”แรงงานหมึกยักษ์” (タコ労働) ด้านมืดของการบุกเบิกฮอกไกโดในยุคเมจิ

Exif_JPEG_PICTURE

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องของ “ระบบโรงนา” กับแรงงานเหมือนถ่านหินที่คิวชูในยุคเมจิไปแล้ว ในตอนนี้จะขอพูดถึงการบังคับใช้แรงงานอย่างไม่ถูกหลักจริยธรรมที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกันแต่ต่างสถานที่ นั่นคือเรื่องราวของ ”แรงงานหมึกยักษ์” (タコ労働) ที่ฮอกไกโดนะครับ

ภูมิหลัง

หลังยุคปฏิรูปเมจิ ช่วงทศวรรษที่ 1870 มีขบวนการการ “บุกเบิกฮอกไกโด” การบุกเบิกพื้นที่ที่หนาวเหน็บและทุรกันดารมีแต่ป่าเขาเช่นนี้ย่อมต้องใช้แรงงานมากในการตัดถนนและสร้างทางรถไฟ จึงเกิดการเอาแรงงานนักโทษมาใช้ในงานก่อสร้างเหล่านี้ เช่นจากเรือนจำคาบาโตะ (樺戸集治監) ที่โซราจิ (空知) หรือเรือนจำอะบะชิริ (網走分監) ที่คิตะมิ (北見) เป็นต้น

ขณะเคลื่อนย้าย นักโทษจะถูกมัดด้วยเชือก เอาโซ่เหล็กตุ้มเหล็กใส่เท้า ให้เดินหน้าไปแม้หิมะจะตกหนัก นักโทษเหล่านี้มักถูกใช้ทำถนน สร้างทางรถไฟ หรือพัฒนาเหมืองแร่ อาศัยหลับนอนอยู่ในกระท่อม ถึงเวลาตื่นผู้คุมจะเอาไม้เท้าตีปลายหมอน กระท่อมจะถูกใส่กุญแจมีผู้คุมเฝ้า มักถูกใช้แรงงานหนักจนตาย ใครพยายามหนีถ้าถูกจับได้จะรุมประชาทัณฑ์ให้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง

การส่งนักโทษไปใช้แรงงานในการบุกเบิกฮอกไกโดโดยรัฐบาลเมจิได้ถูกยกเลิกเมื่อปี พ.ศ. 2437 (ปีเมจิที่ 27) เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปฏิบัติต่อนักโทษอย่างโหดร้าย แต่กลายเป็นว่าเกิดการหว่านล้อมชักจูงคนไปทำงานเป็นแรงงาน แล้วเอาไปกักขังไว้ในห้องคนงาน (土工部屋) ตามป่าเขาหรือที่ห่างไกลแทน ใช้ให้ทำงานโยธาจำพวกตัดถนน สร้างทางรถไฟ ขุดแต่งคูคลอง ในแบบแรงงานกึ่งบังคับเรียกว่า “แรงงานหมึกยักษ์” (タコ労働) ซึ่งสภาพการใช้แรงงานเช่นนี้ได้ดำเนินต่อไปในฮอกไกโดจนกระทั่งสิ้นสงครามแปซิฟิก

ที่มาของคำว่า “แรงงานหมึกยักษ์”

ทำไมถึงเรียกว่า “แรงงานหมึกยักษ์”? บ้างก็ว่าเป็นคำเปรียบเปรยว่าแรงงานเหล่านี้เปรียบเสมือนหมึกยักษ์ที่เกาะติดกับโขดหินไม่อาจหลุดได้จนกว่าจะตาย แรงงานพวกนี้เมื่อเข้าไปอยู่ “ห้องหมึกยักษ์” (タコ部屋 ทาโกะเบยะ) แล้วก็ต้องทำงานใช้แรงงานแทบตายเหมือนกัน หรือว่าเหมือนหมึกยักษ์ที่พอจวนตัวไม่มีอะไรจะกินก็กินหนวดตัวเอง เหมือนแรงงานพวกนี้ที่เบิกเงินล่วงหน้าแล้วก็ต้องขายแรงใช้หนี้ไป (เหมือนทาสที่ต้องทำงานไถ่ตัว—ผู้เขียน) หรือเพราะคนงานพวกนี้ถูกผลักไสให้เข้าไปอยู่ห้องแคบๆ เหมือนไหหมึกยักษ์ ดังนี้เป็นต้น

ห้องคนงานตามป่าเขาหรือที่ห่างไกลที่ให้คนงานพวกนี้อยู่นั้นเรียกว่า “ห้องหมึกยักษ์” คนงานพวกนี้มักจะมาจากหมู่บ้านชาวนาแถบโทโฮคุ หรือชนชั้นล่างจากในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า มาทำงานโดยมีนายหน้าชักจูง รับเงินเบิกล่วงหน้า (เงินกู้ยืม) หรือสมัครมาแล้วต้องทำงานใช้หนี้แทนค่าสมัครเข้าทำงาน โดยมากมีสัญญาผูกมัดต้องทำงานหกเดือน ถูกให้อยู่ห้องคนงานที่เป็นเพิงง่ายๆ ขึงหนังเป็นหลังคา ไม่มีฝ้าเพดาน ห้องหนึ่งให้พวก “หมึกยักษ์” อยู่ถึง 70 คน มีคนคุมคนงาน ซึ่งแน่นอน มีทั้งการใช้ความรุนแรง การใช้งานอย่างทารุณ การปฏิบัติอย่างโหดร้ายกับคนงานอยู่เป็นอาจิณ

คนงานถูกเคี่ยวเข็ญใช้ให้แรงงานตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงดึก จ่ายค่าแรงรายวัน อาหารถูกใส่กุญแจเอาไว้เพื่อให้หลบหนีไม่ได้ สภาพอากาศหนาวเย็นอย่างทารุณในฤดูหนาวที่ฮอกไกโดบวกกับอาหารเลวๆ ทำให้คนงานเจ็บป่วย ใครหลบหนีถูกจับได้จะถูกมัดและทุบตีด้วยไม้เท้า หรือถูกจับแก้ผ้ามัดไว้กลางแจ้งให้ยุงให้เหลือบมันกัด การที่ห้องคนงานตั้งกลางป่าเขา ต่อให้หนีได้ก็อาจตายในป่าเขา แม้กระนั้น ในยุคที่มีคนจนอยู่มาก บางคนเคยต้องไปอยู่ห้องปลาหมึกแล้ว ออกมาแล้วต้องกลับไปอยู่ตรงนั้นใหม่ก็มี! การจัดหาแรงงานเช่นนี้มักมีนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอยู่เบื้องหลัง จึงขจัดให้หมดไปได้ยาก ต่อมาไม่ใช่แค่ชาวนาที่ยากจนเท่านั้นที่ต้องเข้าสู่วงจรนี้ แรงงานต่างด้าวจากคาบสมุทรเกาหลี หรือแม้แต่ปัญญาชนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ก็ต้องเข้าสู่วงจรนี้เพราะหางานทำไม่ได้ (คล้ายกับกรณีการสร้างเขื่อนฮูเวอร์ที่อเมริกาที่ว่า แม้แต่คนจบปริญญาเอกที่ไม่มีงานทำเพราะเศรษฐกิจตกต่ำยังต้องมาทำงานสร้างเขื่อน—ผู้เขียน)

จุดจบของ “แรงงานหมึกยักษ์”

ตั้งแต่ปลายยุคไทโชจนถึงต้นยุคโชวะ มีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อย “แรงงานหมึกยักษ์” จากห้องคนงานและปรับปรุงสภาพการทำงาน แต่ด้วยความที่ “แรงงานหมึกยักษ์” เป็นแหล่งผลประโยชน์ของนักการเมือง จึงไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซ้ำร้ายเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม ภาวะสงครามยิ่งทำให้การบังคับใช้แรงงานนั้นแข็งแรงยิ่งขึ้น กว่าการใช้แรงงานลักษณะนี้จะหมดไปก็ต้องเข้ายุคหลังสิ้นสงครามแปซิฟิกเมื่อปี พ.ศ. 2489 (ปีโชวะที่ 21) โดยคำสั่งของ GHQ ซึ่งขี้ว่าการมีอยู่ของ (การใช้) แรงงานดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำญี่ปุ่น “ให้เป็นประชาธิปไตย” (เพราะประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ สังคมต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าคนเรามีเสรีภาพ มีความเสมอภาค (เท่าเทียมกัน) และภราดรภาพ—ผู้เขียน) กอปรกับการเกิดเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของแรงงาน อีกทั้งการที่เครื่องจักรใหญ่ๆ ถูกนำเข้ามาจากอเมริกา การทำงานโยธาโดยใช้แรงงานคนเข้าว่าก็เริ่มจะถอยลงไป

เป็นอย่างไรบ้างครับท่านผู้อ่าน ถ้าถามผู้เขียนว่าญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยในเชิงความคิดทางสังคมพื้นฐานดีพอแล้วหรือยัง (โดยเฉาพะเสรีภาพและเสมอภาค) ผู้เขียนขอตอบว่า “ยัง” ครับ ถึงจะไม่มี “แรงงานหมึกยักษ์” ก็ตาม แต่การปฏิบัติต่อคนงาน ลูกจ้าง แม้ในยุคนี้ก็ตามยังอุตส่าห์มีเรื่องราวของ “บริษัทสีดำ” (Black Company) อยู่เลย บางทีอะไรที่เป็นวัฒนธรรมที่ฝักรากลงในระดับวิธีคิดแล้วมันเลิกยากครับ ยิ่งถ้ามีผลประโยชน์ด้วยแล้วยิ่งยากไปใหญ่ ก็ฝากไว้ให้คิดนะครับ วันนี้ต้องขอลาไปก่อนสวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก wikipedia