“กรณีเกาะคังฮวา” จุดเริ่มของการทำเกาหลีให้กลายเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น

Last updated:

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะขอมานำเสนอเรื่องราวหนึ่งซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เกาหลี (ประเทศโชซอน) ต้องเปิดประเทศ (จากที่เคยปิดประเทศเสียจนฝรั่งเรียกว่า “ประเทศพระฤาษี”) และเป็นจุดเริ่มของการทำคาบสมุทรเกาหลีให้กลายเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น อันเป็นจุดเริ่มของความแค้นฝังหุ่นที่คนเกาหลีมีต่อญี่ปุ่นถึงทุกวันนี้นะครับ

การปะทะกันที่ปากแม่น้ำฮันกัง

กรณีเกาะคังฮวา (江華島事件) นั้นเป็นเหตุการณ์การปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีที่ปากแม่น้ำฮันกัง (ที่ไหลผ่านเมืองหลวงของเกาหลี) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 22 กันยายน พ.ศ. 2418 เรียกว่า “เหตุการณ์เกาะคังฮวา” เพราะจุดที่เกิดเหตุนั้นอยู่ใกล้เกาะ “เกาะคังฮวา” (江華島 คังฮวาโด) ฝ่ายญี่ปุ่นมีเรือรบหนึ่งลำและนาวิกโยธิน 22 นาย ในขณะที่เกาหลีมีปืนใหญ่ภาคพื้นดินและทหาร 500 นาย ผลคือฝ่ายญี่ปุ่นตาย 1 เจ็บ 1 ส่วนฝ่ายเกาหลีตาย 35 โดนจับเป็นเชลยอีก 16

เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การลงนาม “สนธิสัญญามิตรภาพญี่ปุ่น-เกาหลี” ซึ่งกลายเป็นการ “เปิดประเทศเกาหลี”

ทำไมถึงปะทะกัน?

ปี พ.ศ. 2411 เมื่อญี่ปุ่นจัดตั้งรัฐบาลเมจิซึ่งถือว่าเป็น “รัฐบาลสมัยใหม่” ญี่ปุ่นได้ส่งสาส์นไปยังโชซอนเพื่อประกาศการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และขอสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรัฐสมัยใหม่ แต่รัฐบาลโชซอนปฏิเสธไม่ยอมรับสาส์นดังกล่าว มีคำกล่าวอ้างว่าฝ่ายเกาหลีไม่ชอบใจที่ในสาส์นนั้นใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความเป็น “จักรพรรดิ”  เช่นคำว่า 皇 โค “จักรพรรดิ” และคำว่า โจะคุ 勅  “พระบรมราชโองการ” อันถือว่า “ทำตัวตีเสมอจักรพรรดิจีน”

ก่อนหน้านั้น ญี่ปุ่นและเกาหลีมีความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านคนสกุลซง (宗) แห่งเกาะทสึชิมะ (対馬 ซึ่งเกาหลีเรียกว่าเกาะแดมา) แต่รัฐบาลเมจิถือว่า (เมื่อญี่ปุ่นเป็นประเทศสมัยใหม่ มีรัฐบาลสมัยใหม่แล้ว) ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีจะต้องเป็นกิจของกระทรวงการต่างประเทศ ปี พ.ศ. 2415 เลยหาเรื่องเปลี่ยนชื่อสำนักงานผู้พำนักชาวญี่ปุ่นในโชซอนประจำแคว้นสึชิมะ “โซเรียววาคัง” (草梁倭館) เป็น “ไดนิปปอนโคคัง” (大日本公館 สำนักราชการแห่งมหาญี่ปุ่น)

แน่นอนว่าฝ่ายเกาหลี (โชซอน) ไม่ถูกใจสิ่งนี้

เมื่อเห็นว่าความขัดแย้งกับเกาหลีเริ่มยากจะเจรจา กระแสสังคมญี่ปุ่นก็เริ่มไปทางที่เชียร์ให้ “บุกเกาหลีเลย” อย่างที่เรียกว่า “เซย์คันรอน” (征韓論 แนวคิดบุกเกาหลี) โดยอ้างโยงเข้าหาเรื่องโบราณว่า ใน “โคจิกิ” และ “นิฮงโชกิ” มีเขียนถึงการที่ว่าญี่ปุ่นโบราณมีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี (เหมือนกับในยุคหนึ่งที่มีการปลุกใจเรื่องที่ว่าเมืองจำปาศักดิ์ของลาวเคยเป็นของไทยมาก่อน—ผู้เขียน) อย่างไรก็ดี ไซโก ทาคาโมริ กลับเห็นว่าการเข้าไปเกาหลีในฐานะทูต (โดยนายไซโกจะไปด้วยตัวเอง) เพื่อโน้มน้าวให้เกาหลีเปิดประเทศนั้นน่าจะดีกว่าการส่งทหารไปบุก แต่บรรดาชาวคณะในรัฐบาลเมจิทั้ง อิวาคุระ โทโมมิ โอคุโบ โทชิมิจิ คิโด ทาคาโยชิ อิโต ฮิโรบุมิ นั้นพากันคัดค้าน โดยบอกว่าหากไซโกไปเกาหลีแล้วอาจโดนแดวอนกุน (大院君 “สมเด็จพระบรมราชชนก” ในที่นี้หมายถึงแดวอนกุนฮึงซอน พระราชบิดาของพระเจ้าโกจง) ฆ่าเอาได้ (เพราะพวกเกาหลีคงไม่ฟังคำโน้มน้าว) และถ้าโดนปฏิเสธก็คงต้องรบกัน แล้วถ้ารบกัน จักรวรรดิต้าชิง (จีน) กับรัสเซียอาจเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจะทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งยากหนักขึ้น สุดท้ายจักรพรรดิเมจิทรงให้เลื่อนการไปเกาหลีของไซโก “อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ไซโกถึงกับตบเท้าลาออกจากรัฐบาลเมจิเลยทีเดียว

เมื่อลุถึงปี พ.ศ. 2418 ได้มีการจัดให้มีเจรจาระหว่างรัฐบาลของญี่ปุ่นกับเกาหลีที่ปูซาน แต่การเจรจาก็มาถึงทางตัน คือต่างฝ่ายต่างตกลงกันไม่ให้ เพื่อให้การเจรจาคืบหน้า (เสียที) ญี่ปุ่นเลยส่งเรือรบ “อุนโย” (雲揚) กับ “ไดนิเทย์โบ” (第二丁卯) มาเทียบท่าที่ปูซาน เพื่อมา “ซ้อมยิง” ข่มขวัญโชว์แสนยานุภาพ แต่ก็ยังเจรจากันไม่ได้เสียที

หลังจากนั้น เรือรบอุนโยก็ได้มุ่งขึ้นเหนือเพื่อไปสำรวจเส้นทางเดินเรือของจักรวรรดิต้าชิง ระหว่างทาง พวกเขาจอดทอดสมออยู่ใกล้เกาะวอลมิโด (月尾島) ใกล้กรุงฮันซอง (漢城 ปัจจุบันคือกรุงโซล) พอจะลงเรือบดแล้วแล่นเรือบดไปใกล้เกาะคังฮวาก็โดนฝ่ายเกาหลียิงใส่เลย เหตุเกิดขึ้น ณ วันที่ 20 กันยายน ฝ่ายเกาหลีอ้างว่าที่ยิงใส่เพราะว่าเรืออุนโยไม่ได้ชักธงญี่ปุ่น (คือเรือลำไหนไม่ชักธงญี่ปุ่น หรือธงต้าชิง เกาหลีจะยิง) แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็อ้างว่าเกาหลียิงใส่ทั้งๆ ที่เรืออุนโยชักธงญี่ปุ่นแล้ว

ไม่ว่าฝ่ายไหนจะอ้างอย่างไร เหตุการณ์ดังกล่าวก็นำไปสู่การลงนาม “สนธิสัญญามิตรภาพญี่ปุ่น-เกาหลี” (日朝修好条規) จนได้ ซึ่งเนื้อหาของสัญญานั้นเหมือนจะดูดีตรงที่ระบุว่า เกาหลีเป็นประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยของตนเอง มิใช่เมืองขึ้นของจักรวรรดิต้าชิงอีกต่อไป แต่ที่จริงแล้ว เกาหลีต้องเจอกับ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ของญี่ปุ่นในเรื่องอำนาจศาลพิจารณาคดี และเรื่องความเสียเปรียบเรื่องศุลกากร (ทำนองเดียวกับสนธิสัญญาบาวริ่งของไทยกับอังกฤษ—ผู้เขียน)

อย่างไรก็ดี นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในโอกาสต่อไปผู้เขียนจะขอนำเสนอเรื่องราวของความพยายามของเกาหลีในการดิ้นรนจะเป็น “ประเทศสมัยใหม่” โดยมีจักรพรรดินีเมียงซองเป็นแกนนำหลังจากที่แดวอนกุนสิ้นอำนาจไปแล้ว และเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับฝ่ายญี่ปุ่นอันนำไปสู่การกลายเป็นอาณานิคมญี่ปุ่นของเกาหลีในคราวหน้านะครับ

สรุปเนื้อหาจาก honcierge
ภาพจาก wikipedia