กำเนิดมักกะโรนีในประเทศญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแดนปลาดิบ

มักกะโรนีจัดเป็นพาสต้าชนิดหนึ่ง เป็นอาหารอิตาเลียนที่ผู้คนนิยมทานกันทั่วโลก ในญี่ปุ่นเองก็มีเมนูที่ใช้เส้นมักกะโรนีอยู่มากมาย ทั้งสลัดมักกะโรนีและกราแตงแสนอร่อย ว่ากันว่ามักกะโรนีถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นตั้งแต่ในยุคเมจิ แต่นอกจากของที่นำเข้าแล้ว คนญี่ปุ่นเองก็มีความคิดที่จะผลิตเส้นมักกะโรนีในประเทศเองด้วย! เราไปดูการเดินทางของมักกะโรนีที่ผลิตในญี่ปุ่นกันค่ะ ว่ากว่าจะมาเป็นอาหารแสนอร่อยให้คนญี่ปุ่นได้ทานในทุกวันนี้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

จุดเริ่มต้นของมักกะโรนีในญี่ปุ่น

มักกะโรนีผลิตในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในยุคสมัยไทโช ผ่านความรู้สึกหลงใหลอันแรงกล้าของครอบครัว 3 ชั่วอายุคน เริ่มต้นด้วย Kichiji Ishitsuki (1864-1919) เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการผลิตมักกะโรนีเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นและพยายามอย่างเต็มที่ให้มีความแพร่หลาย เขาดำเนินธุรกิจเส้นอุด้งและโซเมงแห้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อุด้งไข่ไก่” ซึ่งทำโดยการนวดไข่ลงในเส้นที่เขาทำก็ได้รับรางวัลจากงาน World Expo ที่จัดขึ้นในชิคาโกและได้รับความนิยมเช่นกัน

Kichiji Ishitsuki

ประมาณปี 1904 (ปีเมจิที่ 41) เขาตัดสินใจที่จะผลิตมักกะโรนีขึ้นเองในญี่ปุ่น ว่ากันว่าเหตุผลคือพ่อค้านำเข้าในโยโกฮาม่าได้นำมักกะโรนีมาให้เขาดูและหยั่งเชิงถามว่าสามารถทำเส้นแบบนี้ได้หรือไม่ ในเวลานั้น มักกะโรนีจะถูกนำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ คนญี่ปุ่นจะเรียกกันว่า “มักกะโรนี” หรือ “อุด้งมีรู” เป็นอาหารที่ชาวต่างชาติชอบทานมาก แต่คนญี่ปุ่นเองไม่รู้จักทั้งวิธีทำหรือวิธีทาน เขาทำการค้นคว้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามแล้วพยายามอีกจนเลือดตาแทบกระเด็น

ตามบทความในหนังสือพิมพ์ที่เขียนขึ้นในช่วงต้นยุคโชวะ มีการเริ่มต้นสร้างเครื่องทำเส้น แต่ไม่ว่าจะทำกี่ครั้งก็ไม่ได้ผลสักที แต่สุดท้ายเขาก็สามารถผลิตเส้นมีรูที่มีความคล้ายมักกะโรนีได้สำเร็จ ต่อมา เขาก็ต้องหนักใจอีกครั้งกับวิธีการทำให้แห้ง เพราะถึงแม้จะทำให้แห้งได้แล้วแต่ก็มีรอยแตกรอยร้าว พอลองใส่หม้อต้มก็กลับเหลวเหนอะหนะ เขาใช้เวลาอีกถึงห้าปีในการหาวิธีการทำให้มักกะโรนีแห้ง

ในที่สุดวิธีการผลิตก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นห้าปีต่อมาก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 มียอดสั่งซื้อจำนวนมากจากอเมริกาเข้ามาอย่างท่วมท้น แต่ไม่นานนักเมื่อสงครามสิ้นสุดลงและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้โรงงานตกอยู่ในความยากลำบาก ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ เขาเสียชีวิตลงด้วยความเจ็บป่วย Kichirou ลูกชายของเขาจึงเข้ามาสานต่อแทน แม้ว่าผู้คนจะเปลี่ยนผ่านไปหลายช่วงวัยแต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ยังไม่สิ้นสุด ในเจ็ดปีต่อมาเขาจึงตัดสินใจส่งต่อโรงงานให้ผู้อื่น เหลือเพียงเงินกู้ยืม เขาให้ภรรยาและลูกไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่และเริ่มต้นธุรกิจอีกครั้งด้วยตัวเปล่า แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด โรงงานแห่งใหม่ก็ต้องมาพังพินาศเนื่องจากอุทกภัย

ในช่วงฤดูร้อนปี 1932 (ปีโชวะที่ 7) เข้าสู่สภาวะเงินเฟ้อ ยอดสั่งซื้อจำนวนมากจากอเมริกาเริ่มหลั่งไหลเข้ามาทั้งกลางวันและกลางคืนและธุรกิจก็กลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง แต่ก็ต้องหยุดไปชั่วคราวเมื่อเกิดสงครามแปซิฟิก หลังจากสิ้นสุดสงครามก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จนมาถึงรุ่นหลาน Shinosuke ลูกชายของ Kichirou ได้ปรับปรุงวิธีการผลิต ทำให้ในปี 1952 (ปีโชวะที่ 27) สามารถผลิตมักกะโรนีได้ 10 ตันต่อเดือน และในปี 1975 (ปีโชวะที่ 50) ผลิตได้ถึง 30 ตันต่อเดือน

ในช่วงปี 1959-1960 สามารถซื้อมักกะโรนีบรรจุถุงขนาด 360 กรัมได้ในราคาประมาณ 120 เยน การผลิตมักกะโรนีในประเทศญี่ปุ่นซึ่งบุกเบิกโดย Kichiji กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักในเมืองคาโมะ จังหวัดนีงาตะ มีโรงงานในท้องถิ่นหลายแห่งเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต แต่ในช่วงปี 1970 เทคโนโลยีการผลิตจำนวนมากได้ถูกกำหนดโดยผู้ผลิตรายใหญ่ โรงงานในเมืองเล็ก ๆ ที่ผลิตมักกะโรนีอย่างพิถีพิถันมาตลอดก็ค่อย ๆ ลดลงไป

ปัจจุบัน แม้แต่ผู้คนในจังหวัดนีงาตะเองก็ไม่ค่อยทราบกันว่าเมืองคาโมะเป็นแหล่งกำเนิดของการผลิตมักกะโรนีในประเทศ อย่างไรก็ตาม การผลิตมักกะโรนีในประเทศที่ Kichiji และลูกหลานของเขาได้พยายามดิ้นรนเพื่อพัฒนานั้น ก็ได้แพร่หลายในสังคมญี่ปุ่นและกลายเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบแสนอร่อยในที่สุด

สรุปเนื้อหาจาก mag.japaaan