ประวัติศาสตร์แห่งดอกไฮเดรนเยียในญี่ปุ่น ดอกไม้แสนสวยที่เคยถูกเมิน

เมื่อเข้าเดือนมิถุนายนฝนก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวจะเฉอะแฉะ แต่ญี่ปุ่นก็มีดอกไม้ประจำหน้าฝนที่แสนสวยงามอย่างดอกไฮเดรนเยีย หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 紫陽花 (Ajisai) ใครที่เคยไปญี่ปุ่นช่วงหน้าฝนก็คงต้องเคยเห็นกันบ้างใช่มั้ยคะ แม้จะเป็นดอกไม้ที่เป็นที่รู้จัก แต่ในอดีตมันไม่ใช่ดอกไม้ที่เป็นที่นิยมนัก เราไปลองไล่เรียงดูประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดอกไฮเดรนเยียในญี่ปุ่นกันค่ะ!

สมัยนารา – ปรากฏครั้งแรกในบทกลอน

ดอกไฮเดรนเยียปรากฏขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยนารา โดยมีบทประพันธ์เกี่ยวกับดอกไม้ชนิดนี้อยู่ในบทกวีวากะ 2 บทในหนังสือมังโยชู ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ในหนังสือมังโยชูมีบทกวีมากมายที่กล่าวถึงพืชพันธ์ุต่าง ๆ แต่มีเพียง 2 บทเท่านั้นที่มีการกล่าวถึงดอกไฮเดรนเยีย นอกจากนี้ ในบทกวีทั้ง 2 ยังกล่าวถึงดอกไฮเดรนเยียโดยใช้ตัวคันจิ “味狭藍” และ “安治佐為” ซึ่งต่างจากตัวคันจิ “紫陽花” ที่ใช้กันในปัจจุบัน ว่ากันว่าคนญี่ปุ่นเพิ่งเปลี่ยนมาใช้เป็นตัวคันจิ “紫陽花” ในสมัยเฮอันนี่เอง

สมัยอาซุจิ โมโมยามะ – ภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุด

วัดนันเซ็นจิ

จนกระทั่งถึงสมัยอาซุจิ โมโมยามะก็มีบันทึกที่เกี่ยวดอกไฮเดรนเยียที่บานสะพรั่งซึ่งมีกลีบเล็ก ๆ รวมตัวกันเป็นทรงกลม ในช่วงเวลานี้ ภาพวาดไฮเดรนเยียที่เก่าแก่ที่สุดก็ปรากฏขึ้น ชื่อผลงานคือ “ต้นสนและไฮเดรนเยีย” เป็นผลงานของ Kanou Eitoku จิตรกรที่รับใช้ Oda Nobunaga และ Toyotomi Hideyoshi ปัจจุบันภาพวาดถูกเก็บไว้ที่วัดนันเซ็นจิในเกียวโต และถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

สมัยเอโดะ – เกษตกรไม่ปลื้ม

ในสมัยเอโดะ ภาพวาดดอกไฮเดรนเยียยังคงถูกวาดโดยจิตรกรที่เป็นตัวแทนของยุคนั้น เช่น Ogata Kourin และ Tawaraya Soutatsu ในเวลานั้น เอโดะมีวัฒนธรรมที่นิยมพืชพันธ์ุธรรมชาติจนถือเป็นความภูมิใจในระดับโลก มีการพัฒนาพืชพันธุ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนมากมาย แต่กระนั้นแล้ว ว่ากันว่าดอกไฮเดรนเยียก็ไม่ได้เป็นที่นิยมของชาวไร่ชาวสวนสักเท่าไหร่ เหตุผลก็คือ ดอกไฮเดรนเยียสามารถแพร่พันธุ์ได้ง่าย เป็นดอกไม้ที่ใคร ๆ ก็สามารถปลูกได้แม้จะไม่ใช่เกษตรกร เพียงแค่ปลูกลำต้นที่หักในดินก็สามารถขยายพันธุ์ได้ ดอกไฮเดรนเยียจึงไม่ใช่ธุรกิจสำหรับเกษตกรเนื่องจากทุกคนสามารถปลูกและแพร่พันธุ์ได้นั่นเอง

สมัยเมจิ สมัยไทโช – ยังคงไม่เป็นที่นิยม

ในช่วงสมัยเมจิที่ทุกอย่างในประเทศเริ่มมีความทันสมัย เจ้าดอกไฮเดรนเยียแสนสวยของเรายังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดอกไฮเดรนเยียได้รับการแนะนำให้เป็นที่รู้จักในประเทศจีน และในปี 1789 ก็ถูกส่งต่อไปยังลอนดอน อีกทั้งยังเริ่มมีการเพาะพันธุ์ขึ้นในฝรั่งเศสในช่วงต้นทศวรรษ 1900 ซึ่งต่อมาก็ได้รับการพัฒนาเป็นไฮเดรนเยียพันธุ์ตะวันตก จนในสมัยไทโช ดอกไฮเดรนเยียที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากฝั่งตะวันตกก็ได้เข้ามาสู่ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่ได้เป็นที่นิยมอยู่ดี

หลังสงคราม – ช่วงเวลาที่ได้เบ่งบาน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในที่สุดเจ้าดอกไม้แสนสวยชนิดนี้ก็ถึงเวลาที่ได้เบ่งบาน ดอกไฮเดรนเยียกลายเป็นที่นิยมด้วยสาเหตุหนึ่งมาจากการดึงดูดความสนใจในฐานะทรัพยากรทางการท่องเที่ยว มีการปลูกดอกไฮเดรนเยียขึ้นมากมายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่วัดที่เรามักจะเห็นว่ามีการปลูกดอกไฮเดรนเยียเอาไว้ การปลูกดอกไฮเดรนเยียในวัดมาจากความคิดในสมัยก่อน ที่ว่าดอกไฮเดรนเยียเป็นดอกไม้สำหรับคนตาย ยิ่งพื้นที่ไหนที่เกิดโรคระบาดก็ยิ่งนิยมปลูกกันมาก เมื่อเวลาผ่านไป โรคระบาดและผู้เสียชีวิตก็ลดจำนวนลงมากแล้ว แต่ด้วยความที่ดอกไฮเดรนเยียเป็นดอกไม้ที่เพาะปลูกได้ง่ายและสวยงาม จึงยังมีการปลูกในวัดทั่วประเทศ ในปัจจุบัน วัดและศาลเจ้าจึงมีบทบาทในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวด้วยนั่นเอง

หลาย ๆ คนอาจคิดว่าดอกไฮเดรนเยียเป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน แต่น่าแปลกใจเหมือนกันนะคะที่จริง ๆ แล้วดอกไฮเดรนเยียเพิ่งได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไปเมื่อไม่นานมานี้เอง หวังว่าทุกคนจะชื่นชอบดอกไม้ชนิดนี้กันมากขึ้นนะคะ ^^

สรุปเนื้อหาจาก hanamonogatari