้าไปพัวพันกับเกาหลี” แทบจะไม่ไปถึงรัฐบาลญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นในยุคนั้น กลับกลายเป็นว่า ญี่ปุ่นเข้าไปยุ่งกับเกาหลีอย่าง “ขนานใหญ่” เลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่สงครามญี่ปุ่น-จีน (พ.ศ. 2437-2438) ซึ่งพระนางมินและบรรดาขุนนางเกาหลีต่างถือหางฝ่ายราชวงศ์ชิง โดยคิดว่า “ญี่ปุ่นไม่สามารถเอาชนะราชวงศ์ชิงได้” แต่การณ์กลับตรงข้าม พอญี่ปุ่นชนะ พวกขุนนางเกาหลีที่เคยถือหางจีนพากันไปซบญี่ปุ่นกันหมด พอญี่ปุ่นชนะ มีการลงนามในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิซึ่งกลายเป็นการเคลมว่า เกาหลีเป็นประเทศ “เอกราช” เป็นอันว่าจีนหมดสภาพลูกพี่ใหญ่ของเกาหลีไปเลย แม้กระนั้นพระนางมินก็ยังไม่เลิกเกลียดญี่ปุ่น ยังคิดจะ “ไม่คบญี่ปุ่น” แล้วหันไปจะคบกับรัสเซียเแทน

สุดท้าย พระนางมินก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันในสงครามกลางเมืองและถูกลอบสังหารในปี พ.ศ. 2438 ซึ่งแม้เรื่องนี้ฝ่ายเกาหลีพยายามจะหาว่าเป็นแผนการของฝ่ายญี่ปุ่นโดยนายมิอุระ โกโร (三浦梧楼) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเกาหลีในขณะนั้นก็ตาม แต่ก็มีคนเสนอแนวคิดที่ว่า เรื่องนี้อาจเป็นฝีมือของแดวอนกุน (大院君) หรือ “พระบรมราชชนก” พระราชบิดาของพระเจ้าโกจงซึ่งเสียอำนาจไปเพราะโดนพระนางมินเข้าแทรกแซงกิจการบ้านเมือง ก็ได้ (หรือแม้การลอบสังหารจะเป็นคำสั่งของนายมิอุระ แต่แดวอนกุนอาจรู้เห็นเป็นใจด้วย)

Heungseon Daewongun Portrait
แดวอนกุนฮึงซอน 大院君 พระราชบิดาของพระเจ้าโกจง

สุดท้ายที่ผู้เขียนอยากจะกล่าวก็คือ ไม่ว่าเวลาผ่านมานานเท่าไหร่ หรือใครจะทำอะไร “การเมือง” ของประเทศเกาหลี (ซึ่งมาถึงตรงนี้คือ “เกาหลีใต้”) นั้น ก็ยังวนเวียนอยู่กับขั้วความคิดสองฝ่ายคือ “ไม่เอาญี่ปุ่น” กับ “คบญี่ปุ่น” อยู่ดี ประวัติศาสตร์นั้นย่อมซ้ำรอยเสมอ สำหรับวันนี้ขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อนสวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก president