ย้อนรอยวิธีการรับมือและแก้ไขน้ำท่วมของญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ 4

จากบทความตอนที่ผ่าน ๆ มา เราได้เล่าถึงวิธีการรับมือและแก้ไขน้ำท่วมของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะ สมัยเมจิ และสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยญี่ปุ่นได้พยายามพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับปัญหาของแต่ละยุคแต่ละสมัย ในบทความตอนที่ 4 นี้ เราจะพูดถึงวิธีการรับมือน้ำท่วมของญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 20 มาถึงปัจจุบัน ในยุคสมัยนี้ญี่ปุ่นได้เรียนรู้แล้วว่าวิธีที่ทำเรื่อยมามีข้อจำกัด เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว สุดท้ายจะไม่สามารถหยุดยั้งอุทกภัยร้ายแรงได้ แล้วญี่ปุ่นจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ไปดูกันค่ะ

ย้อนอ่านตอนก่อนหน้า

ปี 2000 อุทกภัยจากฝนตกหนักในภูมิภาคโทไก

อุทกภัยครั้งสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นตื่นตัวถึงภัยทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นคือการเกิดอุทกภัยจากฝนตกหนักในภูมิภาคโทไก (รอบ ๆ เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ) ในปี 2000 ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในตอนนั้นวัดได้สูงที่สุดนับแต่มีการก่อตั้งหอสังเกตการณ์สภาพอากาศประจำเมืองนาโกย่า และยังมีปริมาณมากเกินกว่าที่สถานีบำบัดน้ำท่วมบริเวณเมืองนาโกย่าจะจัดการได้ อีกทั้งพื้นที่แถบนั้นเป็นที่ราบและมีระดับต่ำ ทำให้น้ำที่ไหลทะลักเข้ามาแผ่ขยายไปตามพื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้ภายใน 8 ชั่วโมงเท่านั้น ความเลวร้ายไม่ได้หมดเพียงเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเลิกงานผู้คนมากมายไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากรถไฟหยุดวิ่ง แถมผู้คนก็เตรียมตัวไม่ทันเนื่องจากมีการประกาศอพยพอย่างกะทันหัน และคิดว่าน้ำคงจะลดในเร็ววัน จึงไม่ได้เตรียมพร้อมรับความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ เหล่าอาสาสมัครก็มีจำนวนน้อยเพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น ทำให้กระบวนการฟื้นฟูเป็นไปอย่างล่าช้า

ข้อจำกัดและปัญหาของวิธีการรับมือที่ผ่านมา

แม้ว่าจะพยายามคิดหาวิธีแก้ไขเพื่อรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มมากขึ้น แต่กลับติดปัญหาเรื่องข้อจำกัดของวิธีการที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโตของเมืองที่ก่อให้เกิดการก่อสร้างบ้านเรือนอย่างสะเปะสะปะทำให้ยากต่อการวางแผนผังเมือง การปั๊มน้ำฝนจากในเมืองออกไปสู่ทะเลซึ่งหากเกิดฝนตกหนักจนน้ำเอ่อล้นทั้งในเมืองและนอกเมืองแล้วก็ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ ในเมืองและแถบต้นน้ำก็ไม่เหลือพื้นที่สำหรับการก่อสร้างเขื่อนอีกแล้ว

การยอมรับความเสียหายเพียงบางส่วน

จากสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เล่ามา ญี่ปุ่นพบว่าการต่อกรกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นทุกปีมันเกินกำลังไปมาก จึงเปลี่ยนความคิดจากการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เป็นการยอมรับความเสียหายเพียงบางส่วน โดยยอมให้เกิดความเสียหายจากอุทกภัย แต่พยายามทำให้ความเสียหายนั้นน้อยที่สุดและจบเร็วที่สุด เช่น ในพื้นที่อยู่อาศัยอาจยอมให้น้ำท่วมถึงเข่า แต่ไม่ยอมให้ท่วมถึงเอว เนื่องจากอย่างน้อยก็สามารถลดปริมาณขยะที่ลอยตามน้ำได้ ในพื้นที่กลางเมืองซึ่งอาคารต่าง ๆ มีชั้นใต้ดินหรือมีสถานีรถไฟใต้ดินจะป้องกันไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่ใต้ดินเด็ดขาด โดยอาจแลกกับการยอมให้พื้นที่ในส่วนอื่นท่วม พูดง่าย ๆ ว่าจากแนวคิดการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วม และการลดความเสียหายจากน้ำท่วมแทนค่ะ

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังสร้างความรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยจากธรรมชาติและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การซ้อมอพยพ การเตรียมกระเป๋าสำหรับภัยพิบัติ การสร้างระบบเช็คความปลอดภัยของคนในครอบครัวเวลาเกิดภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งการเตรียมตัวเหล่านี้สำคัญมาก ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ การซ้อมหลาย ๆ ครั้ง หรือการเตรียมของให้พร้อมเสมอจะทำให้เรามีสติและรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไปโดยไม่ลนลานค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : jica.go.jp