ย้อนรอยวิธีการรับมือและแก้ไขน้ำท่วมของญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ 1

เพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมายหลากหลายรูปแบบนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด ไต้ฝุ่น น้ำท่วม ไฟไหม้ เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เกิดมาพร้อมกับภัยพิบัติเลยก็ว่าได้นะคะ แต่ญี่ปุ่นก็สามารถก้าวผ่านภัยพิบัติเหล่านั้นมาได้ พร้อมทั้งได้พัฒนาหาวิธีการรับมือและแก้ไขใหม่ ๆ เพื่อลดความเสียหายลงเรื่อยมา วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึงวิธีการรับมือและแก้ไขอุทกภัยหรือภัยจากน้ำท่วมของญี่ปุ่นกันค่ะ โดยเราจะมองย้อนไปถึงสมัยเอโดะ ต่อมาที่สมัยเมจิ สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเรื่อยมาถึงศตวรรษที่ 20 มาดูกันค่ะว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยจากน้ำท่วมอย่างไรบ้าง และมีวิธีการรับมือและแก้ไขอย่างไร ซึ่งในบทความตอนที่ 1 นี้เราจะเล่าถึงสมัยเอโดะกันก่อนค่ะ

สมัยเอโดะ อุทกภัยกับการเกษตรก็เหมือนเหรียญสองด้าน

flood japan

คนญี่ปุ่นเริ่มก่อร่างสร้างตัวจากอุตสาหกรรมการเกษตรมาตั้งแต่ ค.ศ. 50 โดยการทำนาต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะทางตะวันตกของญี่ปุ่นผู้คนเริ่มทำนากันใกล้กับแม่น้ำสายเล็ก ๆ และพัฒนาขึ้นเป็นชุมชน มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 7 แสนล้านคนเป็น 2.5 ล้านคน และเพิ่มขึ้นถึง 30 ล้านคนในช่วงปี ค.ศ. 1700 อุทกภัยในสมัยนี้เกิดจากการขยายสัดส่วนพื้นที่เพื่อทำนานั่นเอง แต่จะให้ผู้คนลดพื้นที่การทำนาหรือห้ามขยายพื้นที่ก็ไม่ได้ เนื่องจากการทำนาเป็นอุตสาหกรรมหลักในสมัยนั้น ในเมื่อหลีกเลี่ยงภัยจากน้ำท่วมไม่ได้ ญี่ปุ่นเลยต้องค้นหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้โดยทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

การเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำใหญ่

Tone river map
เส้นทางแม่น้ำโทเนะในปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อโทกุงาวา อีเอยาซุ โชกุนคนแรกแห่งรัฐบาลเอโดะ สั่งให้เปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำโทเนกาวะไปทางทิศตะวันออกเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงในสมัยนั้น ในตอนแรกแม่น้ำโทเนกาวะมีเส้นทางไหลผ่านเอโดะลงไปทางใต้สู่อ่าวโตเกียว แต่เนื่องจากเส้นทางของแม่น้ำนั้นสั้น เวลาปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจึงทำให้เกิดน้ำท่วมในเอโดะได้ง่าย โทกุงาวา อีเอยาซุ จึงให้วิศวกรชลประทานทำการเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำโทเนกาวะให้ไหลไปทางตะวันออกผ่านจังหวัดชิบะสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเส้นทางสายใหม่นี้มีระยะทางยาวขึ้นทำให้สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังเป็นการเพิ่มเส้นทางขนส่งข้าวทางน้ำจากภูมิภาคโทโฮคุหรือทางเหนืออีกด้วย นอกจากแม่น้ำโทเนกาวะแล้วก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของแม่น้ำอีกหลายสายทั่วญี่ปุ่น

การทำให้ความสูงของสองฝั่งแม่น้ำไม่เท่ากัน หรือสร้างที่กั้นเพียงฝั่งเดียว

kiso river
แม่น้ำคิโซะจากมุมสูง

อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในสมัยนั้นคือการสร้างที่กั้นเพียงฝั่งเดียว ตัวอย่างเช่นแม่น้ำคิโซะที่ไหลจากจังหวัดนากาโนะทางตอนเหนือของโตเกียวผ่านตะวันตกของญี่ปุ่นไปสู่อ่าวอิเซ มีการสร้างที่กั้นน้ำทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเพียงฝั่งเดียว โดยที่กั้นดังกล่าวกินระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตรจากภูเขาอินุยามะไปจนถึงเมืองยาโทมิในจังหวัดไอจิ เหตุผลก็เพื่อป้องกันพื้นที่โอวาริ (ตะวันตกของจังหวัดไอจิในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้ปกครองของไดเมียวตระกูลโทกุงาวาจากน้ำท่วมและยังเป็นเกราะป้องกันจากการโจมตีเพิ่มอีกชั้นด้วย แน่นอนว่าทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำคิโซะเกิดอุทกภัยเพิ่มขึ้น จึงได้มีการพัฒนาสร้างที่กั้นน้ำรอบหมู่บ้านเพื่อปกป้องชาวบ้านจากภัยน้ำท่วม สำหรับในเอโดะมีการห้ามก่อสร้างหมู่บ้านในพื้นที่ต่ำกว่าหรือไม่มีที่กั้นริมฝั่งแม้น้ำ และปล่อยให้พื้นที่เหล่านั้นกักเก็บน้ำเวลาน้ำท่วม เพื่อปกป้องชาวบ้านผู้อยู่อาศัยอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำค่ะ

จะเห็นได้ว่าในช่วงสมัยเอโดะนี้อุทกภัยเกิดจากขยายพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นรายได้หลักของผู้คนในยุคนั้น ในเมื่อไม่สามารถหยุดทำการเกษตรและการเกิดอุทกภัยได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยการลดความเสียหายให้น้อยที่สุด แม้ว่าจะต้องมีพื้นที่ที่ปล่อยให้ถูกน้ำท่วมบ้างจากการสร้างที่กั้นเพียงด้านเดียว แต่ก็มีการคิดค้นวิธีการที่จะปกป้องชีวิตของชาวบ้านให้ได้มากที่สุดอย่างเช่นการสร้างที่กั้นรอบหมู่บ้าน นอกจากนี้วิธีการรับมือปัญหาน้ำท่วมยังนำพามาซึ่งผลพลอยได้อย่างการเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำโทเนกาวะทำให้เกิดเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือเพิ่มขึ้นอีกด้วย ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่าเมื่อประชากรของญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นจนที่พื้นอยู่อาศัยไม่พอ ต้องจำใจไปปลูกบ้านในพื้นที่น้ำท่วมแล้ว ญี่ปุ่นจะจัดการปัญหาที่ตามมาอย่างไรค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : jica.go.jp