ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ว่าด้วย “คนเกาหลีในญี่ปุ่น” (ไซนิจิ 在日) ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงสงครามเกาหลี

Last updated:

สวัสดีครับ หลังจากที่คราวที่แล้วได้กล่าวปูพื้นประวัติศาสตร์ว่าด้วยคนเกาหลีในญี่ปุ่นไปแล้ว ในวันนี้จะขอกล่าวถึงเหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงยุคปัจจุบันต่อนะครับ

ยุค “ศาลเตี้ย” เกาหลีครองเมือง

ในยุคญี่ปุ่นโกลาหลหลังสิ้นสงคราม คนเกาหลีในญี่ปุ่นได้รับอนุญาตจากกองกำลังสัมพันธมิตร ในการจัดตั้งองค์กรจำพวกกองกำลังรักษาความปลอดภัย กองกำลังรักษาความสงบ หรือ Korean Police อันเป็นกองกำลังขนาดเล็กติดอาวุธที่ “พฤติกรรมคล้ายตำรวจ” โดยตำรวจญี่ปุ่นได้แต่ทำตาปริบๆ ซึ่งกองกำลังเหล่านี้ต่อมาได้เข้ามาอยู่ใน “กองกำลังปกครองตนเอง” (自治隊) ภายใต้การนำของ “พันธมิตรยุวชนอธิปไตยเกาหลีในญี่ปุ่น” (在日朝鮮民主青年同盟) ที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2489 ซึ่งก่ออาชญากรรมและความขัดแย้งกับองค์การปกครองและตำรวจของญี่ปุ่น (คล้ายๆ พวกอั้งยี่ ซ่องโจร—ผู้เขียน) ดังนั้น กองบัญชาการใหญ่กองกำลังสัมพันธมิตร (GHQ) จึงถือว่ากองกำลังพวกนี้เป็น “กลุ่มนิยมการใช้กำลังรุนแรง” และถูกสั่งยุบในเดือนกันยายน พ.ศ. 2492 ซึ่งทำให้คนเกาหลีหนีการจับกุมลงไปเป็นกองกำลังใต้ดิน

คนเกาหลีลักลอบเข้าเมืองยุคหลังสงคราม

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวเกาหลีจำนวนมากที่ได้กลับมาจากญี่ปุ่น ได้หลบหนีจากคาบสมุทรเกาหลีไปยังประเทศญี่ปุ่น (อีกครั้ง) เพราะพวกเขาพบว่าสังคมเกาหลียุคนั้นก็สับสน (จากปัญหาการเมือง) และชีวิตของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คิด โดยเฉพาะคดี 3 เมษายน ที่เกาะเจจูในปี พ.ศ. 2491 ไปจนถึงคดี ยอซู-ซุนซอน ที่รัฐบาลเกาหลีใต้สั่งปราบปรามประชาชนด้วยการฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ทำให้มีคนเกาหลีลี้ภัยมาญี่ปุ่นกันมาก (โดยลักลอบเข้าเมือง) ในบรรดาคนลักลอบเข้าเมืองที่จับได้นั้น มีเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย และ 20% ของคนลักลอบเข้าเมืองเป็นเด็กอายุ 1 ขวบถึง 14 ขวบ (คงเพราะคนหนุ่มสาวแข็งแรงและหนีได้ก่อน)

ในตอนเหนือของเกาหลี พรรคแรงงานแห่งเกาหลีเหนือก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489 และทางตอนใต้ของเกาหลี พรรคแรงงานแห่งเกาหลีใต้ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ก่อให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย เชื่อว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นได้จับมือกับคนเกาหลีในญี่ปุ่นก่ออาชญากรรมรุนแรงอันเป็นการบ่อนทำลายสังคมญี่ปุ่น

ในขณะที่หลายคนลักลอบเข้าเมืองด้วยเหตุผลทาง (ลัทธิ) การเมือง แต่อีกหลายคนก็มาด้วยเหตุผลเรื่องปากท้อง อย่างเช่นปู่และพ่อของนาย ซน มาซาโยชิ (จำได้ไหมครับ มหาเศรษฐีที่ครั้งหนึ่งเขาว่าเป็นเจ้าของอาลีบาบาตัวจริง) นั้น หอบหิ้วทั้งครอบครัวมาเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 แม้แต่นักเขียนอย่าง คิม กิลโฮ ยังเคยสารภาพว่า “ฉันนั่งเรือลอบเข้าญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2516 เพื่อจะได้ (มี) กิน” นั่นแสดงว่าแม้เวลาจะล่วงเลยถึงทศวรรษที่ 70 เกาหลีก็ยังเป็นประเทศยากจนอยู่

ในปี พ.ศ. 2491 มีการชูประเด็นในวุฒิสภาของญี่ปุ่นว่า “อาชญากรรมโดยคนเกาหลี (ในญี่ปุ่น) มีมากเกินไปแล้ว ในคนเกาหลีที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น 570,000 คน มีอาชญากรถึง 15,000 คน มันมากเกินไป สาเหตุใหญ่ที่ระเบียบสังคมยังไม่อาจตั้งให้มีอยู่ได้ ก็คืออาชญากรรมโดยคนเกาหลีนั่นเอง” นายกฯ โยชิดะในยุคนั้นยังเคยเขียนใน “มาตรการสำหรับชาวเกาหลีในญี่ปุ่น” (在日朝鮮人に対する措置) (พ.ศ. 2492) ว่า ครึ่งหนึ่งของชาวเกาหลีในญี่ปุ่นนั้นเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย คนเกาหลีส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นเลย หลายคนมักละเมิดกฎหมายเป็นนิสัย และมีแนวโน้มสูงที่จะก่ออาชญากรรมทางการเมือง เช่นเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และตลอดมามีคนติดคุกมากกว่า 7,000 คน”

ว่ากันว่าที่เกาะสิชิมะ (対馬) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบเกาหลี กึ่งกลางระหว่างแผ่นดินญี่ปุ่นกับคาบสมุทรเกาหลีนั้น เคยมี “โรงงานผลิตบัตรทะเบียนคนต่างด้าว” อยู่ด้วย ซึ่งคนเกาหลีในญี่ปุ่นที่เคยออกจากญี่ปุ่นกลับไปเกาหลีแล้วครั้งหนึ่งช่วงเพิ่งสิ้นสงครามนั้น พอจะกลับมาอยู่ญี่ปุ่นอีกที ถ้าไม่อยากเดินเรื่องตามขั้นตอนก็จะใช้วิธีซื้อบัตรทะเบียนเอา ด้วยเหตุนี้จึงมี “บัตรทะเบียนผี” อยู่มาก (รู้สึกคุ้นๆ ไหมครับ—ผู้เขียน) อีกวิธีหนึ่งก็คือไปซื้อเอาบัตรทะเบียนคนต่างด้าว “ของคนอื่น” มาสวมชื่อเอา

การจะจับคนเกาหลีลักลอบเข้าเมืองนั้นสำหรับญี่ปุ่นเป็นการยากเพราะหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นในยุคนั้นไม่สามารถติดอาวุธได้จากข้อผูกมัดในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม แต่เรือลักลอบขนคนเข้ามาคาบสมุทรเกาหลีนั้นติดอาวุธ และหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นก็สกัดจับได้แค่ราว 20% เท่านั้น แถมรัฐบาลเกาหลีใต้ยังปฏิเสธไม่ยอมรับคนลักลอบเข้าเมืองที่ถูกจับได้ด้วย จึงบังคับส่งตัวกลับไม่ได้ ได้แต่ต้องเอาตัวไว้ในค่ายกักกัน แล้วรัฐบาลเกาหลีใต้ก็มาเรียกร้องว่าให้ญี่ปุ่นปล่อยตัวคนเกาหลีพวกนี้แลกกับการที่รัฐบาลเกาหลีใต้จะส่งตัวคนญี่ปุ่นที่ถูกกักกันไว้คืน

เมื่อสงครามเกาหลีเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2493 คนเกาหลี (ในคาบสมุทรเกาหลี) หลายคนต้องหนีการปกครองแบบเผด็จการและการสอบสวนด้วยการทรมานของรัฐบาลเกาหลีใต้ (กันอีกแล้ว) แล้วจะหนีไปไหนได้ นอกจากหนีมาญี่ปุ่น?

คนเกาหลีในญี่ปุ่นในยุคสงครามเกาหลี

เมื่อสงครามเกาหลีอุบัติขึ้นในปี พ.ศ. 2493 ไม่ใช่แค่แผ่นดินเกาหลีจะต้องแยกเป็นเหนือกับใต้ แม้แต่คนเกาหลีในญี่ปุ่นก็ยังแบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้และยกพวกตีกันจนกลายเป็นเหตุจลาจลขนาดใหญ่หลายคดี มีผู้กล่าวว่าคนเกาหลีสามแสนคนเข้าพวกกับพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น ก่อเหตุปะทะกันรุนแรงอย่างที่เรียกว่า “ศึกระเบิดขวด” ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บ ส่วนชาวเกาหลีที่เคยเข้าร่วมประท้วงกับพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นอย่างแข็งขันนั้น ก็มีท่าทีอึกอักไม่อยากกลับไปยัง “เกาหลีใต้” เพราะเกาหลีใต้จ้องจะลงโทษผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ หรือถึงจะไม่ใช่ผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แต่เมื่อไปถึงเกาหลีใต้ก็ต้องเป็นพลเมืองเกาหลีใต้ ต้องโดนเกณฑ์ทหารก็ไม่อยากไป พอเข้าวันที่ 29 มิถุนายนปีเดียวกัน กลุ่มพลเมืองประเทศมหาฮัน (เกาหลีใต้) ในญี่ปุ่น (在日本大韓民国居留民団 เรียกย่อๆ ว่า มินดาน 民団) ประกาศรับสมัครอาสาสมัครโดยคัดอาสาสมัคร 20,000 คนจากผู้สมัคร 60,000 คน ไปเป็นทหารอาสาที่เกาหลีใต้ ตอนแรกรัฐบาลเกาหลีใต้ปฏิเสธไม่รับ แต่ต่อมากองกำลังสัมพันธมิตรบอกว่าจำเป็น ก็เลยได้ส่งทหารอาสาไป 647 นาย (ตอนหลังทหารอาสาบางส่วนเอาเรือที่ต่อในตอนฝึกงานช่าง นั่งเรือลอบเข้าญี่ปุ่น แล้วพยายามลอบวางระเบิดของศูนย์กาชาดญี่ปุ่นนีงาตะ)

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2495 ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตร ได้รับอำนาจอธิปไตยคืนมา โดยผลของสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก (サンフランシスコ講和条約) และโดยปฏิญญาไคโร (ซึ่งได้ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 หลังสองเกาหลีตกลงหยุดยิงแล้ว) ที่ว่า “โดยพิจารณาถึงชาวเกาหลีที่อยู่ในสภาพเป็นทาส จักให้เกาหลีเป็นไท” นั้น คนเกาหลีถือว่าเป็นอิสระจากญี่ปุ่น และเป็นชนชาติที่จะต้องกลับไปสู่ประเทศแห่งคาบสมุทรเกาหลี ดังนั้น คนเกาหลีที่เคยเป็นคนในบังคับของญี่ปุ่นนั้น ก็จะถือว่า มิได้อยู่ในบังคับของญี่ปุ่นอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ แม้แต่เด็กที่เกิดจากพ่อที่มีทะเบียนราษฏร์ในเกาหลีกับแม่ที่มีทะเบียนอยู่ในญี่ปุ่น ก็จะถือว่ามิได้อยู่ในบังคับของญี่ปุ่นด้วย แต่ทว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ยอมรับเอาคนเกาหลีในญี่ปุ่นเข้าไปในเกาหลีใต้ เพราะอ้างว่ามิได้มีข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น

ส่วนเรื่องคนลักลอบเข้าเมืองนั้น แม้สงครามเกาหลีจะจบ (หยุดยิง) ไปแล้วก็ยังมีอยู่ หนังสือพิมพ์ “อาซาฮีชิมบุน” ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2498 ยังเคยรายงานข่าวว่า “ว่ากันว่าในจำนวนคนเกาหลี 650,000 คนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นนั้น มีพวกลักลอบเข้าเมืองอยู่กว่า 100,000 คน ปีที่แล้วจับคนลักลอบเมืองได้ทั้งสิ้น 1,000 คน เท่ากับว่าคนลักลอบเข้าเมืองที่อยู่ในประเทศนั้นมีมากกว่าเป็นสิบเท่า กล่าวคือ คนที่ไม่โดนจับมีมากกว่าคนที่โดนจับ”

การส่งคนเกาหลีในญี่ปุ่นไปยังเกาหลีเหนือ

หลังสงครามเกาหลี การเคลื่อนไหวเพื่อกลับเกาหลีของคนเกาหลีในญี่ปุ่นเริ่มเฟื่องฟู จากการเจรจากาชาดญี่ปุ่น-เกาหลีเหนือ ในปี พ.ศ. 2501 สำหรับรัฐบาลเกาหลีเหนือซึ่งต้องการกำลังแรงงานเพื่อ “ขบวนการชอลลีมา (ม้าพันลี้)” (千里馬運動 천리마운동) และรัฐบาลญี่ปุ่นที่อยากจะแก้ปัญหาเรื่องคนเกาหลีในญี่ปุ่นที่กินโควต้าผู้รับสวัสดิการไปตั้งครึ่งหนึ่งนั้น ก็ถือว่าต่างฝ่ายต่างสมประโยชนกันดีหากญี่ปุ่นจะส่งคนเกาหลีในญี่ปุ่นไปเกาหลีเหนือเสียได้ อีกทั้งคนเกาหลีในญี่ปุ่นเองหลายคนก็ไม่อยากไปเกาหลีใต้ (เพราะกลัวการปราบปรามคอมมิวนิสต์) ฉะนั้นการได้ไปเกาหลีเหนือจึงเป็น “สิ่งที่หวัง” อย่างไรก็ดี บรรดาคนที่ขอไปเกาหลีเหนือครานั้น เกือบทั้งหมดเป็นคนอยู่ทางใต้ของเกาหลี (คือถ้าโดยภูมิลำเนาเดิมก็ควรถือเป็นคนเกาหลีใต้) คราวนั้นก็เลยถูกรัฐบาลเกาหลีใต้แดกดันว่าเป็น “นโยบายละทิ้ง”

สหพันธ์ชาวเกาหลีในญี่ปุ่น (在日本朝鮮人総連合会 เรียกย่อๆ ว่า โจรยอน 鮮連) ได้สนับสนุนชักชวนให้คนเกาหลีในญี่ปุ่นกลับไปเกาหลีเหนือในฐานะ “สวรรค์บนดิน” อย่างจริงจัง (คน พ.ศ. นี้มาอ่านต้องตบอกอุทานว่า ขุ่นพระ!) ในยุคนั้น เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกเพราะหายนะจากสงครามเกาหลี แต่เกาหลีเหนือ (ยุคนั้น) พัฒนาด้วยการสนับสนุนของประเทศคอมมิวนิสต์ (โดยเฉพาะพี่ใหญ่รัสเซีย—ผู้เขียน)) ซึ่งการรณรงค์ตรงนี้เอาจริงๆ รัฐบาลญี่ปุ่นก็เห็นดีด้วย (คนเกาหลีอยู่ญี่ปุ่นไปก็กินเงินสวัสดิการ อาชญากรรมก็มาก ให้ออกไปได้เป็นดี)

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของคนเกาหลีในญี่ปุ่นที่ “กลับมา” ยังเกาหลีเหนือ ซึ่งสำหรับหลายๆ คน มันไม่ใช่บ้านเกิดของพวกเขานั้น มันช่างโหดร้าย ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติจากแหล่งกำเนิดในเกาหลีเหนือ (ใครภูมิลำเนาเดิมเป็น “คนใต้” จะถูกหมายหัว ถูกเหยียดว่าไม่จงรักภักดี แล้วจะถูกจัดให้เป็นคน “วรรณะต่ำสุด” ในระบบชนชั้นของเกาหลีเหนือ) บางคนถูกบังคับใช้แรงงาน หลายคนหายสบสูญไป ว่ากันว่าหลายคนถูกประหารชีวิต นอกจากนี้ยังมีคำให้การว่า ยิ่งเป็นเด็ก ยิ่งถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันทันทีเพราะสงสัยว่าถูกส่งมาเป็นจารชน เมื่อคนเกาหลีในญี่ปุ่นได้รู้ว่าคนที่ไป “เกาหลีเหนือ” นั้นต้องเจออะไร คนก็เริ่มจะไม่ไปกันแล้ว จนกระทั่งปี พ.ศ. 2526 จำนวนผู้เดินทางกลับก็กลายเป็นศูนย์

อ่านแล้วสนุกกันไหมครับ จากทั้งสองบทความที่ผ่านมาในชุดนี้จะเห็นได้ว่าคนเกาหลีในญี่ปุ่นหรือไซนิจินั้นมีความเป็นมาอันยาวนาน ซึ่งระหว่างนั้นพวกเขาต่างต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายและแรงขับเคลื่อนจากทั้งประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นที่นำพวกเขามาถึงจุดนี้ในปัจจุบัน และแม้ในปัจจุบันนี้ กลุ่มไซนิจิก็ยังเป็นโจทย์หนึ่งทางสังคมของญี่ปุ่นที่กำลังรอการแก้ไขต่อไปเช่นในเรื่องของการถูกเลือกปฎิบัติและการแบ่งแยกที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง วันนี้ขอจบลงแค่เพียงนี้ก่อน สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก wikipedia