กาลครั้งหนึ่ง เมื่อญี่ปุ่นเกิดกระแส “ไม่เอาคันจิ” ตอนที่ 1 จากยุคเอโดะถึงยุคเมจิ

ในภูมิภาคเอเชียบูรพานั้นเราต้องยอมรับว่าตัวอักษรจีนและคำศัพท์ภาษาจีนนั้นมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อภาษาเขียนในดินแดนต่างๆ ที่ได้รับเอาวัฒนธรรมจีนเข้ามา ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ต่างก็รับเอาภาษาเขียนและตัวหนังสือของจีนเอาไปใช้ในภาษาของตน และอาจมีวิวัฒนาการและการดัดแปลงไปเพื่อให้เข้ากับภาษาเดิมของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จะด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก็อาจทำให้ประเทศที่กล่าวมานี้เกิดกระแส “ไม่เอาตัวหนังสือจีน” “ไม่ใช้ตัวหนังสือจีน” ขึ้นมาได้ วันนี้จะมาขอเจาะรายละเอียดในกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเทียบกับเกาหลีและเวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่ยังรักษาวัฒนธรรมการใช้ตัวอักษรจีนไว้ได้อยู่ แม้กระนั้นก็ยังเคยเกิดกระแสการไม่เอาคันจิมาแล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

ญี่ปุ่นกับตัวคันจิ

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เมื่อเริ่มมีการใช้แป้นพิมพ์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การมีแป้นพิมพ์อาจจะสะดวกสบายสำหรับการพิมพ์ตัวคานะ แต่มันจะเป็นอย่างไรถ้าเราจะพิมพ์ได้แค่ตัวคานะแล้วก็พบว่ามีอักษรจีน (คันจิ 漢字) และคำจีน (คันโกะ 漢語) ที่พ้องเสียงกัน ดีไม่ดีอาจพ้องเสียงกันเป็น 4-5 คำ? เช่น

เค็นโต けんとう 検討 健闘 見当 拳闘 

สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นคนยุคปัจจุบันที่ใช้แป้นพิมพ์ Japanese IME ใน Windows สมัยนี้ อาจไม่เห็นว่ามันจะยุ่งยากอะไร เพราะว่าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขอแค่เราพิมพ์ตัวคานะ คอมพิวเตอร์ก็พร้อมที่จะเด้งตัวเลือกตัวคันจิหรือคันโกะที่มีให้เลือกแล้วเราก็เลือกเอาตามต้องการ แต่ถ้าเรานึกไปถึงเทคโนโลยีสมัยเก่าที่พิมพ์ได้แต่ตัวคานะล่ะ? การจะมานั่งเดาคำจีนว่า เคนโต けんとう ตัวนี้หมายถึงอะไร 検討 (พิจารณา) หรือ 拳闘 (สู้กันด้วยหมัด) ล่ะ? การนั่งอ่านประโยคที่มีแต่ตัวคานะอย่างเดียวคงน่าปวดหัวไม่น้อยใช่ไหมครับ?

ญี่ปุ่นเริ่มไม่เอาตัวคันจิตั้งแต่เมื่อไหร่?

แนวคิดเรื่องการไม่เอาตัวคันจิของคนญี่ปุ่นนั้นมีมาตั้งแต่กลางยุคเอโดะแล้วครับ คาโมะ โนะ มาบุจิ (賀茂真淵) นักวิชาการสาย “วิชาแห่งชาติ” (โคคุงาคุ 国学) เคยวิจารณ์เรื่องที่ว่า “ตัวคันจิมีตัวหนังสือเยอะ” ไว้ในหนังสือ “โคคุอิโค” (国意考 “พินิจจิตของชาติ” ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่าลัทธิขงจื้อและพุทธศาสนานั้นเป็น “แนวคิดของพวกต่างชาติ” และเรียกร้องให้ผู้คนกลับไปหาจิตวิญญาณของญี่ปุ่น) ทั้งยังเชิดชูตัวคานะด้วย ในกรณีนี้อาจมองได้ว่ากระแสความคิดเรื่องการไม่เอาคันจินั้นมีที่มาจากแนวคิดชาตินิยม (ซึ่งเป็นเหตุผลคล้ายๆ กับเหตุผลที่คนเกาหลีไม่เอาตัวฮันจา)

Kamo no Mabuchi
คาโมะ โนะ มาบุจิ (賀茂真淵) (พ.ศ. 2240-2312)

ในปี พ.ศ. 2412 (ปีเมจิที่ 2) มาเอจิมะ ฮิโซกะ (前島密) ได้ยื่น “ข้อเสนอการศึกษาภาษาญี่ปุ่น” (国文教育之儀ニ付建議) ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้ตัวคันจิแล้วถือเอาตัวฮิรางานะเป็นตัวอักษรประจำชาติ และยังได้ยื่น “คำร้องเรื่องการปรับปรุงตัวอักษรประจำชาติก่อนการบังคับใช้ระบบการศึกษา” (学制御施行に先ち国字改良相成度卑見内申書) ต่อรัฐมนตรีอิโซคุระในปี พ.ศ. 2415 (ปีเมจิที่ 5) แต่ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีเมื่อมีการบังคับใช้ระบบการศึกษาภาคบังคับ การที่ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นมีความซับซ้อนและไม่เป็นระเบียบถูกมองว่าเป็นอุปสรรคของการศึกษา (อารมณ์คล้ายๆ กับความรู้สึกของนักเรียนไทยที่เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วก็ต้องมานั่งบ่นว่าภาษาอะไรเนี่ยมีตัวอักษรตั้ง 3 แบบ) ฟุคุซาวะ ยูคิจิ นักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเมจิ ยังเคยแสดงความคิดเห็นของตัวเองในหนังสือ “โมะจิ โนะ โอชิเอะ” (文字之教 สอนตัวหนังสือ) ว่า (ญี่ปุ่น) ควรค่อยๆ ยกเลิกการใช้คันจิแล้วหันมาใช้ตัวคานะ (ให้มากขึ้นแทน) (นี่กระมังที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นยุคปัจจุบันนั้นถือว่าใช้ตัวคันจิน้อยกว่าภาษาญี่ปุ่นยุคเมจิมากแล้ว)

ในปี พ.ศ. 2424 (ปีเมจิที่ 14) มีนักคิด บุคคลสำคัญในยุคนั้นหลายๆ คน เช่น โยชิฮาระ ชิเงะโทชิ (吉原重俊 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นคนแรก) ทาคาซากิ มาซาคาเสะ (高崎正風 นักการเมืองและกวี) ได้รวมกลุ่มกันเพื่อรณรงค์ให้คนญี่ปุ่นใช้แต่ตัวคานะ ซึ่งกลุ่มที่รวมตัวกันเพื่อการเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นก็มีอยู่หลายกลุ่ม

ปี พ.ศ. 2428 (สมัยเมจิที่ 18) ยาโนะ ฟุมิโอะ (矢野文雄) ได้กล่าวในหนังสือ “นิปปอนบุนไตชินรอน” (日本文体新論 “ทฤษฎีใหม่วรรณศิลป์ญี่ปุ่น”) ว่าควรลดการใช้ตัวคันจิ และได้เรียบเรียง “ซันเซ็นจิจิบิคิ” (三千字字引 “ปทานุกรมอักษร สามพัน”)

ปี พ.ศ. 2452 (ปีเมจิที่ 32) ฮาระ ทาคาชิ (原敬 อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น) และคนอื่นๆ ได้แถลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการลดการใช้ตัวอักษรคันจิ ซึ่งมิยาเกะ ยูจิโร่ (三宅雄二郎 นักปรัชญา) ได้ยกข้อเสนอแนะเจ็ดประการดังนี้

Takashi Hara formal
ฮาระ ทาคาชิ (原敬)
Miyake Setsurei
มิยาเกะ ยูจิโร่ หรือ มิยาเกะ เซ็ตซึเรย์
  • ควรให้มีคันจิของคำสำคัญในข้อความเพื่อให้มีความสง่างาม
  • ควรให้มีคันจิที่เขียนง่าย
  • ควรให้มีคันจิที่ถ้าเขียนคำนั้นเป็นคานะแล้วจะยาว
  • ควรเลิกใช้คันจิที่ไม่ชินตา
  • ควรเลิกใช้คันจิที่เสียงฟังสับสนได้ง่าย
  • ควรเลิกใช้คันจิที่แยกแยะด้วยเสียงได้ยาก
  • ควรให้ (คันจินั้น) เป็นหนึ่งอักษรหนึ่งเสียงอ่าน

กองปรับปรุงภาษาของสมาคมการศึกษาจักรวรรดิ (帝国教育会国語改良部) ได้ขยายผลการเคลื่อนไหวเพื่อลดการใช้คันจิ โดยมีแนวทางดังนี้

  • ไม่ใช้คันจิกับคำกริยาที่เป็นคำญี่ปุ่น คำคุณศัพท์ คำกริยาช่วย คำวิเศษณ์ คำอุทาน คำนามเฉพาะ คำยืมจากภาษาต่างประเทศ และคำอื่นๆ ที่เขียนเป็นตัวคานะก็เข้าใจความหมายได้
  • ไม่ใช้คันจิที่จำนวนขีดมากๆ ซึ่งเสียเวลาในการขีดเขียน และคันจิที่เข้าใจยาก
  • ไม่ใช้คันจิที่ชวนสับสน แม้จะมีจำนวนขีดน้อย
  • ใช้คันจิที่เขียนแล้วจะสะดวกดีกว่าใช้ตัวคานะ
  • คำไหนมีตัวย่อก็ให้เขียนตัวย่อให้หมด

ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่เรียนภาษาญี่ปุ่นรู้สึกอะไรไหมครับ?

สำหรับผู้เขียนแล้วคิดว่าแนวคิดว่าด้วยการลดการใช้ตัวคันจิในในยุคเมจินั้น จริงๆ แล้วมาจากอิทธิพลแนวคิดเรื่องของการทำประเทศให้ทันสมัย ซึ่งการทำประเทศให้ทันสมัยนั้น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งก็คือต้องพยายามทำให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้กันให้มากที่สุด ซึ่งการจะทำให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้ ให้เด็กๆ เรียนอ่านเรียนเขียนได้ไวๆ นั้น ก็นำไปสู่มุมมองที่ว่า จะต้องทำภาษาให้เป็นมาตรฐาน จะต้องทำภาษาให้ง่ายขึ้น เพื่อให้คนเรียนได้ง่ายๆ ไวๆ แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากภาษาญี่ปุ่นนั้นตั้งแต่ยุคโบราณมามีการใช้คำจากภาษาจีนเป็นจำนวนมาก และในยุคเมจิเองก็มีการบัญญัติคำศัพท์พี่เอาตัวคันจิ 2 ตัวประกอบกัน เพื่อให้กลายเป็นคำ “ยืมแปล” คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ เช่นบัญญัติคำว่า เคย์ไซ 経済 เพื่อแทนความหมายของคำว่า Economy ในภาษาอังกฤษ ทำนองเดียวกับที่คนไทยเราเอาคำบาลีสันสกฤตมาประสมกันเพื่อสร้างคำยืมแปล เช่นคำว่า “เศรษฐกิจ” แทนความหมายของคำว่า Economy ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นไม่มีทางที่จะละทิ้งตัวอักษรจีนไปได้โดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่มีทางทิ้งคำภาษาบาลีสันสกฤตไปจนหมดสิ้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงทำได้แค่ลดการใช้ตัวคันจิลงเท่านั้น ซึ่งพัฒนาการของการเคลื่อนไหวเพื่อลดการใช้ตัวคันจิและการทำให้ตัวคันจิง่ายขึ้นนั้น จะขอยกยอดไปกล่าวในรายละเอียดต่อในตอนต่อไปนะครับ

สรุปเนื้อหาจาก wikipedia