รู้หรือไม่? คนญี่ปุ่นโบราณไม่ได้กินข้าวเป็นอาหารหลัก มาย้อนรอยการเดินทางของเมล็ดข้าวในญี่ปุ่นกัน

ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นกินข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนคนไทยเรา แถมข้าวญี่ปุ่นยังถือเป็นข้าวที่มีเอกลักษณ์โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะความนุ่มหนึบและเมล็ดข้าวอ้วนกลม แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่าในสมัยโบราณยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ข้าว” อยู่ในญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แถมคนญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มกินข้าวเป็นอาหารหลักกันอย่างแพร่หลายเมื่อตอนสมัยเมจิ หรือประมาณ 150 ปีที่แล้วเอง วันนี้เรามาย้อนรอยดูการเดินทางของเมล็ดข้าวตั้งแต่ตอนถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น จนกลายมาเป็นอาหารหลักของคนญี่ปุ่นทั่วไปเหมือนปัจจุบันกันค่ะ

สมัยโจมง – สมัยยาโยอิ

ย้อนไปประมาณ 3,000 ปีก่อน หรือในช่วงสมัยโจมงตอนปลาย ข้าวเริ่มเข้ามาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการทำนาเกิดขึ้นทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่น อย่างพวกพื้นที่ทำนารกร้างและเครื่องมือเก่าต่าง ๆ โดยพวกคนที่ทำนาในสมัยนั้นเป็นแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ ว่ากันว่าคนญี่ปุ่นเก็บพวกลูกไม้เนื้อแข็งอย่างลูกโอ๊ค วอลนัท เกาลัด เอามาบดแล้วทำเป็นแผ่นแป้งคล้าย ๆ ขนมปังกิน เมื่อคนญี่ปุ่นสมัยนั้นเก็บเกี่ยวข้าวมาแล้ว ก็จะนำมาต้มกับน้ำแล้วกินเหมือนเป็นข้าวต้ม ต่อมาในสมัยยาโยอิ การทำนาเริ่มแพร่ขยายจากภาคตะวันตกสู่ภาคตะวันออก และคนญี่ปุ่นก็เริ่มสร้างสรรค์การทำข้าวให้สุกโดยนำมา “นึ่ง” จนได้ข้าวสุกที่ออกแข็ง ๆ หน่อยมากินกัน อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในสมัยยาโยอิก็คือ คนญี่ปุ่นค้นพบว่าการปลูกข้าวนั้นได้ผลผลิตมากกว่าการปลูกพืชอื่น ๆ มากโข ใครที่ปลูกข้าวจะกลายเป็นคนรวยและมีอิทธิพล จนเริ่มมีการแบ่งแยกคนรวยคนจนกันอย่างชัดเจนมากขึ้น และในที่สุดก็มีการเก็บภาษีที่นาเป็นเมล็ดข้าว

สมัยนารา – สมัยเฮอัน

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Minako (@m.s_mind)

ในสมัยนารา ผู้คนพัฒนาการสีข้าวจนกลายเป็นข้าวขาว ซึ่งกลายเป็นอาหารหลักในหมู่ผู้สูงศักดิ์ สำหรับชาวบ้านทั่วไปก็ยังคงกินข้าวที่สีด้วยคุณภาพต่ำหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าข้าวดำอยู่ ความแตกต่างของชนชั้นไม่ได้มีเพียงข้าวที่กินเท่านั้น สิ่งที่กินกับข้าวก็ยังแตกต่างกันด้วย ในหมู่ผู้สูงศักดิ์จะมีกับข้าวจานเล็ก ๆ มากมายหลายชนิดวางเรียงรายคู่กับข้าวสวยสีขาวพูนจนล้นถ้วย ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะมีกับข้าวหนึ่งอย่างและซุปหนึ่งถ้วย กินคู่กับข้าวสีดำแข็ง โดยอาจจะหุงพืชผักอื่น ๆ ไปพร้อมกับข้าวหรือกินคู่กับของหมักของดองด้วยเพื่อความอิ่มท้อง จนมาถึงสมัยเฮอัน หม้อดินที่ทนความร้อนสูงได้เริ่มกลายเป็นของที่ทุกบ้านใช้กัน คนญี่ปุ่นจึงได้ริเริ่มการ “หุง” ข้าวเป็นครั้งแรก และได้กินข้าวนิ่ม ๆ กันเสียที

สมัยคามาคุระ – สมัยเอโดะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by ue (@ue_sun2378)

คนญี่ปุ่นเริ่มทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้นในสมัยคามาคุระ อีกทั้งยังมีการก่อสร้างระบบชลประทานอีกด้วย ทำให้ต้องใช้กำลังคนเยอะมากขึ้น ผู้คนจึงเริ่มเข้ามาอยู่รวมกันเกิดเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้านขึ้นมา พอเข้าสมัยเอโดะ มีการใช้หม้อดินแบบมีฝาหนาปิดอย่างแพร่หลาย ทำให้คนญี่ปุ่นเริ่มค้นหาวิธีการหุงข้าวให้อร่อยมากขึ้น อย่างการปรับเปลี่ยนปริมาณน้ำตามความเก่าใหม่ของข้าว จนสุดท้ายก็คิดค้น “วิธีหุงข้าวแบบรอน้ำแห้ง” ขึ้นมา วัฒนธรรมการหุงข้าวแบบนี้ถูกส่งต่อมาทอดต่อทอดจนถึงปัจจุบัน ผ่านคำกล่าวที่ว่า “(การจะหุงข้าวให้อร่อยนั้น) ช่วงแรกให้ใช้ไฟอ่อน ช่วงกลางให้ใช้ไฟแรง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเปิดฝาเด็ดขาด”

สมัยเมจิ – ปัจจุบัน

 

View this post on Instagram

 

A post shared by みずぽん (@mizupon780)

ต้องขอบคุณรัฐบาลสมัยเมจิที่ยุติการเก็บภาษีเป็นเมล็ดข้าว และเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินแทน ทำให้ชาวบ้านทั่วไปสามารถกินข้าวเป็นอาหารหลักได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องคอยเอาไปหุงผสมกับอะไร ในสมัยนี้เริ่มมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ และออกขายอย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน ถ้าพูดถึงข้าวญี่ปุ่น พันธุ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ “โคชิฮิคาริ” ซึ่งคิดค้นสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1956 นอกจากโคชิฮิคาริแล้วก็ยังมีข้าวพันธุ์อื่น ๆ ที่คิดค้นในญี่ปุ่นอีกมากมายเกินกว่า 500 กว่าสายพันธุ์เลยทีเดียว ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนชื่นชอบข้าวสีขาวสวย สัมผัสนุ่มหนึบอย่างข้าวญี่ปุ่นก็ลองหาข้าวญี่ปุ่นพันธุ์ต่าง ๆ มาชิมดูได้นะคะ

สรุปเนื้อหาจาก : gohansaisai