มารู้จักกับ “โจโด” ศิลปะการใช้พลองของญี่ปุ่น ที่ยึดหลักตักเตือน ไม่ใช่ปลิดชีวิต

ถ้าพูดถึงพลองเพื่อน ๆ นึกถึงอะไรกันบ้างคะ ใช่ไม้ที่เราต้องถือไว้ตลอดตอนเดินทางไกลในค่ายลูกเสือหรือเปล่า ความจริงแล้ว พลองไม่ได้เอาไว้ใช้แขวนธงหมู่อย่างเดียว แต่ใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้ได้ด้วย ศิลปะการใช้พลองของญี่ปุ่นเรียกว่า “โจโด” (杖道) เป็นศิลปะการต่อสู้โบราณแขนงหนึ่ง จุดเด่นของโจโดที่ทำให้แตกต่างกับศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ ของญี่ปุ่นก็คือ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ เป็นเพียงการตักเตือนเท่านั้น เราไปรู้จักกับศิลปะการใช้พลองของญี่ปุ่นกันค่ะ

พลองนั้นไซร้ จักเป็นอะไรก็ย่อมได้

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 劔和會 (@kenwa_kai)

พลองหรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โจ” (杖) ที่ใช้ในโจโดนั้นมีการกำหนดขนาดและรูปลักษณ์ไว้อย่างชัดเจน โดยต้องมีความยาวประมาณ 128 เซนติเมตร หน้าตัดกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.4 เซนติเมตร ทำจากไม้โอ๊กขาวของญี่ปุ่น จุดเด่นของพลองคือสามารถปรับเปลี่ยนเป็นอาวุธได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กันวิธีใช้ มีบทกลอนโบราณของญี่ปุ่นกล่าวเกี่ยวกับพลองไว้ว่า “หากกระทุ้งจักเป็นหอก หากฟันเฉียงจักเป็นง้าว หากตั้งท่าดาบจักเป็นดาบ พลองนั้นไซร้ จักเป็นอะไรก็ย่อมได้” จุดเด่นอีกอย่างของศิลปะการใช้พลองก็คือไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ เป็นเพียงแค่การตักเตือน ทำให้กลัวและไม่กล้าทำสิ่งนั้นซ้ำอีก ถือเป็นศิลปะการต่อสู้อย่างสันติ

ฝึกฝนกระบวนท่าที่มีมาแต่เดิม

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 劔和會 (@kenwa_kai)

โจโด เกิดขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 17 โดยมุโซ กนโนะซุเกะ (夢想権之助) ผู้คิดค้นศาสตร์การใช้พลอง ต่อมาในปัจจุบัน การฝึกฝนจะเป็นการฝึกกระบวนท่าที่สืบทอดกันมาแต่เดิมรุ่นต่อรุ่น ซึ่งความจริงแล้วศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ใช้การฝึกฝนกระบวนท่าซ้ำไปซ้ำมาจนร่างกายจำท่าทางนั้นได้ และสามารถแสดงกระบวนท่าออกมาได้อย่างสมบูรณ์ สง่างาม ด้วยจิตใจที่นิ่งสงบ ในการฝึกพลองนั้นมีทั้งการฝึกแบบเดี่ยวโดยทำกระบวนท่าเดิมซ้ำ ๆ เพื่อเสริมทักษะในการถือ ฟัน หรือกระทุ้ง นอกจากนี้ยังมีการฝึกซ้อมเป็นคู่ เพื่อเสริมทักษะการจับจังหวะและความสอดคล้องของท่ากับคู่ต่อสู้

การแข่งขันที่ไม่มีวันบาดเจ็บ

ในการแข่งขันโจโดนั้น ไม่ได้วัดแพ้ชนะกันที่ใครแข็งแรงกว่า หรือใครตีจุดสำคัญของฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่าเหมือนยูโดหรือเคนโด แต่วัดกันที่ความสวยงามและความสอดคล้องกันของท่าทาง โดยจะแข่งกันเป็นคู่ ๆ หนึ่งทีมจะส่งผู้เข้าแข่งขันมาสองคนคู่กัน คนหนึ่งถือดาบ อีกคนถือพลอง กรรมการจะสั่งให้ทำกระบวนท่าต่าง ๆ และตัดสินว่าคู่ของทีมใดแสดงกระบวนท่าออกมาได้สมบูรณ์ที่สุด อาจตัดสินจากกระบวนท่าของคนถือพลองอย่างเดียว หรืออาจตัดสินจากกระบวนท่าของทั้งคนถือดาบและคนถือพลองก็ได้ แล้วแต่การแข่งขัน เนื่องจากไม่ได้ตีหรือฟันกันจริง ๆ การฝึกโจโดจึงมีโอกาสบาดเจ็บน้อยมาก ชุดและอุปกรณ์ในการฝึกก็เป็นเพียงเสื้อผ้าเท่านั้น ไม่ได้มีอุปกรณ์ป้องกันอะไร ถือว่าปลอดภัยกับทุกเพศทุกวัยค่ะ

โจโดในมังงะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by nartis (@nartis_koenji)

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่คิดว่าอ่านเท่านี้ยังไม่เห็นภาพ อยากจะรู้จักศิลปะการใช้พลองของญี่ปุ่นมากขึ้น ลองหามังงะเรื่อง เท็นตะคุรุ Tentacle ของ โอกามุระ โฮชิ ที่เพิ่งออกมาเมื่อกลางปีที่แล้วมาอ่านดูนะคะ เรื่องนี้เกี่ยวกับชายหนุ่มนักสู้ผู้ใช้พลองที่ดันมาเจอหญิงสาวที่ใช้ดาบคู่เป็นอาวุธคู่กาย และออกผจญภัยต่อสู้ไปด้วยกันในช่วงปลายสมัยเอโดะ เรื่องราวน่าตื่นเต้น ลายเส้นก็เท่เชียวล่ะค่ะ หรือใครที่อยากลองใช้พลองกันจริง ๆ ก็ลองหาโรงฝึกหรือชมรมโจโดในไทยกันดูได้ ได้ออกกำลัง ฝึกจิตใจ แถมไร้บาดเจ็บด้วยนะคะ

สรุปเนื้อหาจาก : tokyo-jodo, natalie