ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ว่าด้วย “คนเกาหลีในญี่ปุ่น” (ไซนิจิ 在日) ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นถึงยุคปัจจุบัน

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ก็ขอมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์โดยสังเขป ว่าด้วย “คนเกาหลีในญี่ปุ่น” ต่อจากบทความที่แล้ว โดยจะขอเล่าตั้งแต่ยุคสงครามเย็นถึงยุคปัจจุบัน

ยุคสงครามเย็น

หลังจากต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่ระยะหนึ่ง ญี่ปุ่นก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทั้งการเปิดตัวรถไฟชินคันเซ็น และการจัดโตเกียวโอลิมปิกในปี พ.ศ. 2507 แต่ในอีกด้าน ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับโซเวียตเริ่มปรากฏชัด จีนแผ่นดินใหญ่ผู้ซึ่งไม่ลงโตเกียวโอลิมปิกเพราะขัดแย้งกับไต้หวัน กลับทดลองนิวเคลียร์สำเร็จแล้วมุ่งสู่ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” บวกกับการผลัดเปลี่ยนอำนาจในรัสเซีย ทำให้เกาหลีเหนือจากที่เคยมีพี่ใหญ่อุดหนุน ก็กลายเป็นผอมโซลงไปเรื่อยๆ ส่วนเกาหลีใต้นั้น พัก จ็องฮี (พ่อของอดีตประธานาธิบดี พัค กึนฮเย ไงครับ—ผู้เขียน) เข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจมาแต่ปี พ.ศ. 2504 และให้การสนับสนุน “มินดาน” (民団  “กลุ่มพลเมืองประเทศมหาฮัน” เป็นองค์กรชาวเกาหลีในญี่ปุ่น “สายใต้”)

เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2508 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีการลงนามข้อตกลง “สนธิสัญญาพื้นฐานญี่ปุ่น-เกาหลี” (日韓基本条約) ซึ่งเป็นการรับรองว่า ญี่ปุ่นยอมรับว่าเกาหลีใต้เป็นรัฐเพียงหนึ่งเดียวในคาบสมุทรเกาหลี และ “ข้อตกลงสถานะทางกฎหมายของญี่ปุ่น-เกาหลี” (日韓法的地位協定) ซึ่งให้ผู้ที่ยื่นขอสัญชาติเกาหลีใต้นั้น ได้รับสิทธิ์ “พำนักถาวร” แทนสิทธิ์พำนักชั่วคราว

ประธานาธิบดี พัค จ็องฮี แห่งเกาหลีใต้ ได้แถลงวาทกรรมในการแลกเปลี่ยนเอกสารการให้สัตยาบันว่า ความทุกข์ยากของชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นนั้นถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเกาหลีใต้ การที่ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นบางคนถูกลัทธิคอมมิวนิสต์ไล่ต้อนนั้น เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ไม่อาจปกป้อง (ชาวเกาหลี) ได้ ประธานาธิบดีพัคยังได้ให้สัญญาว่าจะไม่มีการถามถึงการกระทำในอดีตของบรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใน “โจรยอน” (朝連 ซึ่งเป็นองค์กรของคนเกาหลีในญี่ปุ่น “สายเกาหลีเหนือ”) และรัฐบาลเกาหลีจะพยายามอย่างแข็งขันมากขึ้นในเรื่องความปลอดภัยและเสรีภาพของชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น และให้ความคุ้มครองสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ แม้แต่ผู้ที่พยายามลักลอบเข้าประเทศญี่ปุ่นโดยละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของตนและถูกกักขัง โดยถือว่าพวกเขาเป็นชาวเกาหลีใหม่ และหวังว่าจะไม่มีเพื่อนร่วมชาติที่ถูกแบ่งแยกเช่นนี้อีก

ในปีพ. ศ. 2509 “มินดาน” ได้ตัดสินใจสนับสนุนการจัดตั้งสถานกงสุลเกาหลีใต้ทั่วประเทศญี่ปุ่น มีผู้สมัครและได้รับสัญชาติเกาหลีใต้ 350,922 คน ก่อนจะปิดรับคำร้องในเดือนมกราคม พ.ศ. 2514 แน่นอน “โจรยอน” ซึ่งเป็น “สายเหนือ” ย่อมไม่ถูกใจสิ่งนี้ จนเคยมีการปะทะกันที่ที่ว่าการเขตอิโนะ นครโอซาก้ามาแล้ว และเนื่องจากเกาหลีเหนือนั้นได้คัดค้านการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีเหนือเพราะถือว่านี่จะนำไปสู่การยอมรับอย่างกลายๆ ว่า “มีประเทศเกาหลีสองเกาหลี” ดังนั้นสถานะทางกฎหมายของคนเกาหลีที่สนับสนุนฝ่ายเกาหลีเหนือจึงไม่เปลี่ยนแปลง

ต่อมาคนเกาหลีในญี่ปุ่นได้ตั้งสถาบันการเงินจำพวก สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโจกิน (朝銀信用組合) เพื่อ “ส่งเงินให้ประเทศแม่” อย่างไรก็ดี หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดแนวคิดที่จะแก้ปัญหาสถานะทางกฎหมายและประเด็นเรื่องสัญชาติ (ของคนเกาหลีในญี่ปุ่น) บนพื้นฐานของการตั้งรกรากในญี่ปุ่น

ภายหลังญี่ปุ่นได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ในปีพ.ศ. 2524 “คำสั่งควบคุมการเข้าเมืองและผู้ลี้ภัย” ได้รับการแก้ไขเป็น “กฎหมายควบคุมการเข้าเมืองและการรับรองผู้ลี้ภัย” ในปี พ.ศ. 2525 ให้ผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นคนในบังคับเกาหลีเหนือ ไต้หวัน (ซึ่งมิใช่ในบังคับของเกาหลีใต้) ได้มีสิทธิ์พำนักถาวร และการยกเลิกข้อกำหนดด้านสัญชาติในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันสังคม เช่น กฎหมายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติและกฎหมายเงินเลี้ยงดูบุตร และเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ เช่น การศึกษาระดับประถมศึกษา เงินบำนาญพลเมือง เงินเลี้ยงดูบุตร ประกันสุขภาพ ฯลฯ ได้เช่นเดียวกับพลเมืองญี่ปุ่น

คนเกาหลีในญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน

ทุกวันนี้ คนเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นนั้นมีทั้งคนที่สร้างชุมชนที่เน้นย้ำอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนเองในญี่ปุ่น เช่น โคเรียนทาวน์ที่ชินโอคุโบะ กรุงโตเกียว หรือโคเรียนทาวน์ที่ทสุรุฮาชิ นครโอซาก้า (อยู่ในวงสังคมของคนเกาหลี เรียนโรงเรียนเกาหลีในญี่ปุ่น คล้ายๆ ที่คนเชื้อสายจีนแต่ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนจีน) และก็คนที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น อยู่อย่างคนญี่ปุ่น หรือเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่น และก็คนที่อยู่ตรงกลาง ปนเปกันระหว่างการเป็นคนเกาหลีกับคนญี่ปุ่น

ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเกาหลีนั้นไม่นับรวมอยู่ในระบบโรงเรียนของญี่ปุ่น เพราะถือว่าสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเบ็ดเตล็ด แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 มหาวิทยาลัยของรัฐได้รับรองวุฒิศึกษาจากโรงเรียนเกาหลีว่ามีคุณสมบัติสอบเข้ามหาวิทยาลัย และคนที่กล้าเปิดเผยตัวว่าเป็นคนเกาหลี ใช้ชื่อเดิม (ชื่อเกาหลี) ก็มีมากขึ้น (แต่ก่อนคนเกาหลีในญี่ปุ่นต้องพยายามตีเนียนใช้ชื่อใช้นามสกุลญี่ปุ่นเพื่อ “หลีกเลี้ยงการถูกเลือกปฏิบัติ” เรื่องนี้ผู้เขียนขอแนะนำให้อ่านเรื่องชีวประวัติของนาย ซน มาซาโยชิ นะครับ ที่ผู้เขียนได้เคยเขียนถึง) และการแข่งฟุตบอลโลก ปี พ.ศ. 2545 ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักประเทศเกาหลีใต้มากขึ้น ไม่ต้องนับถึงกระแสเค-ป๊อป ที่มีมาแต่ ปี พ.ศ. 2548 แน่นอน สิ่งนี้ทำให้คนญี่ปุ่นมีการรับรู้และยอมรับคนเกาหลี อะไรที่เป็นเกาหลีมากขึ้นไปด้วย

ก่อนปี 2008 มีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับอักษรที่สามารถใช้เป็นชื่อสกุลได้หลังจากเปลี่ยนสัญชาติ เช่น ไม่สามารถใช้อักษร “ซาวะ” (澤) หรือ ฮามะ” (濱) และก็ไม่สามารถใช้นามสกุลที่ดูแล้วเห็นเด่นเลยว่าเป็นเกาหลีเช่น “ชเว”  (崔 อันนี้นามสกุลของนายพลชเว ผู้ก่อตั้งวิชาเทควันโดเลยนะครับ—ผู้เขียน) หรือ “ชอง” (鄭) แต่โดยกฎหมายสัญชาติฉบับแก้ไข ปี พ.ศ. 2552 ขอบเขตของตัวอักษรที่ใช้ได้มีมากขึ้น

จำนวนคนเกาหลีในญี่ปุ่นที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นนั้น หลังจากที่กระโดดเพิ่มมาเป็นหมื่นคนในปี พ.ศ. 2538 ทุกปีจะมีคนเปลี่ยนสัญชาติราวสี่ถึงห้าพันคน ผู้ที่เปลี่ยนสัญชาตินั้น ตามมาตรา 10 แห่งกฎหมายสัญชาติ จะถูกตีพิมพ์ชื่อก่อนเปลี่ยนสัญชาติ ที่อยู่ และวันเดือนปีเกิดในราชกิจจานุเบกษา (官報 คัมโป)

ส่วนการสมรสระหว่างคนเกาหลีในญี่ปุ่นกับผู้ถือสัญชาติญี่ปุ่นนั้น ปี พ.ศ. 2549 มีถึง 8,376 ราย มากกว่าปี พ.ศ. 2504 ถึงสี่เท่า (1,971 ราย) ซึ่งคิดเป็นราว 1% ของการสมรสในญี่ปุ่นทั้งหมด 73.971 ราย อย่างไรก็ดี ปี พ.ศ. 2560 การสมรสดังกล่าวลดลงเหลือ 3,526 ราย คิดเป็นราว 0.5% ของการสมรสทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น

มาถึงตรงนี้แล้ว เป็นอันว่า “ประวัติศาสตร์โดยสังเขป” ของคนเกาหลีในญี่ปุ่นนั้นก็จบแต่เพียงเท่านี้นะครับ พบกันใหม่บทความหน้า (ยังคิดอยู่ว่าจะเขียนอะไรดี) นะครับ สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก wikipedia