“ไม่อยากให้มีฐานทัพ แต่ว่า…” เสียงจากคนหนุ่มสาวชาวโอกินาว่าเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐฯ

โอกินาว่าเป็นหนึ่งในที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ช่วงสงครามโลก ซึ่งมีมากถึง 70% ของฐานทัพทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น และในปัจจุบันก็ยังคงมีเหลืออยู่ ที่ผ่านมามีเหตุการณ์และอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพสหรัฐฯ เกิดขึ้นมาโดยตลอด แม้จะมีการเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างต่อเนื่องแต่ก็ทำได้แค่ย้ายที่ตั้งฐานทัพเท่านั้น เรามาดูกันว่าคนหนุ่มสาวในจังหวัดโอกินาว่ามีความคิดเห็นยังไงต่อเรื่องนี้บ้าง

อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี

“ไม่รู้ว่าพูดอย่างนี้ได้หรือเปล่า แต่ถ้าให้พูดตามตรงคือฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องฐานทัพสักเท่าไหร่ จะมีหรือไม่มีก็ไม่ได้รู้สึกอะไร” นี่คือสิ่งที่คุณฮิโตมิ (26 ปี) ผู้อาศัยอยู่ใจกลางจังหวัดโอกินาว่า และเป็นคุณแม่ของลูกวัย 3 ขวบและทารกน้อย โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างลางานเพื่อเลี้ยงลูกกล่าว สถานที่ที่เราเลือกสัมภาษณ์คือร้านสตาร์บัคส์ในห้างสรรพสินค้าที่เมืองอุราโซเอะ จังหวัดโอกินาว่า

เมื่อถามคุณฮิโตมิว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเมืองก็ได้คำตอบว่า “ตอนนี้เรื่องที่กำลังสนใจคือเนอสเซอรี่ค่ะ โอกินาว่ามีจำนวนเด็กรอคิวเข้าเนอสเซอรี่มากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากโตเกียวเลย อีกเรื่องคือการดูแลผู้สูงอายุ เพราะตอนนี้คุณยายกำลังรอคิวเข้าบ้านพักคนชราอยู่ แล้วก็สามีฉันทำงานสถาปนิกก็เลยสนใจเรื่องการสร้างขยายถนนและโมโนเรลด้วยค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าไม่สนใจเรื่องการเมืองเลยนะคะ เวลามีเลือกตั้งก่อนหน้านี้ฉันก็ไปใช้สิทธิตลอด เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ควรจะต้องไปใช้สิทธิ แต่ฉันไม่ค่อยได้คิดว่าจะเลือกใครดี ส่วนใหญ่จะเลือกตามสามีค่ะ”

คิดอย่างไรกับปัญหากรณีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ไม่ใช่เฉพาะอุบัติเหตุเครื่องบินตก แต่รวมถึงเหตุการณ์โหดร้ายอย่างเช่นการข่มขืนที่ยังไม่หมดไปบ้าง

“ฐานทัพเหรอคะ ต้องพูดตามตรงเลยว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยใกล้ตัวฉันเลยค่ะ มีเพื่อนที่ทำงานในฐานทัพด้วย แล้วก็มีวัฒนธรรมที่เกิดมาจากการมีฐานทัพด้วย…และจนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงกับมันเหมือนกันค่ะ”

ปู่ย่าตายายทั้ง 4 คนต่างก็อยู่ในเหตุการณ์สงครามที่โอกินาว่ามาก่อน

คุณฮิโตมิแม้ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐฯ แต่ก็มีความรู้สึกอันแรงกล้าที่ “ไม่อยากให้เกิดสงครามซ้ำอีก” ในสงครามเมื่อ 72 ปีที่แล้ว โอกินาว่าถูกใช้เป็นฐานสะกัดกั้นกองทัพสหรัฐฯ ไม่ให้เข้าไปถึงญี่ปุ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 200,000 คน โดยกว่าครึ่งหนึ่งคือพลเมืองธรรมดา หรือกล่าวได้ว่าคือ 1 ใน 4 ของประชากรโอกินาว่าในเวลานั้นปู่ย่าตายายของเธอทั้ง 4 คนต่างก็ผ่านเหตุการณ์สงครามครั้งนั้นมาแล้ว และคุณทวดฝั่งพ่อของเธอได้ถูกทหารอเมริกันยิงเสียชีวิต

“ฉันสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว และมักจะฟังเรื่องเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ ทั้งไปดูโดมปรมาณูที่ฮิโรชิม่า และอ่านหนังสือเกี่ยวกับสงคราม ทำให้คิดว่าสงครามไม่ใช่คำตอบค่ะ ฉันรู้ว่าสงครามทำให้มีฐานทัพ แต่การมีอยู่ของฐานทัพในตอนนี้ไม่ได้เป็นตัวที่บ่งชี้ว่าได้ว่าหลังจากนี้จะเกิดสงครามหรือไม่”

อย่าแบ่งแยก เพราะเราเป็นญี่ปุ่นเหมือนกัน

แต่ในทางกลับกันก็ใช่ว่าคนที่เคลื่อนไหวต่อต้านฐานทัพจะอยู่ไกลตัว

พ่อแม่ของสามีมักจะไปร่วมประชุมต่อต้านการย้ายฐานทัพฟุเทนมะของนาวิกโยธินสหัรฐ (US Marine Corp) ไปที่เฮโนโกะ เมืองนาโกะ ซึ่งถึงแม้จะถูกคัดค้านจากทางจังหวัดแต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังไม่ยกเลิกการดำเนินการก่อสร้าง

“ฉันรู้สึกว่า ท่านทำถึงขั้นนั้น คือท่านไปนั่งร่วมประชุมขนาดนั้นคงมีอารมณ์ร่วมที่แรงกล้ามากเลยทีเดียว… สำหรับฉัน พอได้ยินว่ามีพะยูนอาศัยอยู่หรือสิ่งแวดล้อมจะถูกทำลายฉันก็รู้สึกแย่ที่จะต้องมีการย้ายฐานทัพ แต่การต่อต้านหรือคัดค้านไปทั้งๆที่ ไม่ค่อยรู้เรื่องปัญหาฐานทัพ และไม่มีความรู้สึกหรือความเห็นต่อเรื่องนี้ มันค่อนข้างจะไร้ความรับผิดชอบไปหน่อยอะค่ะ”

“แต่ในอินเตอร์เน็ต มีคนที่มองการเคลื่อนไหวต่อต้านแล้วบอกว่า “โอกินาว่าคือจีน” ด้วยค่ะ พอเห็นแบบนั้นแล้วก็เศร้าใจ เข้าใจความรู้สึกของคนที่เห็นต่าง แต่เราเป็นญี่ปุ่นด้วยกันก็ไม่อยากให้แบ่งแยกค่ะ”

เพื่อให้ดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้นกว่านี้

เหตุการณ์และอุบัติเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับกองกำลังสหรัฐฯ ในโอกินาว่ายังคงไม่หมดไป

หนึ่งวันหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคม 2017 เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ได้แล่นลงในย่านชุมชนฮิงาชิมุระทาคาเอะทางตอนเหนือของเกาะหลักโอกินาว่า และเกิดอุบัติเหตุจนไฟลุกท่วม

ตามข้อมูลของทางการจังหวัด ทราบว่าตลอดระยะเวลา 44 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1972 ที่โอกินาว่าได้รับการคืนสู่ญี่ปุ่น จนถึงสิ้นปีค.ศ. 2016 เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ถึง 709 เหตุการณ์ ในจำนวนนั้นมีอุบัติเหตุเครื่องบินตก 47 ครั้ง เฉลี่ยแล้วตกปีละมากกว่า 1 ครั้ง โดยเมื่อปลายปี 2016 ก็ได้เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เครื่องบิน Osprey ต้องลงจอดฉุกเฉินในทะเลที่เมืองนาโกะอีกด้วย และไม่ใช่แค่เหตุการณ์เครื่องบินรบเท่านั้น ในเดือนมกราคมปี 2016 ยังเกิดคดีทหารอเมริกันฆ่าข่มขืนหญิงสาววัย 20 ปีที่เมืองอุรุมะ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ชาวโอกินาว่ายังจำไม่ลืมเลือน

คุณฮิโตมิบอกว่า ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวแบบนี้ก็จะรู้สึก “กลัว” ขึ้นมา

“มีเฮลิคอปเตอร์บินกลางดึกแบบไม่รู้เวลาบ้าง ฝึกซ้อมโดดร่มเองตามอำเภอใจบ้าง อยากให้มีคนมาตัดสินพิพากษาผู้ที่ก่อเหตุ ฉันคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่สมควรให้เกิดขึ้นค่ะ”

“ฉันรู้เบื้องหลังการมีอยู่ของข้อตกลงว่าด้วยสถานภาพของกองกำลังทหารสหรัฐในญี่ปุ่น (Status of Forces Agreement (SOFA)) แต่เป็นเรื่องแย่มากๆ ที่คนของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ก่อเหตุนั้นไม่ถูกญี่ปุ่นตัดสิน และไม่สามารถตรวจสอบต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าอีกฝ่ายได้เปรียบกว่า” คุณฮิโตมิกล่าว

“ก็ในเมื่อรัฐบาลประกาศอยู่ว่าจะสร้างฐานทัพ ต่อให้พยายามกำจัดฐานทัพออกไป ไม่ว่ายังไงก็ยากที่จะกำจัดออกฉันว่า ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะตั้งกฎระเบียบให้ชัดเจนกว่านี้ ทุกคนจะได้ดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้นกว่านี้”

มีแต่โอกินาว่าที่เอาแต่พูดถึงเรื่องฐานทัพ

“มีแต่โอกินาว่าที่เอาแต่พูดถึงเรื่องฐานทัพมาตลอด ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง” นี่เป็นคำกล่าวของ คุณซากุระ (นามสมมติ, อายุ 26 ปี) ผู้อาศัยอยู่ในเมืองนาฮะ ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดินที่สนามบินนาฮะ

แม้อายุจะเท่ากับคุณฮิโตมิแต่ดูเหมือนว่าจะมีความคิดเห็นที่ต่างกันออกไป เป็นอย่างที่คิดไว้ สถานที่สัมภาษณ์ที่คุณซากุระนัดก็คือร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในห้างสรรพสินค้า

คุณซากุระที่แม้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ว่าไม่ได้สนใจการเมืองขนาดนั้น เมื่อลองถามเกี่ยวกับปัญหาฐานทัพดูก็ได้คำตอบว่า

“สำหรับฉันไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้กับฐานทัพ ก็เลยไม่ได้รับมลภาวะทางเสียง แล้วฉันก็มีเพื่อนที่ทำงานในฐานทัพด้วย จึงไม่ได้รู้สึกต่อต้านมากนัก แต่ถ้าถามว่าการมีฐานทัพคิดว่าดีหรือไม่ดีคำตอบก็คือไม่ดีแน่ๆค่ะ”

นอกจากนั้นยังเสริมท้ายประโยคว่า “แต่”

“ฉันว่ามันน่ากลัว และถ้ามันไม่อันตรายก็คงดี แต่ที่โอกินาว่าเราอยู่ร่วมกันกับฐานทัพและก็พยายามร่วมกันจัดการจัดระเบียบมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ”

“ต่อให้จะย้ายไปจังหวัดอื่นก็เป็นเพียงการยัดเยียดปัดไปที่อื่นเท่านั้น ถ้าสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไป คิดว่าก็น่าจะยอมรับและถกความเห็นช่วยกันแก้ปัญหาน่าจะดีกว่า”

ถึงจะบอกว่า All ก็ตาม…

ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาว่า (คนก่อน) นายทาเคชิ โอนากะ และกลุ่มผู้ที่ต่อต้านการเคลื่อนย้ายฐานทัพสหรัฐฯภายในจังหวัดได้รวมตัวกันขึ้นเป็น “All Okinawa”

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2014 และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปี 2016 พรรคเสรีประชาธิปไตย (พรรคLPD) ที่มีอำนาจอนุมัติการเคลื่อนย้ายที่ตั้งฐานทัพนั้นแพ้ราบคาบ ในขณะที่ผู้ลงสมัครจาก All Okinawa เป็นฝ่ายชนะอย่างขาดลอย

และในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผลการสำรวจ (โดยนสพ.ซันเค วันที่ 17 ต.ค. 2017) พบว่า พรรค LPD อาจจะแพ้เลือกตั้งอย่างราบคาบอีกเนื่องจากผลกระทบจากข่าวอุบัติเหตุเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตก

กำลังของกลุ่ม All Okinawa ดูเหมือนว่าจะไม่ถดถอยไปเลย เนื่องจากมีกำลังใจที่แรงกล้าในการต่อต้านการย้ายฐานทัพภายในจังหวัดจากประชาชนชาวโอกินาว่ามากมายอยู่เบื้องหลัง เห็นได้จากการสำรวจความเห็นประชาชนของ นสพ.ท้องถิ่น Ryukyu Shimpo พบว่ามีผู้ต่อต้านถึง 80.2%

คุณซากุระบอกว่า “ในการเลือกตั้ง มักมีแต่การพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐฯเลยทำให้ฉันต้องมองดูปัญหาฐานทัพไปด้วยโดยปริยาย” แต่มีความรู้สึกขัดแย้งตรงที่ “ทั้งๆที่ความเห็นของฉันต่างออกไป แต่กลับเหมารวมโดยใช้คำว่า “ALL” บางครั้งทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายกลุ่มคนที่ทำการต่อต้าน ฉันคิดว่าต่อให้พวกเขาโกรธแค่ไหนก็ไม่น่าแก้ปัญหาอะไรได้”

“ฉันมีเพื่อนเป็นตำรวจ เพื่อนมักจะเล่าให้ฟังตอนไปดูแลรักษาความปลอดภัยการชุมนุมต่อต้าน ฉันได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าคงลำบากมาก อยู่เฉยๆก็ร้อนจะแย่แล้ว ไปอยู่อย่างนั้นน่าจะเป็นการบั่นทอนจิตใจอย่างมาก เพราะการถูกมองเหมารวมว่าคนโอกินาว่าทุกคนเป็นแบบเดียวกันหมด มันไม่ใช่”

ตัดใจไปแล้วครึ่งหนึ่ง

แต่คุณซากุระก็คิดเช่นเดียวกับคุณฮิโตมิก่อนหน้านี้ ที่ไม่ได้ยอมรับ “ข้อตกลงว่าด้วยสถานภาพของกองกำลังทหารสหรัฐในญี่ปุ่น”

“ฉันคิดว่าสหรัฐฯได้เปรียบมากเกินไป และได้รับการปกป้อง ถ้ามีการปรับเปลี่ยนสักนิดเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้ก็น่าจะดี”

เมื่อถามว่าแก่นของความคิดที่ว่านี้เป็นความรู้สึกต่อฐานทัพแบบไหนกันหรือ คุณซากุระนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า

“ตัดใจไปแล้วครึ่งหนึ่งค่ะ อีกครึ่งหนึ่งเป็นความรู้สึกที่คิดว่าน่าจะคิดพิจารณาบนฐานของความเป็นจริงมากกว่านี้”

ทำไมความรู้สึก “ตัดใจ” จึงผุดขึ้นมา..

“เพราะว่าในทางการเมืองฉันคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันของโอกินาว่าคงไม่เปลี่ยนไป มีนักการเมืองที่บอกว่าจะ “ย้ายฐานทัพออกไปนอกจังหวัด” แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะว่าคาดหวังเอาไว้มาก ก็เลยผิดหวังมากค่ะ”

คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่หมดความสนใจเรื่องการเมือง

จากการพูดคุยกับทั้งสองคนในครั้งนี้ แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมากนัก แต่ก็มีความคิดเห็นต่อฐานทัพเป็นของตัวเอง และไม่ค่อยพูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อน ๆ นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นตรงกันว่า ไม่ชอบฐานทัพ แต่ถ้าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ควรจะสร้างกฎขึ้นมาให้ชัดเจน

เนื่องจากไม่ได้มีผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่แบ่งตามอายุ วัยรุ่นชาวโอกินาว่าทุกคนจะมีความเห็นคล้ายกันหรือไม่นั้น ไม่มีข้อมูลมาพิสูจน์ และความรู้สึกของคนที่มีต่อฐานทัพก็น่าจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่อยู่อาศัยด้วย

อย่างไรก็ตาม ตอนที่ไปสัมภาษณ์นักรณรงค์และนักข่าวท้องถิ่น ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนหนุ่มสาวไม่ค่อยสนใจเรื่องฐานทัพ” แต่จากการสัมภาษณ์คุณซากุระก็เข้าใจได้ว่า “เพราะว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เลยตัดใจ” เป็นต้นเหตุของความสนใจที่ร่อยหรอลง

อัตราการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนช่วงอายุ 20 ปี – 29 ปีนั้นต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคนช่วงอายุอื่นๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2014 การเลือกตั้งสมัชชาจังหวัด และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปี 2016 อัตราผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีช่วงอายุ 20 ปี – 29 ปี อยู่ที่ 30% เท่านั้น

อย่างเช่น เมื่อปี 2004 เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์อเมริกาตกที่แคมปัส Okinawa International University ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดกับฐานทัพฟุเทนมะ กล่าวคือ ปัญหาฐานทัพจริงๆแล้วอยู่ใกล้ตัว แต่ความสนใจของนักศึกษาหรือวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี แน่นอนว่ามีนักศึกษาที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาฐานทัพและมีวัยรุ่นที่เข้าร่วมชุมนุมการต่อต้าน

แต่สิ่งที่ได้รู้จากการสัมภาษณ์วัยรุ่นหญิง 2 คนคือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ความสนใจของวัยรุ่นไม่ได้มีอย่างกว้างขวาง

“ความข้องใจ” และ “การตัดใจ” ยังคงวนเวียนอยู่

โอกินาว่าได้แบกรับภาระในการปกป้องสันติภาพของญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 72 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง และยังคงเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และจากนี้ไปก็คงจะได้รับการสืบทอดต่อไปในอนาคต ว่ากันว่าฐานทัพสหรัฐฯ ที่จะถูกสร้างขึ้นที่เฮโนโกะมีอายุการใช้งานถึง 200 ปี

คนหนุ่มสาวไม่ต้องการฐานทัพที่ได้เปรียบอยู่เหนือโอกินาว่า และเป็นต้นเหตุของคดีร้ายและอุบัติเหตุต่างๆ แต่การมีฐานทัพก็ทำให้มีวัฒนธรรม ถึงแม้จะมีการต่อต้านแต่ยังไงก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี

ทั้งซับซ้อนและเกิดความรู้สึกว่าย้อนแย้งไปพร้อมๆกับความรู้สึก “ตัดใจ” สิ่งที่ทำให้วัยรุ่นโอกินาว่ารู้สึกแบบนี้ น่าจะเป็นฝ่ายที่ผลักดันฐานทัพหรือไม่?

อ้างอิงเนื้อหาจาก buzzfeed

*บทความนี้แปลมาจากบทความภาษาญี่ปุ่น ทาง ANNGLE นำมาเสนอเพื่อให้แฟนๆได้อ่านเพื่อรับทราบความเห็นของคนหนุ่มสาวชาวโอกินาว่าที่มีต่อปัญหาฐานทัพในโอกินาว่าในปัจจุบัน แต่เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงบางส่วน เป็นส่วนเล็กๆของเรื่องราวปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน บางจุดในบทความแปลอาจเข้าใจได้ยากไปบ้างเนื่องจากอาจต้องมีความรู้พื้นฐานมาก่อน หากเพื่อนๆ ผู้อ่านท่านใดสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวแนวนี้และอยากให้ ANNGLE เขียนหรือแปลบทความมาให้อ่านอีก ก็ขอให้ติดต่อมานะคะ