โอนิ (鬼) หรือยักษ์ประเภทต่างๆ ตามความเชื่อฉบับชาวญี่ปุ่น

เพื่อนๆ ที่มีความรู้ทางภาษาญี่ปุ่นน่าจะเคยได้ยินคำว่า “鬼” (โอนิ) ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่ายักษ์ในภาษาไทยใช่ไหมครับ แต่ที่จริงแล้วคำว่าโอนิในภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่ได้หมายถึงยักษ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าอันแสนดุร้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงสิ่งที่มีตัวตนอันน่าหวาดกลัวในรูปแบบอื่นๆ ด้วย วันนี้เราจะไปดูกันว่า คำว่าโอนิในภาษาญี่ปุ่นนั้นอาจหมายถึงสิ่งที่มีตัวตนในรูปแบบใดบ้าง

ที่มาของคำว่า “鬼” (โอนิ) ในภาษาญี่ปุ่น

ในภาษาญี่ปุ่น ตัวอักษรคันจิ “鬼” (โอนิ) เป็นตัวอักษรที่รับมาจากภาษาจีน แต่สำหรับภาษาจีน ตัวอักษร “鬼” จะหมายถึง ผี หรือดวงวิญญานของคนตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไร้รูปร่าง แต่ทว่า เมื่อตัวอักษรดังกล่าวได้กลายมาเป็นภาษาญี่ปุ่น และผนวกรวมกับความเชื่อในศาสนาพุทธในยุคสมัยเฮอัน จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้นตีความตัวอักษร “鬼” ว่าหมายถึงปีศาจที่มีรูปร่าง อย่างเช่นพวกยักษ์ในขุมนรกตามความเชื่อในศาสนาพุทธ หลังจากนั้น “鬼” (โอนิ) ก็ได้เริ่มปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องเล่าขานต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นในฐานะยักษ์หรือปีศาจอันน่าหวาดกลัวนั่นเอง

“鬼” (โอนิ) ประเภทต่างๆ

ในญี่ปุ่นสมัยโบราณ คำว่าโอนิ ไม่ได้หมายถึงยักษ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าอันแสนดุร้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงปีศาจ วิญญาณอาฆาต ยักษ์ในนรกตามความเชื่อในศาสนาพุทธ และยังอาจหมายถึงเทพเจ้าได้ด้วย

1. โอนิประเภทปีศาจ (妖怪としての鬼)

โอนิประเภทปีศาจ จะไม่มีรูปร่างที่แน่นอนตายตัว มีพลังพิเศษที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และจะคอยอำพรางรูปลักษณ์ที่น่าสยดสยองเพื่อไม่ให้มนุษย์ผู้ใดเห็น ภาพเขียนของโอนิประเภทนี้มักมีลักษณะที่แปลกประหลาด ชวนสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากไม่มีผู้ใดรู้ถึงรูปลักษณ์อันแท้จริงของมัน จึงทำให้ภาพเขียนโอนิประเภทนี้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปตามจินตนาการของผู้เขียนภาพ นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าโอนิประเภทนี้นอกจากจะสร้างความหวาดกลัวให้กับมนุษย์แล้ว ยังจับมนุษย์ไปทรมานหรือกินเป็นอาหารอีกด้วย

2. โอนิประเภทวิญญาณอาฆาต (悪霊としての鬼)

โอนิวิญญาณอาฆาต จะมีรูปลักษณ์ที่น่าหวาดกลัวชวนขนหัวลุก ซึ่งมักจะปรากฏกายในรูปแบบของวิญญาณ กล่าวกันว่าหากมนุษย์ผู้ใดมีแต่ความเคียดแค้นหรือความอิจฉาริษยาในจิตใจ ท้ายที่สุดก็จะกลายร่างเป็นโอนิในประเภทวิญญาณอาฆาตนั่นเอง และเนื่องจากเป็นโอนิในรูปแบบของวิญญาณที่มีความอาฆาตสูง จึงเชื่อกันว่าโอนิประเภทนี้เป็นภัยต่อชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกับโอนิประเภทปีศาจ

ตัวอย่างหน้ากากฮันเนีย
ตัวอย่างหน้ากากฮันเนีย

หน้ากากฮันเนีย (般若) ที่เรามักเห็นในอนิเมะหรือภาพยนต์ญี่ปุ่นนั้น ก็จัดว่าเป็นโอนิประเภทนี้เช่นกัน โดยเชื่อกันว่าเดิมเธอคือมนุษย์เพศหญิงธรรมดาๆ แต่เพราะถูกโทสะ ความอิจฉาริษยา และความเศร้า เข้าครอบงำจิตใจ จึงกลายร่างเป็นโอนิฮันเนียนั่นเอง

3. โอนิประเภทยักษ์ในศาสนาพุทธ (仏教の中の鬼)

โอนิประเภทยักษ์ในศาสนาพุทธ จะมีรูปร่างเป็นยักษ์ตามความเข้าใจของคนทั่วๆ ไป คือ มีรูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขาม มีเขางอกจากหัว และมีเขี้ยวอันแหลมคม

ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นกล่าวว่า โลกหลังความตายจะมีภพภูมิที่ดวงวิญญาณของผู้ตายต้องไปเกิดใหม่อยู่ 6 ภพภูมิ ซึ่งดวงวิญญาณแต่ละดวงจะต้องไปเกิดที่ภพภูมิใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ได้กระทำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ โดยหนึ่งในภพภูมิที่ว่านั้นมีชื่อว่า กะคิโด (餓鬼道) หรือภพภูมิของเปรตหรืออสูรกาย ดวงวิญญาณที่มาเกิดในภพภูมินี้ก็จะกลายเป็นโอนิ หรือยักษ์ที่เรียกว่า กะคิ (餓鬼) นั่นเอง

ยักษ์กะคินั้น จะต้องเผชิญกับความอดอยากและความทุกข์ทรมานแสนสาหัส แม้จะหยิบคว้าอาหารหรือน้ำมาไว้ในมือได้ อาหารหรือน้ำเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเปลวไฟทำให้ไม่สามารถกินเข้าไปได้ เรียกได้ว่าเป็นยักษ์ที่ไม่สามารถพบเจอกับความสุขได้เลย กล่าวกันว่ามนุษย์ที่ละโมบในอาหารและทรัพย์สินเงินทอง เมื่อตายแล้วก็จะต้องมาเกิดเป็นโอนิในภพภูมินี้

4. โอนิประเภทเทพเจ้า (神としての鬼)

ตัวอักษรคันจิ “鬼” นอกจากจะอ่านว่า “โอนิ” แล้ว ยังอ่านว่า “คามิ” หรือ “ชิโคะ” ก็ได้เช่นกัน โดยหากอ่านออกเสียงว่า “คามิ” ก็จะพ้องเสียงกับตัวอักษร “神 (คามิ)” ที่แปลว่าเทพเจ้านั่นเอง

ในสมัยโบราณชาวญี่ปุ่นจะยอมรับการมีอยู่ของบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าในทุกสรรพสิ่งบนโลก เช่น ภูเขา ต้นไม้ ล้วนแต่มีเทพเจ้าหรือวิญญานต่างๆ สิงสถิตอยู่ แม้วิญญาณเหล่านั้นจะมีรูปลักษณ์เป็นโอนิที่ดูน่าหวาดกลัว แต่หากไม่คิดทำร้ายมนุษย์และคอยทำหน้าที่ปกปักรักษาสรรพสิ่งต่างๆ ก็จะถูกเคารพในฐานะที่เป็นเทพเจ้าเช่นกัน ด้วยเหตุนั้น คำว่า “โอนิ” จึงอาจหมายถึงยักษ์ที่ได้รับกราบไหว้บูชาในฐานะที่เป็นเทพเจ้าที่คอยปกปักรักษาภูเขาหรือพื้นดินให้รอดพ้นจากภัยต่างๆ ด้วย

ตามตำนานกล่าวว่า ลักษณะเด่นของโอนิประเภทนี้คือ มีดวงตาเพียงดวงเดียว และจะคอยใช้ความสามารถพิเศษเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ โดยทั่วไปผู้คนจะนับถือโอนิประเภทนี้ในฐานะที่เป็นเทพเจ้าแห่งภูเขา

สรุปเนื้อหาจาก : thegate12