ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-พม่า ในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา

สวัสดีครับ วันนี้จะขอเก็บความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-พม่า ในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา เพื่อให้เห็นภาพความเข้าใจเกี่ยวกับทัศนคติของคนพม่าที่มีต่อญี่ปุ่น “ทั้งสองด้าน” ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์ในปัจจุบันนี้นะครับ

พม่าที่มี “สัมพันธ์อันดี” กับญี่ปุ่น

ในยุคที่พม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ (ในฐานะเมืองใต้ปกครองของบริติชอินเดีย) ชาวพม่าผู้รักชาตินั้นได้คิดจะต่อต้านอังกฤษเพื่อปลดแอกพม่าอยู่ตลอดเวลา ในปี พ.ศ. 2484 ได้มีการลักลอบส่งผู้รักชาติชาวพม่า 30 คน ซึ่งมีนายอองซานอยู่ในนั้นด้วย ไปฝึกวิชาทหารที่เกาะไหหลำ พอสงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มขึ้น คนพวกนี้ก็ได้กลายเป็นแกนนำของ “กองทัพเพื่อเอกราชพม่า” (BIA) ซึ่ง BIA ก็ได้แสดงจุดยืนว่าจะ “ร่วมมือ” กับกองทัพญี่ปุ่น “เพื่อขับไล่อังกฤษ” และในยามที่กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเพลี่ยงพล้ำ คนพม่าก็ปฏิบัติต่อทหารญี่ปุ่นที่ล่าถอยมาอย่างมีน้ำใจไมตรี บางทีก็ช่วยปกป้องทหารญี่ปุ่นจากพวกอังกฤษ ทำให้คนญี่ปุ่นกับคนพม่ามีความ “เข้าอกเข้าใจ” กันดี ด้วยความที่ศาสนาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกันด้วย

Aung San color portrait
โบโชะ อองซาน นักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของพม่า

ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า เมื่อสิ้นสงครามใหม่ๆ ญี่ปุ่นเกิดข้าวยากหมากแพง พม่าได้เคยช่วยส่งออกข้าวไปยังญี่ปุ่นในราคาถูก ซึ่งทำให้เกิดเรื่องเล่าในหมู่คนญี่ปุ่นยุคนั้นว่าพม่ามี “บุญคุณ” ต่อญี่ปุ่นโดยขายข้าวให้ถูกๆ

พม่าที่ “ต่อต้าน” ญี่ปุ่น

ทุกวันนี้ในพม่านั้นมีการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันกองทัพพม่า” ในวันที่ 27 มีนาคมของทุกปี ซึ่งจริงๆ แล้ววันดังกล่าวมีที่มาจากวันที่กองทัพเพื่อเอกราชพม่า (BIA) ก่อการจลาจลต่อต้านญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2488 ซึ่งในทีแรกหลังจากพม่าได้เอกราช (จากอังกฤษ) ในปี พ.ศ. 2491 เรียกวันดังกล่าวว่า “วันโค่นล้มฟาสซิสต์” (วันครบรอบการต่อต้านญี่ปุ่น) พอมาถึงกลางทศวรรษ 1970 จึงเปลี่ยนเป็น “วันกองทัพพม่า”

แม้ว่าในทีแรก BIA จะร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่นเพื่อขับไล่อังกฤษ แต่สิ่งที่มาตามมาหลังจากที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น (คือปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามายึดครอง) นั้นคือ พม่าโดนฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศบบ่อยๆ เงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ไหนจะต้องเอาแรงงานไปให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ ซ้ำร้ายคนพม่าถูกทหารญี่ปุ่นบางคนกระทำป่าเถื่อนต่างๆ นานา ถึงญี่ปุ่นจะ “ให้เอกราช” แก่พม่าในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2486 ก็ตาม มันก็เป็นแค่เอกราชครึ่งๆ กลางๆ หาใช่อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงไม่ โดยที่กองทัพญี่ปุ่นเอาทหารมาประจำการถึงเกือบ 300,000 นาย และปฏิบัติการทางทหารอย่างไรในพม่าก็ได้

ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2487 คนพม่าจึงเตรียมการต่อต้านญี่ปุ่น โดยมีแกนนำคือองค์กรใต้ดินที่เรียกว่า “สหพันธ์เสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์” (ปาซาปารา) พอได้ทีญี่ปุ่นเพลี่ยงพล้ำในสงคราม จึงก่อจลาจลต่อต้านเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2488 ภายใต้การนำของนายอองซาน

สิ้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2488 สามเดือนหลังการจลาจล กองกำลังของนายอองซานได้รับการยอมรับจากกองทัพอังกฤษ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังรักชาติพม่า (PBF) แล้วเข้าร่วมกับฝ่ายอังกฤษเพื่อรบกับญี่ปุ่น จากเอกสารทางประวัติศาสตร์อาจประมาณได้ว่า PBF ปราบทหารญี่ปุ่นได้อย่างน้อย 1,000 นาย และมากสุดอาจถึงราว 4,700 นาย

ประวัติศาสตร์เรื่องแรงงานสร้างทางรถไฟที่ไม่แพ้ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ของไทย

สำหรับเราคนไทยที่เคยอ่านประวัติศาสตร์เรื่องทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองย่อมต้องรู้จัก “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ที่เมืองกาญจน์กันแน่นอน (ผู้เขียนก็เคยไปเที่ยวดูทั้งที่สะพานซึ่งจริงๆ เป็นของสร้างใหม่ (ของเดิมโดนระเบิดไปแล้ว) และก็จะมีพิพิธภัณฑ์เอกชนที่เขาเก็บสิ่งต่างๆ ไว้เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สร้างสะพาน แล้วก็ยังมีค่ายทหารญี่ปุ่นจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย) ซึ่งว่ากันว่าในการสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์เพื่อจะทะลุจากไทยผ่านพม่าไปอินเดียนั้น เชลยศึกฝ่ายพันธมิตรตายถึง 12,000 คน ส่วนแรงงานคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นยอดคนตายอย่างน้อย 42,000 คนและอาจมากถึง 125,000 คน ส่วนเหตุการณ์ตรงนี้ในพม่านั้น นายบามอว์ ผู้นำรัฐบาลยุคนั้นมีหน้าที่จัดหาแรงงานตามคำสั่งของกองทัพญี่ปุ่น โดยใช้วิธีเที่ยวเกณฑ์คนตามหมู่บ้านต่างๆ ว่าหมู่บ้านนี้ๆ ต้องได้ผู้ชายจำนวนเท่านี้ๆ คน ซึ่งคนงานที่ต้องไปทำก่อสร้างทางรถไฟพวกนี้ถูกเรียกว่า “ทหารเหงื่อแตก” ชาวบ้านสมัยนั้นกลัวการถูกเกณฑ์มากเพราะรู้ว่าถ้าได้ไปก็เท่ากับไปตาย บ้างก็หลบหนีไปที่หมู่บ้านอื่นระหว่างทางไปสถานที่ก่อสร้างหรือระหว่างการก่อสร้าง อย่างไรก็ดีมีการประมาณการว่ามีคนถูกส่งไปทำงานก่อสร้างประมาณ 100,000 คน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30,000 คน

อย่างไรก็ดี ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างญี่ปุ่นกับพม่าในยุคหลังสงคราม ทำให้พม่านั้นมองเรื่องราวต่างๆ ในสมัยสงครามนั้นเป็นเพียงอดีต และเข้าใจแยกแยะระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หวังว่าคงเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เข้าใจปูมหลังของความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-พม่ามากขึ้นนะครับ

สรุปเนื้อหาจาก ismedia
ภาพจาก wikipedia