“สามวิญญาณอาฆาต” ตำนานอาถรรพ์และเกมการเมืองญี่ปุ่น

เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมอื่น ญี่ปุ่นเองก็มีความเชื่อเรื่องวิญญาณอาฆาตหรือ “อนเรียว (怨霊)” อยู่ และในบรรดาเรื่องราววิญญาณอาฆาตทั้งหมดของญี่ปุ่นนั้น มี “สามวิญญาณอาฆาต (三大怨霊)” ที่เป็นตำนานของญี่ปุ่นอยู่

สามวิญญาณอาฆาตคือ?

ความพิเศษของสามวิญญาณอาฆาตที่ต่างจากตำนานวิญญาณอาฆาตอื่นๆ ก็คือวิญญาณอาฆาตทั้งสามต่างเป็นวิญญาณของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง ดังนั้นเรื่องราวการแก้แค้นของวิญญาณทั้งสามตนนี้จึงถูกผูกอยู่กับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอยู่ไม่มากก็น้อย โดยสามวิญญาณอาฆาตนี้ได้แก่ สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ (菅原道真) ไทระโนะ มาซาคาโดะ (平将門) และจักรพรรดิสุโตคุ (崇徳天皇)

สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ

สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะเคยเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาและคนสนิทในจักรพรรดิอุดะในสมัยเฮอัน ด้วยความสามารถในหลายแขนงทำให้สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะได้เลื่อนขั้นจนกลายเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งคานอำนาจกับตระกูลฟุจิวาระ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิอุดะทรงลาผนวชไม่นานหลังจากที่เขาได้ตำแหน่ง ขุนนางตระกูลฟุจิวาระจึงใช้โอกาสใส่ร้ายสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะจนเขาถูกเนรเทศไปยังเกาะคิวชู และหลังจากนั้นเพียง 2 ปี สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะก็เสียชีวิตลงในปีค.ศ. 903

สามปีหลังจากสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะเสียชีวิต ขุนนางตระกูลฟุจิวาระหลายคนที่มีส่วนร่วมในการเนรเทศของสึกาวาระต่างทยอยกันเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทั้งจากการถูกฟ้าผ่า โรคร้าย หรือบางคนก็หายสาบสูญไป ไม่เว้นแม้แต่มงกุฎราชกุมารของราชสำนักก็ยังสิ้นพระชนม์ไปด้วย จนเริ่มมีข่าวลือว่านี่คือคำสาปของสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ และยิ่งเวลาผ่านไปความรุนแรงก็ยิ่งทวีคูณ เช่นเหตุการณ์ฟ้าผ่าในเขตพระราชฐานชั้นในทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากรวมถึงขุนนางตระกูลฟุจิวาระ ความเชื่อเรื่องคำสาปจึงยิ่งมีมากขึ้น

ทางพระราชสำนักจึงประกาศให้โทษเนรเทศของสึกาวาระเป็นโมฆะและสร้างศาลเจ้าเท็นมังงูเพื่อบูชาสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะในฐานะเทพแห่งความรู้และการศึกษาหรือเทพเท็นจิน เพื่อให้วิญญาณของสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะสงบลง

ศาลเจ้าเท็นมังงูของเทพเท็นจินเป็นศาลเจ้าที่พบได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น มีวัวเป็นสัตว์เทพประจำศาลเจ้า

ไทระโนะ มาซาคาโดะ

ไทระโนะ มาซาคาโดะเป็นหนึ่งในซามูไรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยเฮอัน เขาเกิดในตระกูลไทระซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจพอสมควร อย่างไรก็ตาม ไทระโนะ มาซาคาโดะมีปัญหาแย่งชิงมรดกที่ดินบิดาของตนกับคนในตระกูล จนเขาถูกเรียกตัวไปยังราชสำนักเพื่อรับการไต่สวนอยู่บ่อยครั้ง

จนครั้งหนึ่งเขาได้ขัดหมายเรียกจากราชสำนักและเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ แทน ถึงอย่างนั้นไทระโนะ มาซาคาโดะกลับปฏิบัติต่อชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่มองเขาว่าเป็นผู้ที่มาช่วยเหลือและยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ฝ่ายราชสำนักที่เกรงว่าไทระโนะ มาซาคาโดะจะสั่งสมอำนาจจึงประกาศให้เขาเป็นกบฏ กองทัพของไทระโนะ มาซาคาโดะถูกลอบโจมตี และไทระโนะ มาซาคาโดะถูกตัดศีรษะนำกลับไปเสียบประจานยังเมืองหลวงที่เกียวโต

มีเรื่องเล่าว่าแม้ศีรษะของไทระโนะ มาซาคาโดะจะถูกเสียบประจานอยู่เป็นเดือนแต่ศีรษะนั้นกลับไม่เน่าลงแม้แต่น้อย ทั้งดวงตาของศีรษะนั้นยังดูดุดันขึ้นและริมฝีปากก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยแสยะยิ้ม และทุกคืนจะมีคนได้ยินเสียงศีรษะตะโกนว่าเรียกหาร่างของตัวเอง จนคืนหนึ่งศีรษะของไทระโนะ มาซาคาโดะเรืองแสงขึ้นและลอยไปยังทางจังหวัดชิโมอุสะ (จังหวัดจิบะและอิบารากิในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกฆ่า แต่ระหว่างทางศีรษะกลับตกลงที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาหมู่บ้านแห่งนั้นได้กลายเป็นเมืองเอโดะ

ชาวบ้านที่พบศีรษะได้ทำความสะอาดศีรษะและทำพืธีฝังให้พร้อมกับสร้างศาลเจ้าขึ้นบนหลุมศพ ไทระโนะ มาซาคาโดะได้รับการเคารพบูชาในฐานะนักรบและสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านความอยุติธรรมจากราชสำนักและชนชั้นสูง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของไทระโนะ มาซาคาโดะยังมีจนถึงปัจจุบัน เช่น เหตุการณ์อาถรรพ์เมื่อกระทรวงการคลังสร้างทับบริเวณศาลเจ้าเป็นการชั่วคราวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแถบคันโตในปีค.ศ. 1928

ศาลเจ้าคันดะ มีเทพไดโคคุเท็น เทพเอบิสุ และไทระโนะ มาซาคาโดะ และเป็นเทพประจำศาลเจ้า

จักรพรรดิสุโตคุ

จักรพรรดิสุโตคุเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 75 ของญี่ปุ่นและมีบทบาทในสงครามชิงอำนาจในพระราชสำนักที่เรียกว่า “การปฏิวัติโฮเก็น (保元の乱)” ซึ่งสงครามกลางเมืองในครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจักรพรรดิสุโตคุ โดยจักรพรรดิสุโตคุถูกเนรเทศออกจากเกียวโตไปยังจังหวัดซานุกิ (จังหวัดคางาวะในปัจจุบัน)

จักรพรรดิสุโตคุทรงออกผนวชและอุทิศชีวิตที่เหลือในการคัดพระคัมภีร์ส่งกลับไปยังเกียวโต แต่ราชสำนักกลับปฏิเสธพระคัมภีร์ที่จักรพรรดิสุโตคุส่งกลับมาให้ด้วยกลัวว่าจักรพรรดิสุโตคุจะพยายามสาปราชสำนักผ่านคัมภีร์เหล่านี้ โดยมีเรื่องเล่าว่าจักรพรริสุโตคุได้กัดลิ้นตนเองและใช้เลือดเขียนคำสาปลงในพระคัมภีร์ หลังจากนั้นไม่นานจักรพรรดิสุโตคุทรงสิ้นพระชนม์ลง โดยมีเรื่องเล่าว่าจักรพรรดิสุโตคุทรงตรัสไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ว่า “เราจะเป็นจอมมารแห่งแผ่นดินญี่ปุ่นที่คอยสาปส่งราชวงศ์” และเมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิสุโตคุไปถึงเมืองหลวง ราชสำนักญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ให้ใครไว้อาลัยแก่จักรพรรดิสุโตคุและทางราชสำนักจะไม่จัดพิธีศพให้เป็นอันขาด

หลังจักรพรรดิสุโตคุสิ้นพระชนม์พระศพก็ยังไม่ถูกเผาในทันทีเนื่องจากต้องรอคำสั่งจากทางการ ที่น่าแปลกคือแม้ว่าจะผ่านไปแล้วเกือบเดือนแต่พระศพก็ยังไม่เน่าสลาย จนกระทั่งเมื่อมีการขนโลงศพมาเพื่อบรรจุพระศพ ก็มีพายุลูกใหญ่พัดเข้ามา ทำให้ทุกคนในบริเวณต้องทิ้งโลงศพไว้และหาที่หลบพายุ จนเมื่อพายุผ่านไปจึงพบว่าพื้นหินรอบๆ บริเวณเปียกไปด้วยน้ำฝนสีแดงที่ดูเหมือนเลือดอยู่ และเมื่อถวายพระเพลิงพระศพ เมฆสีดำก็ก่อตัวเหนือกรุงเกียวโตซึ่งเชื่อกันว่ากลุ่มเมฆนี้เป็นเขม่าควันจากพระอัฐิ หลังจากนั้นภัยพิบัติต่างๆ ก็เกิดขึ้นในกรุงเกียวโต เริ่มจากสมาชิกในพระราชวงศ์ต่างสิ้นพระชนม์กะทันหัน และเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเกียวโตทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้อำนาจของราชสำนักอ่อนแอลง จนนำไปสู่การเปลี่ยนอำนาจจากจักรพรรดิมาสู่โชกุน ซึ่งการเสียอำนาจของระบบจักรพรรดินี้ว่ากันว่าเป็นคำสาปของจักรพรรดิสุโตคุนั่นเอง

อนุสรณ์จักรพรรดิสุโตคุในศาลเจ้าชิรามิเนะ จังหวัดเกียวโต

แม้ว่าเรื่องราวของสามวิญญาณอาฆาตจะเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติและอาถรรพ์ต่างๆ แต่เมื่อมองผ่านความเหนือธรรมชาติที่ถูกเสริมเข้ามา เราอาจจะมองได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วเรื่องเล่าเหล่านี้ต่างเป็นเรื่องราวของความรุนแรงในเกมการเมืองในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ยังคงถูกเล่าต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สรุปเนื้อหาจาก: usefultopic