ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ว่าด้วย “คนเกาหลีในญี่ปุ่น” (ไซนิจิ 在日) ตั้งแต่ปลายยุคโชซอนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้อ่านบทความของผู้เขียนที่เขียนเรื่องราวของคนเกาหลีในญี่ปุ่น (ไซนิจิ 在日) อยู่บ้าง ซึ่งบางคนก็กลายเป็นมหาเศรษฐีมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างนาย ซน มาซาโยชิ (เจ้าของ Softbank) เรื่องราวความเป็นมาว่าคนเกาหลีอพยพมาอยู่อาศัยในญี่ปุ่น จนเกิดลูกหลานรุ่นสองรุ่นสามในญี่ปุ่นได้อย่างไรนั้น ขอเชิญท่านผู้อ่านมาดูด้วยกัน ณ บัดนี้ครับ

แรกเริ่มยุคเกาหลีเปิดประเทศ

เป็นเวลานานมาแล้วที่เกาหลีปกครองโดยราชวงศ์โชชอน ซึ่งมีนโยบาย “ปิดประเทศ” และไม่ยอมคบกับผู้ใดในโลกนอกจากพี่ใหญ่จีน จนฝรั่งถึงกับเรียกว่าเป็น “ประเทศพระฤาษี” (Hermit Kingdom 隠者の国) แต่อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้วประเทศพระฤาษีก็ต้องยอมเปิดประเทศ เปิดท่าเรือ (ให้ต่างชาติมาจอดเรือได้) ตามข้อตกลงใน สนธิสัญญามิตรภาพญี่ปุ่น-เกาหลี (日朝修好条規) ในปี พ.ศ. 2419 (ปีที่ 9 แห่งศักราชเมจิ)

ตั้งแต่นั้นมาก็มีคนเกาหลีเข้ามาที่ญี่ปุ่นทั้งในฐานะนักศึกษาต่างชาติและผู้ขอลี้ภัย สิ่งที่น่าสนใจคือ ช่วงปี พ.ศ. 2426 ถึง พ.ศ. 2439 (ปีที่ 16 ถึงปีที่ 29 แห่งศักราชเมจิ) มีคนเกาหลีเข้ามาในแต่ละปีแค่หลักหน่วยหรือหลักสิบ (ไม่เกินยี่สิบคน) แต่พอเข้าปี พ.ศ. 2440 (ปีที่ 30 แห่งศักราชเมจิ) จำนวนคนเกาหลีที่เข้ามาในแต่ละปีพุ่งเป็นหลักร้อยคน (ปี พ.ศ. 2440 เป็นปีสุดท้ายที่เกาหลีใช้ชื่อประเทศของตนว่า “ประเทศมหาโชซอน” (大朝鮮國) ไดโจเซ็นโกคุ เพราะหลังจากนั้นได้พยายาม “ดิ้นรนทางการเมือง” โดยเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น “จักรวรรดิมหาฮัน” (大韓帝國) ไดคันเทย์โกคุ แต่ก็ไม่รอดอยู่ดี) ไต่มาเรื่อยๆ จนเป็นปีละหลายร้อยคน พอถึงปี พ.ศ. 2454 (ปีที่ 44 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งศักราชเมจิ) ปีนั้นมีเข้ามาถึง 2,527 คน พอปี พ.ศ. 2455 (ปีแรกแห่งศักราชไทโช) พุ่งขึ้นถึง 3,171 คน!

ยุคเกาหลีกลายเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น

การที่เกาหลีถูกญี่ปุ่น “ควบรวม” กลายเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น ได้ทำให้คนเกาหลีที่อยู่ในคาบสมุทรเกาหลีนั้นกลายเป็น “คนโชซอน” (朝鮮人) ในบังคับของญี่ปุ่น แล้วคนเกาหลีก็เข้ามาอยู่อาศัยในญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีก ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2463 มีคนเกาหลีอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นราว 30,000 คน พอถึงปี พ.ศ. 2473 จำนวนนั้นเพิ่มขึ้นเป็นราว 300,000 คน (พูดง่ายๆ คือ ผ่านไปสิบปี เพิ่มขึ้นสิบเท่า) (แต่ในการสำรวจประชากร มีคนเกาหลีในญี่ปุ่นที่ขึ้นทะเบียน 40,755 คนในปี พ.ศ. 2463 พอถึงปี พ.ศ. 2473 จำนวนเพิ่มเป็น 419,009 คน แต่ก็ยังถือว่า “เพิ่มขึ้นสิบเท่า” อยู่ดี)

สาเหตุที่คนเกาหลีอพยพมาอยู่ญี่ปุ่นมากถึงขนาดนั้น เพราะเกาหลี ณ ตอนนั้นเป็นประเทศยากจนด้อยพัฒนาสืบเนื่องมาแต่ยุคโชซอน (ติ่งเกาหลีเอยจงลืมภาพในซีรีส์เกาหลีไปก่อนนะ 555) ประชากรแออัด มาตรฐานการครองชีพต่ำ ซ้ำยังโดน “คนจีน” อพยพเข้ามาเกาหลีโดยเข้ามาขายแรงงานแบบ “ตัดราคา” ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2425 จนทำให้คนเกาหลีตกงาน! คนเกาหลีจึงพยายามดิ้นรนข้ามมาอยู่ญี่ปุ่น มาหางานทำในญี่ปุ่นเพื่อ “ชีวิตที่ดีกว่า”

ระบบทุนนิยมในญี่ปุ่นที่เฟื่องฟูขึ้นก่อให้เกิดอุปสงค์ต่อแรงงานเพิ่มขึ้น (ซึ่งแน่นอนทำให้ค่าแรงในท้องตลาดเพิ่มขึ้น ตามกลไกตลาด) ดังนั้น เพื่อให้แข่งขันกับนานาชาติได้ (ในเรื่องการผลิตของด้วยต้นทุนถูกๆ) จึงเอาคนเกาหลีนี่แหละ มาเป็นแรงงานราคาถูก (ทำนองเดียวกับแรงงานต่างด้าวในบ้านเรา) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปั่นด้ายที่ชอบจ้างคนงานเกาหลีมากๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458 ซึ่งแรงงานราคาถูกแบบนี้ถูกใจนายทุนดีนักแล ให้พวกนี้ทำงานนานๆ หลายๆ ชั่วโมง ใส่เสื้อผ้าหยาบๆ กินอาหารเลวๆ ได้ ค่าจ้างถูกดี ไม่มีปากเสียง นอกจากแรงงานในโรงงานแล้วก็ยังมีที่เป็นแรงงานก่อสร้างหรืองานขุดเหมือง อย่างไรก็ดี การไหลเข้ามาของคนเกาหลีเมื่อช่วงหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2461)  ทำให้คนญี่ปุ่นตกงานเพิ่มขึ้น ทั้งยังเกิดอาชญากรรมสูงขึ้นด้วย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงทุ่มกำลังลงไปในการพัฒนาแมนจูเรียและคาบสมุทรเกาหลีเพื่อหยุดยั้งการไหลเข้ามาญี่ปุ่นของคนเกาหลี โดยในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2477 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนายโอคาดะได้มีมติ ครม. ในหัวข้อ “มาตรการต่อการย้ายถิ่นของชาวเกาหลี” อันได้แก่การพัฒนาแมนจูเรียและคาบสมุทรเกาหลี และสอดส่องการลักลอบข้ามเรือมา เพื่อหยุดยั้งการอพยพเข้าญี่ปุ่นของคนเกาหลี

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่างไรก็ดี เมื่อถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องรับแรงงานเกาหลีเข้ามา (เพราะคนญี่ปุ่นไปเป็นทหาร)  ปี พ.ศ. 2482 เริ่มมีภาคเอกชนจัดหาคนไปทำงานแบบเป็นหมู่คณะ (ภายใต้การอนุมัติของรัฐบาลอาณานิคมเกาหลี) ปี พ.ศ. 2485 มีการหาคนทำงานโดยใช้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นตัวนำปี พ.ศ. 2487 รัฐบาลญี่ปุ่นเกณฑ์คนเกาหลีมาทำงานภายใต้คำสั่งการเกณฑ์แรงงานแห่งชาติ

ด้วยเหตุนี้ทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 ถึง พ.ศ. 2488 จำนวนคนเกาหลีในญี่ปุ่น (ไซนิจิ) เพิ่มขึ้นหนึ่งล้านคน เจ็ดแสนคนเป็นพวกที่ข้ามฟากมาหางานเอง กับเด็กที่เกิดในญี่ปุ่น (ซึ่งกลายเป็นคนเกาหลีในญี่ปุ่นรุ่นสอง) ที่เหลืออีกสามแสนเป็นพวกที่มาทำงานเหมือง งานโยธา (แรงงานเกณฑ์)

หลังสิ้นสงคราม คนเกาหลีที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น 1.4 ล้านคนได้เดินทางกลับเกาหลีโดยรัฐบาลญี่ปุ่นจัดการให้ แต่ก็ยังมีปัญหาคนลักลอบเข้าเมืองจากเกาหลีไม่หยุด คนเกาหลีบางคนกลับคาบสมุทรเกาหลีไปแล้ว แต่ก็ต้องหนีความวุ่นวาย หอบลูกเล็กเด็กแดงอพยพกลับมาอีกรอบก็มี

หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อญี่ปุ่นแก้สงคราม คนเกาหลีในญี่ปุ่นในพื้นที่ต่างๆ ได้ตั้งสมาคมชาวเกาหลี หรือสหภาพแรงงานเกาหลีต่างๆ ขึ้นมา และเริ่มการรณรงค์ต่างๆ เช่น การขจัดความเหลื่อมล้ำกับคนญี่ปุ่นด้านค่าจ้าง และเริ่มก่อตัวกลายเป็นสหพันธ์คนเกาหลีในญี่ปุ่นในระดับประเทศ หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม คนเกาหลี (รวมถึงคนจีน คนไต้หวัน) ถูกเรียกว่า “คนชาติที่สาม” แต่คนสามชาติเรียกตัวเองว่า “คนชาติพันธมิตร” “ชาวปลดปล่อย” และก่ออาชญากรรมจำพวกปล้นสะดม ข่มขืน ทุบตี ทำลายล้าง กักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับคนญี่ปุ่นเจ้าของประเทศ

คำว่า “คนชาติที่สาม” นั้น หมายถึงชาติที่ไม่ใช่ทั้งผู้ชนะหรือผู้แพ้สงคราม ในช่วงก่อนสงครามและช่วงสงคราม คนเกาหลีหลายคนมีปฏิสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยกับคนญี่ปุ่น เนื่องจากอาศัยทำงานในท่าเรือ เหมืองแร่ โรงงาน พวกเขาจึงพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เก่งและฐานที่อยู่อาศัยของพวกเขาเปราะบาง พวกเขาจึงเดินตามโครงการของกองบัญชาการใหญ่กองกำลังสัมพันธมิตร (GHQ) คือเลือกที่จะกลับไปบ้านเกิดของตัวเองหลังสิ้นสงคราม แต่ยังมีคนราวหนึ่งในสี่ที่ยังคงอยู่ในญี่ปุ่นหลังสงคราม ซึ่งภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้คนพวกนี้ (รวมถึงคนเกาหลีที่ลักลอบเข้าเมืองช่วงหลังสงคราม) กลับบ้านไป แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่เอาด้วย และต่อมาถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งชาวเกาหลีในเกาหลีเองและเกาหลีในญี่ปุ่นว่าเป็น “นโยบายละทิ้ง”

หลังสงคราม มีการจัดชั้นเรียนภาษาเกาหลีจนถึงโรงเรียนคนเกาหลีในที่ต่างๆ  โดยคนเกาหลีอ้างว่า “ชาวเกาหลีต้องการการศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์” อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2491 โดยเจตนารมณ์ของ GHQ ได้มีคำสั่งปิดโรงเรียนคนเกาหลี (น่าคิดว่ามีเหตุผลคล้ายๆ การสั่งปิดหรือจำกัดการสอนภาษาจีน โรงเรียนจีนในไทย เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง หรือเปล่า) เลยเกิดคดีที่ว่าคนเกาหลีบุกที่ว่าการจังหวัดเฮียวโกะแล้วบังคับให้ถอนคำสั่งปิดโรงเรียน กองทัพฯ สหรัฐก็เลยประกาศภาวะฉุกเฉิน จับกุมคนเกาหลีได้ 1,700 คน

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับการเล่าเรื่องพอสังเขป ท่านผู้อ่านลองอ่านแล้วลองคิดเทียบกับประวัติศาสตร์ของบ้านเราดูนะครับว่าเหมือนหรือต่างแค่ไหน ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราเองก็มีทั้งเหตุการณ์ที่สยามเคยกวาดต้นผู้คนจากดินแดนอื่นเข้ามาในประเทศ รวมถึงเราเองก็มีผู้คนที่มีถิ่นฐานจากชาติอื่นเข้ามาอาศัยร่วมประเทศกับเราเช่นกัน ซึ่งประเด็นเรื่องเชื้อชาติในแง่ประวัติศาสตร์ก็เป็นประเด็นที่ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอยู่แม้ในปัจจุบันเช่นกัน วันนี้ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ไปก่อน สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก wikipedia