กาลครั้งหนึ่ง เมื่อญี่ปุ่นเกิดกระแส “ไม่เอาคันจิ” ตอนที่ 2 จากยุคไทโชถึงยุคโชวะ

Last updated:

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ใน ตอนแรก ได้เล่าถึงความเป็นมาของกระแสไม่เอาคันจิของญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุคเอโดะจนถึงยุคเมจิ ไปแล้ว ในตอนนี้จะขอมาเล่าต่อถึงกระแสไม่เอาคันจิ หรือพูดอีกอย่างนึงคือการลดทอนการใช้ตัวคันจิ ที่ปรากฏตั้งแต่ยุคไทโชจนถึงยุคโชวะนะครับ

การลดทอนการใช้ตัวคันจิตั้งแต่ยุคไทโชจนถึงยุคโชวะ

ในยุคเมจินั้นตามที่ได้เล่าว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้มีการใช้ตัวคันจิให้น้อยลงนั้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีผลต่อการจัดการศึกษาในโรงเรียนด้วย ระเบียบการจัดการศึกษาชั้นประถมศึกษาในปี พ.ศ. 2443 (ปีเมจิที่ 33) ได้จำกัดจำนวนตัวคันจิที่ควรสอนในโรงเรียนประถมศึกษาไว้ที่ 1,200 ตัวอักษร ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2457 (ปีไทโชที่ 3) สมาชิกของคณะกรรมการสำรวจการศึกษา (教育調査会) ได้ยื่นข้อเสนอเรื่องการจัดระเบียบ “ภาษาประจำชาติและตัวอักษรประจำชาติ” ต่อคณะกรรมการ โดยยังให้มีคันจิไว้เพื่อ “ใช้สำหรับงานคลาสสิคและใช้เพื่อรสนิยม” ซึ่งเรื่องนี้ก็ผ่านมติคณะกรรมการ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้เริ่มการสำรวจภาษาประจำชาติอีกครั้งในปี พ.ศ. 2459 (ปีไทโชที่ 5) และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2462 (ปีไทโชที่ 8) ก็ได้ประกาศ “ร่างการจัดระเบียบตัวคันจิ” โดยทำให้ขีดตัวอักษรง่ายขึ้นและปรับข้อแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ให้เหมือนๆ กันหมด

=ต่อมาคณะสำรวจภาษาประจำชาติเฉพาะกาล (臨時国語調査会) ได้เริ่มสำรวจตัวคันจิ และได้เผยแพร่ “ตารางตัวคันจิมาตรฐาน” (เรียกอีกอย่างว่า คันจิใช้บ่อย 常用漢字 โจโยคันจิ) ที่มีตัวคันจิ 1,962 ตัว พร้อมทั้งตัวย่ออีก 154 ตัว ในปี พ.ศ. 2466 (ปีไทโชที่ 12) (ซึ่งต่อมาถึงปี พ.ศ. 2473 (ปีโชวะที่ 5) ก็มีการแก้ไขตารางตัวคันจิมาตรฐานอีก เหลือ 1,851 ตัว) พร้อมทั้งมีข้อกำหนดดังนี้

  • ตัวคันจิที่ไม่มีในตารางนี้ ให้เขียนเป็นตัวคานะแทน
  • คำนามเฉพาะ (ชื่อเฉพาะ) นั้น จะใช้ตัวอักษรที่ไม่มีในตารางนี้ก็ได้ แต่ชื่อคนต่างชาติ ชื่อสถานที่ของต่างประเทศที่มิใช่จีน ให้เขียนเป็นตัวคานะ
  • คำสรรพนาม คำวิเศษณ์ คำสันธาน คำกริยาช่วย และคำช่วย ให้เขียนเป็นตัวคานะให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
  • คำยืมจากภาษาต่างประเทศ ให้เขียนด้วยตัวคานะ

การประกาศเช่นนี้ส่งผลสะเทือนอย่างมากต่อสังคม ทำให้ตัวแทนของบริษัทหนังสือพิมพ์ ผู้จัดพิมพ์นิตยสาร และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการสิ่งพิมพ์ และการพิมพ์ได้จัดตั้งสมาคมจัดระเบียบคันจิ (漢字整理期成会) เพื่อส่งเสริมการจำกัดการใช้ตัวคันจิ

โดยในปี พ.ศ. 2468 (ปีไทโช 14) ได้ประกาศว่าจะลดจำนวนตัวคันจิที่ใช้กันในหนังสือพิมพ์ราว 6,000 ตัวลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสาม โดยตัดเอาตัวคันจิในตารางคันจิใช้บ่อยออกไป 31 ตัว แล้วเพิ่มตัวอักษรใหม่เข้าไปอีก 179 ตัว ต่อมาเมื่อเข้ายุคโชวะแล้ว แม้แต่กองทัพญี่ปุ่นเองก็เอากับเขาด้วย! โดยในปี พ.ศ. 2483 ได้ออก “ตารางตัวคันจิที่จำกัดใช้กับชื่ออาวุธ” โดยกำหนดให้มีตัวคันจิที่ใช้กับชื่ออาวุธได้ 1,235 ตัว (โอ้ ไปกันใหญ่—ผู้เขียน)

ในปี พ.ศ. 2491 (ปีโชวะที่ 23) หลังสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพา John Campbell Pelzel นักมานุษยวิทยาแห่งกองบัญชาการใหญ่กองกำลังสัมพันธมิตร (GHQ) ได้แสดงอคติต่อตัวคันจิว่า “ภาษาญี่ปุ่นจำยากเพราะมีตัวคันจิมาก และการที่อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นได้ยากทำให้การทำให้เป็นประชาธิปไตยล่าช้า” ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดที่จะให้ภาษาญี่ปุ่นนั้น “เขียนเป็นตัวโรมัน” (พระเจ้า ถ้าเขาทำได้จริง ภาษาญี่ปุ่นทุกวันนี้คงกลายเป็นเหมือนภาษาเวียดนาม ที่แต่ก่อนใช้ตัวอักษรจีนกับตัว “จื๋อโนม” อักษรคล้ายอักษรจีนที่เวียดนามประดิษฐ์เอง แต่โดนฝรั่งเศสจัดระเบียบให้ใช้ “จื๋อโกว๊กหงือ” คือเอาตัวละตินมาสะกดคำตามอักขรวิธีอย่างฝรั่งเศส แน่ๆ—ผู้เขียน) อย่างไรก็ดี สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม กระทรวงศึกษาธิการ (文部省教育研修所) ได้ดำเนินการสำรวจระดับชาติในปี เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2491 โดยสำรวจภาวะการรู้หนังสือในกลุ่มตัวอย่างชายหญิงอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี ประมาณ 17,000 คน ผลคือมีคนที่ตอบแบบสอบถามเพียง 2.1% เท่านั้นที่ไม่สามารถอ่านเขียนตัวคันจิได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอคติของนาย Pelzel นั้นไม่เป็นความจริง ข้อเสนอในการให้ภาษาญี่ปุ่นเขียนเป็นตัวโรมันนั้นก็เป็นอันพับไป

อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยใหม่นั้นก็ยังมีทั้งกระแสการสนับสนุนให้เลิกใช้ตัวคันจิ และกระแสการคัดค้านการเลิกใช้ตัวคันจิ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีญัตติของตัวเองดังที่รวบรวมมาได้อย่างนี้

ฝ่ายสนับสนุนให้เลิกใช้ตัวคันจิ

  • ตัวคันจิทำให้เกิดช่องว่างทางชนชั้นในเรื่องความรู้
  • ตัวคันจิก่อให้เกิดความแตกต่างทางภาษาระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็ก
  • ตัวคันจิมาจากจากภาษาจีนซึ่งเป็นภาษาคำโดด จึงทำให้เกิดคำพ้องเสียงมาก กลายเป็นคำที่ฟังด้วยหูอย่างเดียวแล้วไม่เข้าใจ
  • ตัวคันจิเป็นตัวขัดขวางการพัฒนา “คำยามาโตะ” คือคำญี่ปุ่นแท้
  • ตัวคันจินั้นเรียนยาก อาจทำให้เด็กเลิกเรียนหนังสือได้

ฝ่ายคัดค้านการเลิกใช้ตัวคันจิ

  • การพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและ Word processing ทำให้แนวคิดเหตุผลเรื่อง “การเลิกใช้คันจิ” เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ดีดหรือเรียงพิมพ์นั้นอ่อนแรงลงไป (เพราะเราสามารถพิมพ์ตัวคานะแล้วเลือกเอาตัวคันจิหรือคำคันโกะที่ต้องการได้ง่ายๆ)
  • ปัญหาคือ ถ้าเราไม่สามารถแยกแยะคำออกจากกันได้ (เพราะเราไม่ยอมใช้ตัวคันจิ) ก็จะเหลือแต่คำพ้องเสียงตัวที่ใช้กันบ่อยที่สุด แล้วคำพ้องเสียงคำอื่นๆ ก็จะหายไป คำหายไป “มโนทัศน์” นั้นก็จะหายไปด้วย ซึ่งจะทำให้ภาษาญี่ปุ่นนั้นขาดความลึกซึ้ง กลายเป็นภาษาที่ขัดสนถ้อยคำ ไม่ต่างอะไรจากภาษาเด็กๆ
  • ถ้ายกเลิกการใช้ตัวคันจิ ช่องว่างระหว่างคนชั้นสูงที่ได้เรียนคันจิและเข้าใจวัฒนธรรมคลาสสิก กับคนธรรมดาชาวบ้านสามัญที่อ่านคันจิไม่ออก จะยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก ซึ่งเป็นภยันตรายทางวัฒนธรรม

เป็นอย่างไรกันบ้างครับท่านผู้อ่าน สำหรับท่านผู้อ่านที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแล้วนั้นมีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ ผู้เขียนคิดว่าภาษาญี่ปุ่นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว คือไม่ทิ้งการใช้ตัวคันจิเสียทีเดียว แต่ก็กำหนดมาตรฐานเอาไว้กลางๆ เอาแค่พอที่บอกว่าคนทั่วไปจะเรียนหรือศึกษาหรือใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ ส่วนอันไหนที่มันลึกซึ้งหรือมันไปไกลเกินกว่านั้นในระดับวิชาการ ก็แล้วแต่ว่าใครสนใจที่จะศึกษาค้นคว้ากันเองตามอัธยาศัย ก็ขอฝากน้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่เรียนภาษาญี่ปุ่นนะครับว่ายังไงเสียก็อย่ารังเกียจตัวคันจิเลยครับ ถ้าตั้งใจเรียนให้ดีแล้วเนี่ย มันจะเอาไปต่อยอดความรู้ได้อีกหลายอย่างเลยครับ ดีไม่ดีเอาไปใช้เรียนภาษาจีนหรือภาษาเกาหลีเพิ่มก็ยังได้ เรียกว่าเรียน 1 ได้ถึง 2-3 กันเลยทีเดียว ก็ขอฝากเอาไว้ตรงนี้นะครับ ส่วนคราวหน้าผู้เขียนจะเอาเรื่องอะไรมาเล่าอีกนั้นก็อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก wikipedia