จากริวกิวสู่โอกินาวา: จากอาณาจักรสู่เมืองขึ้นของญี่ปุ่น

เมื่อได้ยินว่าจังหวัดโอกินาวา (沖縄県) เคยเป็นอาณาจักรริวกิว (琉球王国) มาก่อน เป็นธรรมดาที่เราจะสงสัยกันว่าอาณาจักรหนึ่งกลายเป็นจังหวัดของอีกประเทศได้อย่างไร วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่าอาณาจักรริวกิวเปลี่ยนเป็นจังหวัดโอกินาวาอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันได้อย่างไรค่ะ เพื่อนๆ อาจจะต้องหาที่นั่งอ่านสงบๆ สักที่ก่อนเพราะเรื่องมันยาวค่ะ

อาณาจักรแห่งทะเลตอนใต้

ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนค่ะว่าอาณาจักรริวกิวเป็นอาณาจักรแบบไหนกัน อาณาจักรริวกิวหรือในภาษาถิ่นคือ “ลูจูคุคุ (琉球國)” เป็นอาณาจักรที่เป็นเอกเทศ มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองชูริ (首里) เกาะโอกินาวา (沖縄本島) และมีอาณาเขตครอบคลุมเกาะอื่นในบริเวณใกล้เคียงเช่นเกาะอามามิ (奄美諸島) เกาะมิยาโกะ (宮古島) และเกาะอิชิกาคิ (石垣島) เป็นต้น มีภาษาพูดเป็นของตัวเองคืออุจินากุจิ (うちなーぐち) และใช้อักษรจีนในการเขียนบันทึกค่ะ

นอกจากการใช้อักษรจีน อาณาจักรริวกิวยังรับอิทธิพลอื่นๆ มาจากจีนอีกด้วยค่ะ เช่นการแต่งกาย ชามะลิ และสถาปัตยกรรม ทั้งยังทำการค้าและเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนด้วยระบบจิ้มก้อง (冊封) เหมือนกับประเทศไทยในสมัยก่อน นั่นคือการส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้จักรพรรดิแห่งจีนเพื่อแสดงไมตรี ซึ่งทางจักรพรรดิที่ถือว่าประเทศนั้นๆ มาสวามิภักดิ์ก็จะพระราชทานความสะดวกทางการค้าและของกำนัลให้เป็นการตอบแทน นอกจากนี้เมื่ออาณาจักรริวกิวมีกษัตริย์องค์ใหม่ ทางจีนจะส่งผู้แทนองค์จักรพรรดิมาเข้าร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกเพื่อแสดงการยอมรับกษัตริย์องค์ใหม่

การบุกรุกของแคว้นซัทสึมะ

ในสมัยเอโดะ (江戸時代) แคว้นซัทสึมะ (薩摩藩) หรือปัจจุบันคือจังหวัดคาโกชิมะ (鹿児島県) นำทัพลงมายึดครองอาณาจักรริวกิวภายใต้การนำของชิมาสุ อิเอฮิสะ (島津 家久) หลังจากการรบกินเวลาสามเดือน แคว้นซัทสึมะก็ยึดครองเมืองหลวงคือเมืองชูริของอาณาจักรริวกิวได้สำเร็จในปีค.ศ. 1609

แผนที่แสดงลำดับเหตุการณ์การเข้ายึดครองริวกิวของซัทสึมะ

ริวกิวภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น

ผลจากการเข้ายึดครองของแคว้นซัทสึมะคืออาณาจักรริวกิวเสียเกาะอามามิและหมู่เกาะโทการะ (吐噶喇列島) ให้กับญี่ปุ่นและกษัตริย์โชเน (尚寧王) พร้อมรัฐมนตรีสามคนของราชสำนักริวกิวหรือ “ซันชิคัง (三司官)” ถูกพาตัวไปเป็นตัวประกันที่ซัทสึมะและต่อมาถูกส่งไปที่เมืองเอโดะจน 2 ปีให้หลังจึงถูกปล่อยตัวกลับหลังจากให้สัญญาว่าจะไม่ต่อต้านซัทสึมะ นอกจากนี้อาณาจักรริวกิวยังต้องปฏิบัติตามกฎ 15 ข้อ (掟十五条) ดังนี้

*ในวงเล็บคือจุดประสงค์ของกฎแต่ละข้อค่ะ

  1. ห้ามสั่งสินค้าจากจีนโดยไม่ได้รับคำสั่งจากซัทสึมะ (เพื่อชิงอำนาจทางการค้าของริวกิว)
  2. ห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการได้รับการศึกษา (เพื่อควบคุมกลุ่มชนชั้นปกครองในปัจจุบัน)
  3. ห้ามไม่ให้สตรีรับการศึกษา (เพื่อลดฐานะของนักบวชหญิงหรือโนโร (ノロ) และเหล่านางในลง)
  4. ห้ามรับคนใช้เป็นการส่วนตัว (เพื่อไม่ให้เกิดผู้มีอำนาจใหม่ขึ้นในริวกิว)
  5. ห้ามสร้างศาสนสถานเป็นจำนวนมาก (เพื่อจำกัดและควบคุมศาสนาและความเชื่อของริวกิว)
  6. ห้ามทำการค้ากับพ่อค้า (จากแคว้นอื่น) โดยที่ซัทสึมะไม่อนุญาต (เพื่อไม่ให้เกิดผู้มีอำนาจใหม่ขึ้นในริวกิว)
  7. ห้ามคนริวกิวมาค้าขายที่เกาะญี่ปุ่น (เพื่อไม่ให้เกิดผู้มีอำนาจใหม่ขึ้นในริวกิว)
  8. ต้องส่งส่วยและของบรรณาการอื่นๆ ให้กับซัทสึมะตามที่ถูกกำหนดไว้ (เพื่อลดอำนาจของราชสำนักริวกิว)
  9. ห้ามปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อื่นนอกเหนือจากสามรัฐมนตรี (เพื่อให้สามรัฐมนตรีเป็นฐานอำนาจให้กับซัทสึมะในริวกิว)
  10. ห้ามยัดเยียดให้ผู้อื่นซื้อขายกับตน (เพื่อลดอำนาจกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐของริวกิวซึ่งมักมีปัญหาการทุจริต)
  11. ห้ามทะเลาะเบาะแว้ง (เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งซึ่งอาจเกิดระหว่างคนริวกิวและคนจากซัทสึมะ)
  12. ให้ฟ้องร้องมายังคาโกะชิมะ (ซัทสึมะ) หากมีการขูดรีดประชาชนจากเจ้าหน้าที่รัฐ (เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในชนชั้นปกครองและแสดงให้เห็นว่าซัทสึมะมีความเที่ยงธรรม)
  13. ห้ามเดินเรือสินค้าจากริวกิวไปยังแคว้นอื่น (เพื่อผูกขาดผลประโยชน์ของการค้าขายกับริวกิวจากแคว้นอื่น)
  14. ห้ามใช้มาตราวัดอื่นนอกจากของญี่ปุ่น (เพื่อคุมเศรษฐกิจของริวกิวและเอื้ออำนวยความสะดวกให้พ่อค้าจากซัทสึมะ)
  15. ห้ามทำการใดที่เข้าข่ายการพนันหรือทุจริต (เพื่อลดอำนาจกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐของริวกิวซึ่งมักมีปัญหาการทุจริต)

จะเห็นได้ว่ากฎทั้ง 15 นี้ต่างมีไว้เพื่อตัดกำลังทั้งการค้าและการรวมอำนาจของชนชั้นปกครองในอาณาจักรริวกิว โดยสามารถจำแนกหมวดหมู่ของกฎออกได้เป็นสี่ส่วนหลักซึ่งได้แก่การค้า การปกครอง การจ่ายภาษี และการควบคุมจิตสำนึกค่ะ และนอกจากนี้ทางซัทสึมะยังส่งคนมาเฝ้าสังเกตการณ์ในอาณาจักรริวกิวด้วยค่ะ

แน่นอนว่าย่อมมีการต่อต้านจากทางริวกิวเป็นธรรมดา ไม่ใช่ทางการทหาร แต่เป็นการค้าค่ะ เช่นถ้าซัทสึมะสั่งให้ริวกิวนำเข้าสินค้าจากจีน ริวกิวจะไม่ให้ความร่วมโดยการซื้อของคุณภาพต่ำมาบ้าง หรือไม่ซื้อสินค้าที่ซัทสึมะสั่งเลยก็มีค่ะ

ภาพวาดเรือสินค้าของริวกิวที่เดินทางไปยังจีนในศตวรรษที่ 15

ซัทสึมะและญี่ปุ่นได้ประโยชน์อะไรจากการปกครองริวกิว?

ขึ้นชื่อว่าเป็นแคว้นที่รบและตีเมืองริวกิวซึ่งเป็นอาณาจักรหนึ่งมาเป็นเมืองขึ้นได้แล้ว ซัทสึมะจึงนับว่าเป็นหนึ่งในแคว้นที่มีอำนาจมากในสมัยเอโดะและยังเป็นแคว้นที่เชื่อมระหว่างริวกิวและรัฐบาลญี่ปุ่นค่ะ กล่าวคือรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกคำสั่งไปยังแคว้นซัทสึมะให้ถ่ายทอดคำสั่งไปยังริวกิว และหากเกิดเหตุในริวกิว แคว้นซัทสึมะจะทำหน้าที่รายงานให้รัฐบาลทราบค่ะ นอกจากนี้ซัทสึมะยังเป็นเส้นทางหลักให้ญี่ปุ่นค้าขายกับจีนได้ผ่านริวกิวในช่วงที่ราชวงศ์หมิง (明) ของจีนปิดกั้นการค้ากับญี่ปุ่นทำให้ซัทสึมะมีอำนาจทางเศรษฐกิจพอสมควรค่ะ

ในสมัยเอโดะจะมีระบบ “ซังคินโคไต (参勤交代)” ซึ่งเป็นระบบที่ให้เจ้าแคว้นต่างๆ เดินทางมาพำนักที่เมืองหลวงเพื่อแสดงความภักดีและตัดกำลังทรัพย์สินของแคว้นต่างๆ ไปในตัว

ภาพวาดซังคินโคไตของเจ้าแคว้นในญี่ปุ่น

แต่สำหรับริวกิวที่เป็นอีกอาณาจักรหนึ่งนั้น ถึงจะเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นแต่ก็ไม่ถูกบังคับให้ต้องแต่งกายแบบญี่ปุ่นในการเดินทางมาเอโดะ กลับกัน สำหรับริวกิวจะไม่ใช่ระบบซังคินโคไตแต่เป็น “เอโดะดะจิ (江戸立ち)” หรือ “เอโดะโนโบริ (江戸上り)” ค่ะ โดยคณะเดินทางจากริวกิวจะแต่งกายด้วยชุดทางการซึ่งคล้ายชุดแบบจีน ทั้งยังมีการแสดงพื้นเมืองตลอดขบวนการเดินทาง และจะเดินทางมาในสองกรณีได้แก่กรณีที่มีการผลัดแผ่นดินในริวกิวเพื่อแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลญี่ปุ่น และเมื่อมีการเปลี่ยนโชกุนเพื่อแสดงความยินดีกับโชกุนคนใหม่ค่ะ เหตุผลที่ทางญี่ปุ่นให้ริวกิวแสดงออกถึงวัฒนธรรมของตัวเองได้เช่นนี้ก็เพื่อแสดงให้ทั้งประชาชนและชาติอื่นๆ เห็นว่าญี่ปุ่นมีแสนยานุภาพและมีอาณาจักรอื่นอยู่ใต้อำนาจนั่นเองค่ะ โดยในประวัติศาสตร์มีการเดินขบวนเอโดะดะจิเป็นจำนวน 17 ครั้งด้วยกันค่ะ

ภาพวาดอุคิโยะเอะ (浮世絵) บันทึกการเดินขบวนเอโดะโนโบริ

ริวกิวใต้สองอำนาจ

มาถึงตรงนี้เราอาจจะลืมไปว่าถึงจะเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นแล้ว แต่ริวกิวก็ยังถือว่าสวามิภักดิ์กับจีนอยู่ด้วยระบบจิ้มก้องค่ะ ทำให้ถ้ามองสถานการณ์ของริวกิวแล้ว ถือว่าอยู่ใต้การปกครองของทั้งจีนและญี่ปุ่นค่ะ ถึงเช่นนั้นริวกิวปิดบังเรื่องการเป็นเมืองขึ้นจากจีนเนื่องจากหากจีนรู้ว่าริวกิวเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นก็จะยกเลิกการจิ้มก้องซึ่งเป็นรายได้หลักในเศรษฐกิจของริวกิวค่ะ อาจจะดูเหมือนเป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่ริวกิวยังถือว่าสามารถปกครองตนเองได้อยู่บ้าง เพียงแต่อยู่ภายใต้การกำกับของญี่ปุ่นค่ะ

และเป็นเช่นนี้จนเข้าสมัยเมจิ (明治時代) ที่เป็นทั้งหัวเลี้ยวหัวต่อของญี่ปุ่นและริวกิวค่ะ และเป็นช่วงเวลาที่ริวกิวจะถูกเปลี่ยนเป็นจังหวัดโอกินาวา (沖縄県) ค่ะ ไว้มาดูกันต่อในคอลัมน์หน้านะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
河出書房新社(2002)「島津氏の琉球支配」『図説 琉球王国』,pp.66-69
河出書房新社(2002)「江戸上り」『図説 琉球王国』,pp.69-74
河出書房新社(2002)「進貢貿易と冊封使」『図説 琉球王国』,pp.82-88
ne.jp/asahi

และรูปภาพจาก naha-machimageocitiesarchives.pref.okinawablogimggrapeekonotabi