ระบบคู่ชีวิต (Partnership Oath System) กฎหมายเพื่อ LGBT ในญี่ปุ่น

lgbt

“ระบบคู่ชีวิต” (Partnership Oath System, パートナーシップ宣誓制度) ของญี่ปุ่นเป็นระบบที่แต่ละหน่วยงานท้องถิ่นจะออกใบรับรองยืนยันความสัมพันธ์คู่รักเพศเดียวกัน โดยริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 ในเขตชิบูย่าและเขตเซตากาวะ กรุงโตเกียวเป็นสองที่แรก ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความพยายามในการผลักดันให้กฎหมายญี่ปุ่นรองรับการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันอยู่

ในโอกาส Pride Month นี้ มาดูกันว่าระบบคู่ชีวิตของญี่ปุ่นถูกใช้อย่างกว้างขวางมากขนาดไหน และมีข้อจำกัดอะไรบ้างที่ต่างกับการสมรสกัน

pride month

ระบบคู่ชีวิตคืออะไร

ระบบคู่ชีวิต “Partnership Oath System” หรือ “Partnership Certification System” (パートナーシップ証明制度) เป็นระบบที่เริ่มขึ้นในปี 2015 ปัจจุบันมีหน่วยงานท้องถิ่นที่รับรองระบบคู่ชีวิตในญี่ปุ่นมากกว่า 200 ที่ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่อย่างซัปโปโร โยโกฮามา ฟุคุโอกะ ฯลฯ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรกว่าหนึ่งแสนคนทั้งสิ้น หรือระดับจังหวัดอย่าง โอซาก้า อาโอโมริ อาคิตะ อิบารากิ กุนมะ มิเอะ ฯลฯ รวมถึงเมืองที่มีขนาดเล็กๆ ด้วย (ดูข้อมูลเพิ่มเติมแบบเข้าใจง่ายๆ ได้ที่เว็บไซต์ minnano-partnership.com) เรียกได้ว่าถึงจะยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่หน่วยงานท้องถิ่นที่รับรองระบบคู่ชีวิตก็อยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรทั้งประเทศรวมกว่าร้อยละ 50

คู่ที่จะได้รับการรับรองในระบบนั้นจะต้องผ่านเงื่อนไขต่างๆ เช่นมีอายุมากกว่า 20 ปี อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการรองรับ และต้องไม่มี Partner หรือคู่สมรสอื่นเป็นต้น คู่ที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์และใบทะเบียนที่สามารถใช้ในการหาที่อยู่อาศัย สิทธิ์ในการเข้าเยี่ยมผู้ป่วย หรือการยอมรับการผ่าตัดให้กับคู่ของตนได้

นอกจากระบบคู่ชีวิตแล้ว ยังมีอีกระบบหนึ่งที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ “ระบบครอบครัวคู่ชีวิต” (Partnership Family System, パートナーシップ・ファミリーシップ制度) ที่เริ่มขึ้น ณ จังหวัดเฮียวโกะในปี 2021 ซึ่งเป็นระบบที่รองรับบุตรของคู่รักเพศเดียวกัน และเอื้อให้คู่รักสามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาของบุตร รวมถึงไปรับบุตรที่โรงเรียนด้วยตนเองได้ด้วย

ทำไมถึงมีการเรียกร้องให้มีสมรมเท่าเทียม ระบบคู่ชีวิตนั้นไม่เพียงพอหรือ?

ถึงอย่างนั้น ระบบคู่ชีวิตนี้ไม่ได้ครอบคลุมทุกสิทธิประโยชน์และยังมีอีกหลายสิทธิ์ที่กฎหมายยังไม่รับรอง เช่น การรับมรดกหรือเงินประกันของคู่ของตนที่จะไม่สามารถรับได้หากไม่มีการทำพินัยกรรมไว้ รวมถึงหากทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตก็ไม่สามารถเข้าไปเฝ้าดูแลคู่ของตนได้ อีกทั้งระบบคู่ชีวิตยังไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายที่กำหนดให้เจ้าของบ้านเช่า/ที่ดิน หรือโรงพยาบาลต้องรองรับสิทธิ์ของคู่รักแม้ว่าจะมีการแสดงใบทะเบียนยืนยันแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ในเขตเมืองที่มีการรองรับก็มีการสนับสนุนให้ทางเจ้าของบ้านเช่า/ที่ดิน โรงพยาบาล และบริษัทอื่นๆ รองรับสิทธิ์ของคู่รักที่ได้รับการจดทะเบียนอยู่

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถทำได้เหมือนคู่สมรส เช่น หากอีกฝ่ายเสียชีวิตก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้ปกครองบุตรของอีกฝ่าย หรือหากคู่เป็นชาวต่างชาติ ก็ไม่สามารถทำวีซ่าในฐานะคู่สมรสเพื่อพำนักในประเทศญี่ปุ่นได้เป็นต้น จะเห็นได้ว่าแต่ละอย่างเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมควรให้มีการสมรสเท่าเทียมมากกว่าที่จะเป็นแค่ระบบคู่ชีวิต

ถึงจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่จะเห็นได้ว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เอื้ออำนวยต่อคู่รักเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายหรือทางสังคม ทั้งๆ ที่เป็นความรักเหมือนกันแต่สิทธิ์ที่ได้รับกลับไม่เท่าเทียมเพียงเพราะไม่ใช่ความรักที่มาจากคู่ชายหญิง ได้แต่หวังว่าในอนาคต ทุกประเทศรวมถึงประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับทุกคนทุกเพศอย่างเท่าเทียม เป็นโลกที่ผู้คนมีสิทธิที่จะสามารถรักคนคนหนึ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพศอะไรก็ตาม

สรุปเนื้อหาจาก marriageforall, gooddo, outjapan