ย้อนรอยวิธีการรับมือและแก้ไขน้ำท่วมของญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ 3

Last updated:

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องรับมือกับอุทกภัยเรื่อยมาตั้งแต่สมัยเอโดะ สมัยเมจิ สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และศตวรรษที่ 20 ในปัจจุบัน บทความตอนที่ 2 เราได้เล่าไปแล้วว่าจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่น ทำให้มีประชากรและความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น จนผู้คนต้องไปสร้างบ้านในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม แต่รัฐบาลก็แก้เกมได้ด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยแแม่น้ำ และเข้าไปควบคุมดูแลการสร้างที่กั้นแม่น้ำทั้งสองฝากฝั่งเพื่อให้แม่น้ำเป็นที่รองรับกักเก็บน้ำฝนและเร่งระบายสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว แต่ในบทความตอนที่ 3 นี้ เรากลับพบปัญหาใหม่เพราะการเพิ่มขึ้นของประชากรและการเติบโตของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว เกินกว่าการพัฒนาวิธีการรับมือน้ำท่วมไปมาก อีกทั้งญี่ปุ่นต้องเข้าสู่ช่วงครามโลกครั้งที่ 2 อีก ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการเกิดอุทกภัยอย่างไร และญี่ปุ่นออกมาตรการอะไรมารับมือบ้าง ไปดูกันค่ะ

ย้อนอ่านตอนก่อนหน้า

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดอุทกภัยใหญ่อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 1945 – 1959 ตลอดระยะเวลา 15 ปี ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาตินับครั้งไม่ถ้วน เกือบทุกปีมีผู้คนเสียชีวิตจากภัยพิบัติมากกว่า 1,000 คน ซึ่งส่วนมากจะเป็นภัยพิบัติจากลมและน้ำ เหตุผลหลักแห่งการสูญเสียตลอด 15 ปีนี้คือ พื้นดินที่เสียหายอย่างหนักจากสงครามที่ยืดเยื้อ และการฟื้นฟูภูเขาและชลประทานเป็นไปอย่างล่าช้า ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สิ่งที่มาเสริมให้ความเสียหายนี้รุนแรงขึ้นก็คือการพัฒนาเมืองในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและการแผ่ขยายของเมืองอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีเหตุที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างไต้ฝุ่นลูกใหญ่ และฝนตกหนักอีกด้วย

การสร้างเขื่อนและการพัฒนาด้านเทคโนโลยี

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง จนมีเงินทุนและเทคโนโลยีที่เพียงพอในการสร้างเขื่อน เขื่อนในสมัยนี้มีลักษณะเด่นตรงที่เป็นเขื่อนอเนกประสงค์มีวิธีใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บน้ำเพื่อสำรองในยามแห้งแล้ง หรือการป้องกันการเกิดน้ำท่วม ซึ่งการสร้างเขื่อนถือเป็นการก่อสร้างของภาครัฐ นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและอุทกภัยก็ก้าวหน้าขึ้น โดยนำหลักความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีการวัดปริมาณน้ำมาประสานเข้าด้วยกัน

การปรับปรุงระบบระบายน้ำเสีย

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเจริญเติบโต แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือการขยายตัวของเมืองและความแออัด ในเมืองจึงเกิดปัญหาการจัดการน้ำเสียและน้ำขังเวลาฝนตก และยังรวมถึงการควบคุมคุณภาพของน้ำในแหล่งน้ำส่วนรวมด้วย สำหรับการจัดการน้ำเสีย ญี่ปุ่นวางแผนระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการน้ำเสียถึง 5 ปีเลยทีเดียว จนโครงการเสร็จสิ้นประสบความสำเร็จเมื่อปี 2001 ส่วนการจัดการน้ำขังเวลาฝนตกก็ท้าทายไม่แพ้กัน ญี่ปุ่นได้รวบรวมสถิติปริมาณน้ำฝนในช่วง 5 ปี และสร้างระบบระบายน้ำขังในเมืองออกสู่แม่น้ำ แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อน้ำฝนที่ขังตามถนนบนดินเริ่มเอ่อล้นจนท่วมลงมาถึงพื้นที่ใต้ดิน ในปี 1999 เกิดเหตุน้ำท่วมพื้นที่ใต้ดิน อย่างเช่น สถานีรถไฟใต้ดิน ถึง 43 แห่งทั่วทั้งญี่ปุ่น เหตุการณ์อันน่าสลดและเป็นที่จดจำคือเหตุน้ำท่วมห้องใต้ดินในอาคารหน้าสถานีฮากาตะและอาคารในย่านชินจุกุโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำที่ละ 1 ราย การสูญเสียครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นตื่นตัวกับแผนการแก้ไขและรับมือภัยน้ำท่วมจากฝนตกหนักในเวลาต่อมา

ในบทความตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่าความพยายามของญี่ปุ่นในการแก้ไขและรับมือกับน้ำท่วมจะไปได้ไกลสักแค่ไหน ท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติที่หนักข้อขึ้นทุกวัน

สรุปเนื้อหาจาก : jica.go.jp