“ร้อง เล่น เต้นระบำ” พัฒนาการของศิลปะการแสดงในบริบทประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ได้นำเสนอบทความเรื่อง “คนญี่ปุ่นมาจากไหน” กันไปแล้วนะครับ วันนี้จะขอนำเสนอเนื้อหาจากบทสัมภาษณ์อีกอันหนึ่งของศาสตราจารย์เกียรติคุณ โอคิอุระ คาซุเทรุ ว่าด้วยพัฒนาการของศิลปะการแสดงในบริบทประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคโบราณกันนะครับ

“ศิลปะการแสดง” นั้นมาจากความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา

คนสมัยนี้มองว่า “ศิลปะการแสดง” นั้นมีไว้เพื่อความบันเทิง กล่าวคือมีไว้ชมดูหรือฟังเพื่อความเพลิดเพลินคลายเครียด แต่ในยุคโบราณนั้น การร้อง เล่น เต้นระบำ นั้น มันเป็นเสมือนวิธีการ “สื่อสาร” กับโลกของผีสางเทวดา ผ่านการเข้าสู่สภาวะ “บ้าคลั่ง” พูดง่ายก็คือร้องเข้าไป เต้นเข้าไป ดิ้นให้มัน “หลุดโลก” ซึ่งมนุษย์ตั้งแต่ยุคหินนั้น เชื่อเรื่องผีสางเทวดา เชื่อว่าทุกสิ่งรอบตัว ดิน ภูเขา แม่น้ำ ทะเล ป่าไม้ ล้วนมีผีสางเทวดาสถิตอยู่ ชีวิตคนยุคหินที่ไม่มีเทคโนโลยีต้องพึ่งลมพึ่งฝนพึ่งแสงแดดให้พืชผลงอกงามมีกิน เวลาเกิดภัยธรรมชาติก็ว่าเทพเจ้าพิโรธ ก็ต้องไหว้บูชาเทพเจ้า ในหมู่มนุษย์ (เช่นในเผ่า ในหมู่บ้าน) ก็ต้องมีใครสักคนเป็น “หมอผี” ทำตัวเป็นสื่อกลางคอยสื่อสารโต้ตอบกับเทพเจ้า เกิดเป็นพิธีกรรมต่างๆ และจากจุดนั้นแหละที่เรื่องเกิดการ “ร้อง เล่น เต้นระบำ” ขึ้นมา

พอสังคมมนุษย์เริ่มพัฒนาไปมากกว่ายุคหิน ในแผ่นดินญี่ปุ่น พอเวลาผ่านมาจากยุคโจมงมาถึงยุคยาโยอิ สังคมมนุษย์ก็เริ่มมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ เกิด “นักรบ” ซึ่งได้กลายเป็น “ผู้มีอำนาจ” พอมีผู้มีอำนาจ สังคมก็เกิดการแบ่งชนชั้นชัดเจนขึ้น และการ ร้อง เล่น เต้นระบำ ก็เริ่มกลายเป็น “อาชีพเฉพาะทาง” ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนทักษะ มีรายละเอียดปราณีตซับซ้อนขึ้นไปด้วย พวกนักระบำรำฟ้อนก็เกิดมีขึ้นเป็นอาชีพเฉพาะทางเอาไว้บูชาเทพเจ้า เอาไว้แสดงให้ผู้มีอำนาจชมดูเพื่อความบันเทิง หรือเพื่ออวดอำนาจแก่ผู้มาเยือนชาวต่างชาติ ว่าเราเป็นชนชาติที่ “มีวัฒนธรรม”

จากการบวงสรวงเทพเจ้า สู่ความบันเทิงมหาชน

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า ศิลปะการแสดงเกิดจากพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า และได้มารับใช้ให้ความบันเทิงแก่ “ชนชั้นผู้มีอำนาจ” พอวันไหนมีพิธีบวงสรวงก็ต้องจัดแสดงละครโนห์ (能) หรือมีการฟ้อนรำ ซึ่งมาถึงตอนนี้ ในนัยหนึ่งก็คือเป็นการ “สื่อสาร” กับเทพเจ้า เพื่อขอพรให้สมหวัง แต่บางทีก็ถูกใช้เป็นกุศโลบายเพื่อบอกบุญเรี่ยไรญาติโยมให้มาบริจาคช่วยสร้างหรือบูรณะ จะศาลเจ้าชินโตก็ดี วัดพุทธหรือพระพุทธรูปก็ดี ในยุคนั้นสำหรับชาวบ้านร้านตลาดนั้น ชีวิตหาความบันเทิงไม่ค่อยได้ ดังนั้นการที่ได้มาดูการร้อง เล่น เต้นระบำ ตามงานต่างๆ ในวัดหรือศาลเจ้าจึงเป็น “ความบันเทิง” ที่หาได้ยาก

ต้นแบบละครโนห์นั้นเกิดในยุคเฮอัน แต่มาถูกทำให้เป็นศิลปะการแสดงบนเวทีจริงๆ จังๆ ก็ล่วงมาถึงยุคมุโรมาจิแล้วโดยสองพ่อลูกคันอามิและเซอามิ (観阿弥・世阿弥) อย่างไรก็ดี แม้ละครโนห์นั้นแรกเริ่มเดิมทีจะเกิดมาจาก “ชาวบ้าน” แต่ด้วยความที่พวกชนชั้นสูงเกิดชอบอกชอบใจ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นของสำหรับชนชั้นสูงไป แต่ทั้งนี้ นักแสดงละครนั้นก็ยังเป็น “คนชั้นต่ำ” อยู่ดี ตัวเซอามิเองแม้จะเป็นยอดศิลปิน แต่ก็ถูกชนชั้นสูงเรียกว่าเป็น “วณิพก” เป็นคนจนหมอนหมิ่นใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรไปยังที่ต่างๆ ชั่วชีวิต (เซอามิเองนั้นด้วยความที่รู้ว่าตนถูกเหยียดหยามว่าคนชั้นต่ำ จึงเคยแต่งผลงานที่ชื่อว่า “สามคนทราม” (ซันฮิเซ็น 三卑賤) ที่เล่าเรื่องของชาวประมงหรือนายพรานที่ตกนรกแล้วได้พระภิกษุมาช่วย ซึ่งเป็นการ “สวนกระแสความเชื่อ” ในเรื่องศีลข้อปาณาติบาต (ว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป) ว่าแม้แต่คนที่ตกนรกเพราะผิดศีลข้อปาณาติบาต พระพุทธองค์ยังทรงเมตตาช่วยให้รอดจากนรกได้)

ในยุคมุโรมาจินั้น เกิดกิจกรรมและการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต เช่น การใช้เหล็ก การหักร้างถางพงซึ่งทำให้ผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น เกิดช่างฝีมือต่างๆ เกิดการผลิตสินค้าเพื่อขายในตลาด มีเทคโนโลยีการพิมพ์ (รับมาจากจีนผ่านคาบสมุทรเกาหลี) แต่ถึงอย่างนั้น อาชีพ ร้อง เล่น เต้นระบำ ก็ยังถูกมองว่า “ต่ำ” เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้สร้าง “ผลผลิต” อย่างชาวนาที่ปลูกข้าว ถูกมองว่าต่ำยิ่งกว่าพ่อค้าหรือช่างฝีมือเสียอีก

อย่างไรก็ดี อย่างไรเสียคนเราก็ต้องการ “ความบันเทิง” และด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคต่อมา คือยุคโมโมยามะนั้น สถาบันทางศาสนา (โดยเฉพาะวัดพุทธ) กลายเป็นเป้าของผู้มีอำนาจอย่างโอดะ โนบุนากะ จนถึงโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ด้วยเหตุนี้อำนาจของสถาบันศาสนาจึงเสื่อมถอย การจะจัดให้มีการร้อง เล่น เต้นระบำในวัดหรือศาลเจ้าก็ถูกจำกัดอย่างหนัก จนนักแสดงตามวัดตามศาลเจ้าต้องขยับออกมาหากินข้างนอกโดยตั้ง “โรงละคร” เพื่อมุ่งขายความบันเทิงให้ชาวบ้าน ซึ่งเมื่อออกมาหากินข้างนอก ขายความบันเทิงที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของศาสนาหรือพิธีกรรมอีกต่อไป ก็จำเป็นต้องสร้างสรรค์รูปแบบของการแสดง (ความบันเทิง) ใหม่ๆ เพื่อสนองรสนิยมชาวบ้านตามสมัย อย่างเช่น “คาบูกิ” (歌舞伎) หรือ “ละครหุ่น” (นินเกียวโจรูริ 人形浄瑠璃)”

“คาบูกิ” จากละครของ “พวกนอกคอก” กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

คำว่า “คาบูกิ” นั้น หมายถึง “ละครที่เล่นเป็นพวก “คาบูกิโมโนะ” คำว่า “คาบูกิ” ในที่นี้แผลงจากคำว่า “คาบุกุ” (傾く) ที่เดิมหมายถึงการประพฤติตัวปล่อยตัวไปตามใจฉัน ซึ่งไปๆ มาๆ กลายเป็นคำใช้เรียกคนที่แต่งตัวแฟชั่นเวอร์ๆ ทำตัวนอกคอกนอกลู่ไม่สนไม่แคร์ระเบียบสังคมว่า “คาบูกิโมโนะ” (かぶき者 บ้างก็เขียน 傾奇者) (ซึ่งเปรียบได้กับพวก “พังค์” ในอังกฤษยุค 70—ผู้เขียน)

Okuni with cross dressed as a samurai
อิซุโมะ โนะ โอคุนิ คนิ คนคิดทำละครคาบูกิ แต่งกายเลียนแบบพวกคาบูกิโมโนะ ที่มา wikipedia

ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป จากละครแต่งกายเลียนแบบ “พวกนอกคอก” กลายเป็น “สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น” ไปเสียอย่างนั้น

และจากยุคมุโรมาจินี่แหละครับที่เป็นจุดเริ่มของ “ความบันเทิงสำหรับชาวบ้าน” เพื่อการ “คลายเครียด” ซึ่งกลายเป็นความหมายของ “ความบันเทิง” ในความเข้าใจรับรู้ของคนยุคปัจจุบันทั่วโลก

มาถึงตรงนี้แล้ว นึกถึงฉากในหนังเรื่องเคนชินภาคสอง ตอนที่เคนชินกับคาโอรุไปนั่งดูละครคาบูกิ เห็นตัวละคร “บัคคิวไซ” (ล้อเลียนบัตโตไซ) ตัวละครนั้นก็เล่นเป็นตัวร้ายตลกๆ ทำท่าเปิ่นเทิ่นต่างๆ นานา คนดูก็พากันหัวเราะหัวไห้ เคนชิน หรือ อดีต “บัตโตไซ” ตัวจริงยังพลอยหัวเราะไปด้วย นี่แหละครับ “ความบันเทิงของชาวบ้าน”

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างใด หรือจะเปรียบกับพัฒนาการของศิลปะการแสดงของไทยเราอย่างไรก็ฝากไว้ให้ลองคิดกันนะครับ

สรุปเนื้อหาจาก jinken