ย้อนตำนาน “ซาโดะคินซัน” เหมืองทอง (ว่าที่) มรดกโลก 

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่ในบทความที่แล้วที่พูดถึง “ซาโดะคินซัน” (佐渡金山) ที่ว่าเป็นแดนเหมืองทองและเหมืองเงินบนเกาะซาโดะ (จังหวัดนีกาตะ) ไปแล้ว มาวันนี้เราจะมาพูดถึงความเป็นมาของเหมืองนี้กันเลยนะครับ

บ่อเงินบ่อทองของตระกูลอุเอสึกิ?

ดังที่เคยเล่าไปแล้ว มีคำกล่าวอ้างว่ามันเป็นบ่อเงินบ่อทองของอุเอสึกิ เคนชิน แต่บ้างก็อ้างว่าเป็นแค่นิยาย เพราะว่าในยุคนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีการค้นพบสายแร่ทองคำ!? อีกทั้งในยุคเซ็นโกกุ ซาโดะยังเป็นดินแดนของตระกูลฮอนมะ (ไม่ใช่ของตระกูลอุเอสึกิ) อย่างไรก็ดียังมีคำกล่าวอ้างอีกว่า ภายหลังทายาทของ อุเอสึกิ เคนชิน คืออุเอสึกิ คาเงะคัตสี (上杉景勝) ได้ล้างตระกูลฮอนมะในปี พ.ศ. 2132 (ปีที่ 17 แห่งศักราชเท็นโช) แล้วจึงได้ซาโดะมาเป็นดินแดนของตน

Uesugi Kagekatsu
อุเอสึกิ คาเงะคัตสี (上杉景勝)

อย่างไรก็ดี การที่ว่าในยุคนั้นยังไม่เจอสายแร่ทองคำนั้นอาจไม่ใช่ประเด็น เพราะว่าเชื่อกันว่าก่อนหน้านั้นที่นั่นน่าจะหาทองได้ด้วยการร่อนทอง (ได้ทองมาเป็นผง) ว่ากันว่าเหมืองทองที่ซาโดะบางแห่ง เช่น “เหมืองทรายทองนิชิคาวะ” (西三川砂金山) นั้น มีความเป็นมาเก่าแก่ย้อนขึ้นไปถึงยุคเฮอันทีเดียว

ความเฟื่องฟูในยุคเอโดะ กับแรงงานนรก

พอล่วงเข้า พ.ศ. 2144 (ปีที่ 6 แห่งศักราชเคย์โจ) ซาโดะกลายเป็นดินแดนของโตกุกาวะ อิเอยาสุ ในปีนั้นเองที่มีการค้นพบ “สายแร่ทองคำ” ที่ภูเขาเหนือ (โฮคุซัน 北山) ตั้งแต่นั้นมา ภูเขาทองซาโดะก็กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของรัฐบาลเอโดะ ในยุคเฟื่องฟูเป็นที่คาดว่าเคยผลิตทองคำได้ถึงปีละ 400 กิโลกรัม ไม่นับแร่เงินอีกที่ว่าผลิตได้ปีละถึงราว 37.5 ตัน ในยุคเอโดะ เหมืองไอคาวะ (相川鉱山) ที่มีปริมาณการผลิตสูงนั้น รัฐบาลเอโดะถึงกับต้องมาบริหารจัดการในมือของตัวเองโดยตรงเลยทีเดียว ซึงก็ได้ใช้เงินพวกนี้แหละเอาไปผลิตเงินตราเอาไปซื้อไหมดิบมาจากเมืองจีน!!! อย่างไรก็ดีพอเข้ากลางยุคเอโดะ ผลผลิตก็ตกต่ำลง ค.ศ. 1690 โองิวาระ ชิเงฮิเดะ (荻原重秀) ข้าหลวงแห่งซาโดะ ได้พยายามทุ่มทุนสร้างลงทุนไปทั้งสิ้นกว่า 150,000 เรียว เพื่อจะปลุกปั้นให้ยอดการผลิตเฟื่องฟูอีกครั้ง แต่ก็ได้ผลเพียงชั่วคราว แล้วก็กลับไปฟุบอีกรอบไม่หวนกลับมาฟูอีกเลย

เมื่อเข้าปี พ.ศ. 2313 ช่วงครึ่งหลังของยุคเอโดะ มีการบังคับต้อนเอาคนเร่ร่อนจากเอโดะและโอซาก้าไปทำงานหนัก โดยใช้ให้ไปทำงานถ่ายน้ำที่ขังในเหมืองออกไปข้างนอก แต่การที่อุโมงค์ถูกขุดลงไป “ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล” ก็เดาได้เลยว่าน้ำจะต้องทะลัก แน่นอนเป็นงานที่สาหัส ขนาดมีคำกล่าวขานว่า “ภูเขาทองแห่งซาโดะคือนรกของโลกนี้ ขั้นบันไดที่ปีนล้วนเป็นดาบ” และคนเร่ร่อนในเอโดะก็กลัวการโดนจับไปทำงานที่ซาโดะยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น คนงานพวกนี้ถูกให้อยู่ในกระท่อมในหุบเขา ไปมาหาโลกภายนอกไม่ได้ และมักถูกบังคับให้ทำงานหนักจนกว่าจะตาย

การฟื้นคืนอีกครั้งในยุคเมจิ

พอเข้ายุคเมจิ ภูเขาทองซาโดะก็กลายเป็นของรัฐบาลใหม่ เพื่อปลุกยอดการผลิตให้ฟื้นคืนมา จึงมีการส่งวิศวกรชาวตะวันตกไปที่เหมืองในปี พ.ศ. 2412 (ปีเมจิที่ 2) เริ่มมีการนำเอาเทคโนโลยีตะวันตกสมัยใหม่ เช่น การขุดระเบิด การขุดเจาะหิน และเครื่องสูบน้ำเข้ามาใช้ ส่งผลให้ผลผลิตเริ่มเพิ่มขึ้นอีก

ปี พ.ศ. 2428 (ปีเมจิที่ 18) รัฐบาลหันมาใช้ระบบการเงินแบบสมัยใหม่คือ “มาตรฐานทองคำ” (คือการผูกมูลค่าเงินตราไว้กับทองคำ) นั่นหมายความว่าต้องมีทองคำมากๆ จึงจะผลิตเงินตราได้มากๆ ดังนั้นจึงคิดมุ่งไปที่ว่าทำอย่างไรเหมืองทองที่ซาโดะจะผลิตทองคำออกมาได้มากๆ การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ก่อให้เกิดการตั้งโรงเรียนวิชาทำเหมืองในปี พ.ศ. 2433 (ปีเมจิที่ 23) พอมาถึงปี พ.ศ. 2439 (ปีเมจิที่ 29) เหมืองทองที่ซาโดะที่เคยเป็นทรัพย์สินของสำนักพระราชวัง ได้ถูกจำหน่ายให้แก่บริษัทมิตซูบิชิร่วมทุน (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Mitsubishi Materials) มีการเอาเครื่องจักรพลังไฟฟ้ามาใช้ ทำให้ปริมาณการผลิตพุ่งขึ้นไปแตะยอดสูงสุดที่เคยทำได้ต้นยุคเอโดะ คือปีละ 400 กิโลกรัมอีกครั้ง และพอมาถึงต้นยุคโชวะคือปี พ.ศ. 2483 (ปีโชวะที่ 15) ยอดผลิตทองคำพุ่งไปถึง 1,500 กิโลกรัม และแร่เงินประมาณ 25 ตัน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับแต่มีการทำเหมืองที่นี่มา แต่อนิจจา พอญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม ยอดผลิตก็ถอยลงทุกปี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอิทธิพลของสงครามที่ตามมา การผลิตจึงลดลง จนในปี พ.ศ. 2495 (ปีโชวะที่ 27) บริษัทมิตซูบิชิตัดสินใจ “ลดขนาดการผลิต” ปี พ.ศ. 2519 (โชวะ 51) แผนกการเหมืองซาโดะได้แยกออกมาเป็นบริษัทเอกเทศชื่อ บริษัทซาโดะการเหมือง (佐渡鉱山株式会社) และยังมีการขุดเหมืองเล็กๆ น้อยๆ ต่อเนื่องจนในที่สุดก็ปิดเหมืองเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ปีเฮเซที่ 1) ทุกวันนี้ “ซากประวัติศาสตร์ภูเขาทองซาโดะ” นั้นบริหารงานโดยบริษัท Golden Sado ในเครือของ Mitsubishi Materials ในฐานะ “สถานที่ท่องเที่ยว” ไปแล้วเรียบร้อย

เป็นอันจบตำนานความเป็นมาของ “ซาโดะคินซัน” แต่เพียงเท่านี้นะครับ ใครสนใจอยากจะลองเที่ยวทิพย์ก็ขอเชิญเข้าไปชมเว็บไซต์ทางการ www.sado-kinzan.com กันได้นะครับ

ข้อมูลและภาพจาก wikipedia