เชกสเปียร์ สัญลักษณ์วัฒนธรรมตะวันตกในญี่ปุ่น

ในบริบทของญี่ปุ่น วิลเลียม เชกเสปียร์ (William Shakespeare) มักถูกเปรียบเสมือนจิคามัตสึ มอนซาเอมอน (近松 門左衛門) นักเขียนบทละครหุ่นโจรุริ (浄瑠璃) ชื่อดังของญี่ปุ่น แต่นอกจากนี้ ผลงานของเชกสเปียร์ยังถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับบริบทของญี่ปุ่นและยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนญี่ปุ่นในช่วงปฏิรูปเมจิอีกด้วย

เชกสเปียร์ สัญลักษณ์วัฒนธรรมตะวันตกในญี่ปุ่น

จากหน้ากระดาษ สู่หน้าต่างสู่โลกตะวันตก

บทความ “Shakespeare and Japan” ของคาวาจิ โยชิโกะ (Kawachi Yoshiko) ระบุว่า ผลงานของเชกสเปียร์เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกก่อนการปิดประเทศของญี่ปุ่นเมื่อปี 1600 แต่ถูกนำมาเผยแพร่อย่างกว้างขวางในช่วงปฏิรูปเมจิปี 1868 โดยชีวประวัติของเชกสเปียร์ถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ในปี 1871

ไม่นานหลังจากนั้นบทละครคาบุกิของแฮมเลต (Hamlet) ชื่อ “คาบุกิตะวันตก แฮมเล็ต (西洋歌舞伎ハムレット)” ก็ถือกำเนิดขึ้น ตามด้วยผลงานเรื่องเวนิสวานิช (The Merchant of Venice) ที่ถูกนำมาดัดแปลง ซึ่งผลงานเรื่องเวนิสวานิชเป็นที่นิยมในช่วงนั้น เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังพยายามปรับระบบกฎหมายและศาลยุติธรรมของญี่ปุ่นให้เท่าทันชาติตะวันตก ทำให้ประชาชนสนใจระบบกฎหมายชาติตะวันตกที่เห็นได้ในฉากพิพากษาคดีในบทละครเรื่องนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลในญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกันคือผลงานเรื่องโศกนาฏกรรมแห่งจูเลียส ซีซาร์ (The Tragedy of Julius Caesar) ที่ถูกนำมาแปลหลายฉบับและได้รับความนิยมเพราะเนื้อหามีความสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองในญี่ปุ่น

ดังนั้น ผลงานเชกสเปียร์ในช่วงสมัยเมจิจึงทำหน้าที่เหมือนสื่อที่นำวัฒนธรรมและแนวคิดตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่น ทั้งยังถูกนำมาผูกเข้ากับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของญี่ปุ่นที่พยายามตามชาติตะวันตกให้ทันอีกด้วย

เชกสเปียร์และการสำรวจจิตใจของญี่ปุ่น

เชกสเปียร์และการสำรวจจิตใจของญี่ปุ่น

แฮมเลต เป็นบทละครโศกนาฏกรรมของเชกสเปียร์ที่ถูกนำมาแปล ดัดแปลง และแสดงหลายครั้งในญี่ปุ่น โดยการเข้ามาของบทละครแฮมเลตสอดคล้องกับการปรับวรรณกรรมญี่ปุ่นให้มีความตะวันตกมากขึ้น และบทพูด “To be, or not to be” เป็นบทพูดที่มีอิทธิพลต่อการมองโลกของญี่ปุ่นสมัยใหม่เพราะเป็นบทพูดที่แสดงถึงการตั้งคำถามต่อตัวตนและความสับสนในจิตใจ บทพูดนี้ถูกแปลโดยดัดแปลงคำพูดใหม่เช่น “จะอยู่ หรือจะตาย (生きるか死ぬか)” และอื่นๆ เป็นต้นเพื่อให้เข้ากับบริบทของญี่ปุ่น

ในด้านของวรรณกรรม แฮมเลตถูกนำมาเขียนใหม่โดยนักเขียนชื่อดังของยุค เช่น “บันทึกของคลอดิอุส (クローディヤスの日記)” โดยชิงะ นาโอยะ (志賀 直哉) ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1912 ที่เขียนใหม่จากมุมมองของคลอดิอุส (Claudius) ที่ฆ่าพี่ชายของตนเพื่อชิงบัลลังก์ ซึ่งฉบับนี้เขียนโดยแสดงให้เห็นความสับสนของคลอดิอุส ทั้งจากความรักของตนที่มีต่อเกอร์ทรูด (Gertrude) แม่ของเจ้าชายแฮมเล็ต และความไม่ไว้วางใจว่าแฮมเลตอาจจะล้มอำนาจของตนในภายหลังได้

อีกฉบับหนึ่งที่น่าสนใจคือบทละครดัดแปลงโดยดาไซ โอซามุ (太宰治) ในปีค.ศ. 1941 ชื่อ “แฮมเลตฉบับใหม่ (新ハムレット)” ที่เขียนในรูปแบบบทละครสำหรับอ่านโดยเฉพาะ (lesedrama) ในฉบับนี้แฮมเลตเป็นตัวละครชายที่ชอบเที่ยวผู้หญิงและเป็นลูกชายที่ไม่ได้เรื่อง โดยแฮมเลตมองคลอดิอุส (อาของตน) ว่าเป็นคนดีแต่อ่อนแอ ในขณะที่คลอดิอุสอยากจะผูกมิตรกับแฮมเลต ต่างจากต้นฉบับที่แฮมเลตคิดจะฆ่าคลอดิอุสเพื่อล้างแค้นให้บิดาของตน ในตอนจบของเรื่องเกอร์ทรูด (แม่ของแฮมเลตที่แต่งงานใหม่กับคลอดิอุส) ฆ่าตัวตายเมื่อรู้ความจริงว่าคลอดิอุสเป็นคนฆ่าสามีของตน โดยที่แฮมเลตและคลอดิอุสไม่ได้ตายเหมือนในต้นฉบับแต่อย่างใด ความน่าสนใจในฉบับนี้คือการนำเสนอคลอดิอุสในฐานะตัวละครที่มีมิติของตัวละครร้ายสมัยใหม่

นอกจากทั้งสองฉบับนี้ยังมีผู้เขียนที่นำเรื่องแฮมเลตมาเขียนใหม่อีกหลายฉบับ โดยผลงานเหล่านี้มักถูกตีพิมพ์ในช่วงปีค.ศ. 1912-1955 ซึ่งตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่นและทั้งโลกกำลังผ่านสงครามโลกทั้งสองครั้ง แฮมเลตจึงเป็นผลงานที่น่าสนใจในฐานะเรื่องที่ถูกหยิบมาเขียนใหม่ในภาวะสงครามของญี่ปุ่น ซึ่งอาจสอดคล้องกับสภาวะจิตใจของคนญี่ปุ่น ณ ขณะนั้นที่ตั้งคำถามถึงการมีชีวิตอยู่และสภาพจิตใจมนุษย์ที่ยากจะหยั่งถึง

เชกสเปียร์บนจอเงินญี่ปุ่น

เชกสเปียร์บนจอเงินญี่ปุ่น

ถ้าพูดถึงผลงานเชกสเปียร์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นก็คงไม่พ้นผลงานเรื่อง “Throne of Blood (蜘蛛巣城)” และ “Ran (乱)” ของผู้กำกับคุโรซาวา อากิระ (黒澤明)

“Throne of Blood” (ค.ศ. 1957) เป็นผลงานดัดแปลงเรื่องโศกนาฏกรรมแห่งแมคเบธ (The Tragedy of Macbeth) บทละครว่าด้วยเรื่องของขุนนางชาวสก็อตแลนด์ที่ฆ่ากษัตริย์ของตนเพื่อชิงอำนาจ ในฉบับนี้ฉากหลังถูกปรับให้เป็นญี่ปุ่นในยุคสงครามกลางเมืองและแมคเบธกลายเป็นซามูไรแทน นอกจากนี้ การแสดงยังถูกปรับให้นักแสดงเคลื่อนไหวตามแบบละครโนแทน

“Ran” (1984) เป็นการดัดแปลงเรื่อง คิง เลียร์ (King Lear) เรื่องของกษัตริย์เลียร์ผู้ชราและตัดสินใจจะยกสมบัติให้ลูกสาวทั้งสาม โดยในฉบับนี้กษัตริย์เลียร์ถูกเปลี่ยนเป็นขุนนางในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 16 และเปลี่ยนความสัมพันธ์พ่อ-ลูกสาวให้เป็นพ่อ-ลูกชายเพื่อให้เข้ากับระบบศักดินาของญี่ปุ่น และเช่นเดียวกันกับเรื่อง Throne of Blood ผลงานเรื่องนี้ก็เป็นการใช้เทคนิคของละครโนในการเล่าเรื่อง ผลงานทั้งสองจึงมีความน่าสนใจในฐานะภาพยนตร์ที่ผูกเนื้อเรื่องวรรณกรรมตะวันตกและการแสดงแบบญี่ปุ่นไว้ด้วยกัน

เชกสเปียร์ใน Pop Culture ญี่ปุ่น

ในบรรดา Pop Culture ของญี่ปุ่น มังงะและอนิเมะคงจะเป็นแหล่งที่เราจะพบเค้าโครงของผลงานเชกสเปียร์ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึงแค่ในบางฉาก เช่น ฉากการแสดงละครเรื่องแฮมเลตที่แฝงการล้อเลียนใน Black Butler

หรือการนำทั้งโครงเรื่องมาสร้างใหม่ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่เรื่องอภิมหาบรรลัยกัลป์ (Blast of Tempest ) และ Romeo x Juliet

อภิมหาบรรลัยกัลป์ (2012)

อภิมหาบรรลัยกัลป์หรือ Blast of Tempest เป็นการนำเค้าโครงของพายุพิโรธ (The Tempest) มาสร้างใหม่เป็นเรื่องของโยชิโนะและมาฮิโระ เพื่อนสนิทที่พยายามตามหาตัวฆาตกรที่ฆ่าไอกะ น้องสาวของมาฮิโระ ด้วยความช่วยเหลือจากคุซาริเบะ ฮากาเสะ ผู้นำตระกูลคุซาริเบะที่ถูกทิ้งไว้บนเกาะร้างโดยคนในตระกูล

เรื่องนี้ยังคงเค้าโครงของเรื่องต้นฉบับให้เห็นในตัวละครเอกคือคุซาริเบะ ฮากาเสะที่เป็นจอมเวทย์ผู้ติดอยู่บนเกาะร้าง เช่นเดียวกันกับ พรอสเปโร (Prospero) จอมเวทย์เจ้าเมืองมิลานและลูกสาว มิรันดา (Miranda) ในต้นฉบับ โดยคุซาริเบะ ฮากาเสะเป็นตัวละครที่รวมทั้งพรอสเปโรและมิรันดาไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ในเนื้อเรื่องยังมีการอ้างถึงบทละครแฮมเลตอยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งทั้งเรื่องพายุพิโรธและแฮมเลตต่างเป็นเรื่องของการล้างแค้นที่เป็นอีกหนึ่งใจความสำคัญของอนิเมะเรื่องนี้

Romeo x Juliet (2007)

Romeo x Juliet เป็นการนำเรื่องโรเมโอและจูเลียต (Romeo and Juliet) มาเล่าใหม่ มีฉากอยู่ที่เมืองเนโอเวโรนา นครลอยฟ้าที่มีต้นไม้เอสคาลัสเป็นสิ่งที่ช่วยให้เมืองยังคงลอยอยู่ได้ เมืองเนโอเวโรนาเดิมถูกปกครองโดยตระกูลคาปูเล็ต แต่เลออนเตส มองตากิว บิดาของโรเมโอได้ฆ่าล้างตระกูลคาปูเล็ตและขึ้นครองแทน ซึ่งจูเลียตเป็นคาปูเล็ตคนสุดท้ายที่เหลืออยู่และต้องปลอมเป็นเด็กชายชื่อโอดินแทนเพื่อเอาตัวรอด

พล็อตที่จูเลียตเป็นทายาทที่แท้จริงของเนโอเวโรนาแต่ถูกตระกูลมองตากิวยึดอำนาจนั้นคาดว่าเป็นการดึงเค้าโครงมาจากเรื่องแฮมเลต และการที่จูเลียตต้องปลอมเป็นชายเพื่อหลบหนีก็มีเค้าโครงคล้ายกับโรซาลินด์ (Rosalind) ในเรื่องตามใจท่าน (As You Like It) จึงอาจมองได้ว่าอนิเมะเรื่องนี้เป็นการนำผลงานทั้งสามเรื่องของเชกสเปียร์มารวมกัน โดยมีโครงเรื่องโรเมโอและจูเลียตเป็นแกนหลัก

นอกจากนี้ อนิเมะยังเพิ่มตัวละครใหม่เข้าไปคือวิลลี่ นักประพันธ์เจ้าของโรงละครที่ตระกูคาปูเล็ตใช้หลบซ่อน ซึ่งตัวละครวิลลี่ก็คือวิลเลียม เชกสเปียร์นั่นเอง ดังนั้นอนิเมะฉบับนี้จึงเป็นการเล่าเนื้อเรื่องใหม่ด้วยตัวละครเดิมในบริบทที่แตกต่าง พร้อมกับจินตนาการให้เชกสเปียร์เป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วย

แม้ว่าผลงานของเชกสเปียร์จะถูกปรับแต่งจนต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิง หรือถึงขั้นถูกนำเสนอในฐานะบทล้อเลียนต้นฉบับบ้าง แต่การนำเสนอเชกสเปียร์ใน Pop Culture ของญี่ปุ่นถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างความคุ้นเคยและแนะนำเชกสเปียร์ให้ผู้อ่านรุ่นใหม่ได้รู้จักกันต่อไป ในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมตะวันตกในญี่ปุ่น

 

แหล่งข้อมูลที่ถูกอ้างอิง

Florman, Ben. “Hamlet Characters: Hamlet.” LitCharts. LitCharts LLC, 22 Jul 2013. Web. 20 Apr 2020.

Kawachi, Yoshiko. “Introduction: Shakespeare in Modern Japan.” Multicultural Shakespeare, De Gruyter Open, 1 Jan. 2016, www.questia.com/library/journal/1P3-4313688901/introduction-shakespeare-in-modern-japan.

Morrissy, Kim. “Why Study Shakespeare Through Anime?” Fantastic Memes, 9 Feb. 2014, frogkun.com/2014/02/09/why-study-shakespeare-through-anime/.

Yoshihara, Yukari. “Tacky “Shakespeares” in Japan”. Multicultural Shakespeare 10.25: 83-97. https://doi.org/10.2478/mstap-2013-0007Web.

Total
6
Share