เด็กมัธยมญี่ปุ่นเรียนอะไรกัน? “ไมฮิเมะ” วรรณกรรมที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของผู้แต่ง โมริ โอไก

ในชั้นเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นของโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่น มีวรรณกรรมคลาสสิกหลายเรื่องถูกหยิบยกขึ้นมาให้นักเรียนอ่านและคิดวิเคราะห์กัน เรื่อง “ไมฮิเมะ” (舞姫) หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สาวเต้นระบำ” ก็เป็นหนึ่งในนั้น วรรณกรรมเรื่องนี้แต่งโดย โมริ โอไก (森鴎外) นักเขียนผู้เลืองชื่อของญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ซึ่งว่ากันว่าเรื่องราวในวรรณกรรมเรื่องนี้แต่งขึ้นโดยอ้างอิงจากประสบการณ์จริงของตัวโมริ โอไกเอง เรื่องราวความรักหวานปนขมระหว่างหนุ่มญี่ปุ่นและสาวเต้นระบำชาวเยอรมัน กับเส้นทางที่ต้องเลือกจะเป็นอย่างไร มาติดตามไปพร้อม ๆ กันค่ะ

เนื้อเรื่องโดยสรุป

เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงกลางของยุคเมจิ โอตะ โทโยทาโร่ เด็กหนุ่มหัวดีที่ได้อันดับหนึ่งมาตลอดเรียนจบคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้วยวัย 19 ปีและเข้ารับราชการ ต่อมาเขาได้รับโอกาสให้เป็นตัวแทนประเทศญี่ปุ่นไปศึกษาต่อ ณ เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ที่นั่นเขาได้สัมผัสกับบรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนและรู้สึกถึงความอิสระในต่างประเทศ จนวันหนึ่งเขาได้พบกับเด็กสาวนักเต้นระบำชื่อ เอริส นั่งร้องไห้อยู่หน้าโบสถ์เนื่องจากไม่มีเงินไปจัดงานศพให้พ่อ โทโยทาโร่จึงยกนาฬิกาข้อมือของเขาให้พร้อมทั้งแนะนำร้านรับจำนำที่รู้จัก หลังจากนั้นมา ทั้งสองเริ่มสนิทกันมากขึ้นและผูกสัมพันธ์อันดีต่อกัน

เรื่องราวความรักของโทโยทาโร่ ผู้มาศึกษาในฐานะตัวแทนประเทศญี่ปุ่น และเอริส เด็กสาวนักเต้นระบำผู้ต่ำต้อย ไม่เป็นที่น่าพอใจของคนรอบข้างนัก จนเพื่อนข้าราชการที่มาเยอรมันด้วยกันกับโทโยทาโร่นำเรื่องนี้ไปบอกกับหัวหน้า ทำให้เขาถูกปลดออกจากงานด้วยเหตุผลที่ว่าขาดคุณสมบัติการเป็นตัวแทนประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นเอง ไอซาวา เคนคิชิ เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของโทโยทาโร่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยการแนะนำงานที่บริษัทหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งให้ โทโยทาโร่เข้าทำงานในบริษัทนั้นและย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านเอริสและแม่ของเธอ แม้เงินเดือนจะน้อยนิด แต่ก็พอประทังชีวิตความเป็นอยู่อันแสนสุขของทั้งสามได้

เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อไอซาวา เคนคิชิ ซึ่งทำงานเป็นเลขานุการให้กับรัฐมนตรี แนะนำโทโยทาโร่ให้รู้จักกับรัฐมนตรี และต่อมาเขาได้ทำงานแปลเอกสารให้ รัฐมนตรีมองเห็นความสามารถของโทโยทาโร่ จึงชักชวนให้กลับญี่ปุ่นไปทำงานด้วยกัน แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องละทิ้งความเป็นอยู่ที่เยอรมันรวมถึงเอริสไปเสีย ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเอริสกำลังตั้งท้องอยู่พอดี โทโยทาโร่คิดใคร่ครวญอยู่นานว่าจะเลือกเส้นทางไหน ระหว่างที่ยังคิดไม่ตก ไอซาวา เคนคิชิมาที่บ้านและบอกเรื่องที่โทโยทาโร่จะกลับญี่ปุ่นต่อเอริส โดยคิดไปเองว่าเธอรู้อยู่แล้ว เอริสที่กำลังตั้งท้องอยู่ตกใจกับคำบอกเล่านั้นและเสียใจมากที่ถูกหักหลังจนเสียสติไปในที่สุด สุดท้ายโทโยทาโร่เลือกที่จะตามรัฐมนตรีกลับมาญี่ปุ่น โดยทิ้งเอริสที่เสียสติและลูกไว้ที่เยอรมัน สำหรับโทโยทาโร่แล้ว ไอซาวา เคนคิชิ เป็นเพื่อนที่ดีที่ไม่อาจหาจากไหนได้อีก แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อาจลบความรู้สึกคับแค้นใจต่อเพื่อนคนนี้ออกไปได้แม้วันเวลาผ่านไป 5 ปีแล้วก็ตาม

ผู้แต่ง โมริ โอไก

โมริ โอไก
โมริ โอไก

ตามที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าวรรณกรรมเรื่องนี้แต่งขึ้นโดยอ้างอิงจากชีวิตของผู้แต่ง โมริ โอไก เรามาดูกันดีกว่าว่าตรงไหนคล้ายคลึงกันบ้าง โมริ โอไก เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1862 เมื่ออายุได้ 10 ปี เขาได้ตามพ่อมาโตเกียว ร่ำเรียนภาษาเยอรมันและเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยอายุน้อยที่สุด เขาเรียนจบแพทย์และกลายเป็นแพทย์ทหาร ในยุคเมจิ เขาได้โอกาสไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน หลังจากกลับมาที่ญี่ปุ่น มีหญิงสาวชาวเยอรมันซึ่งเป็นคนรักของเขาตามกลับมาด้วย โมริ โอไก ทำงานเป็นแพทย์ทหารและเขียนนิยายไปด้วย ถือว่าเป็นผู้รอบรู้ที่โด่งดังแห่งยุคเมจิ

ข้อชวนคิด

เพื่อน ๆ คิดอย่างไรกับเส้นทางที่โทโยทาโร่เลือกคะ บางคนอาจจะบอกว่าใจร้ายที่สุด ทิ้งแฟนและลูกได้ลงคอ แต่อย่าลืมนะคะว่าภูมิหลังของโทโยทาโร่เป็นคนที่เรียนเก่งมาตลอด อยู่แถวหน้ามาเสมอ เป็นที่คาดหวังของใครหลาย ๆ คน และสังคมในยุคนั้นก็มีบริบทและมุมมองแตกต่างกับปัจจุบัน แม้ทุกวันนี้โลกจะเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่เพื่อน ๆ ก็คงเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างเส้นทางสองเส้น ระหว่างความพอใจส่วนตัวกับความคาดหวังจากสังคม ระหว่างทางที่ควรเดินกับทางที่อยากเดิน เหตุการณ์ที่เราจะต้องเลือกนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกยุคทุกสมัย นั่นทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้กลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่คนญี่ปุ่นยังคงอ่านกันในปัจจุบันค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก: hyakuhon, moriogai