ว่าด้วยเรื่องของ “มังสวิรัติ” แบบคนญี่ปุ่น

Last updated:

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ขอต้อนรับเทศกาลกินเจด้วยการเอาเรื่องของ “มังสวิรัติ” ในความเข้าใจของคนญี่ปุ่นมาเล่าให้ฟังกันนะครับ

ว่าด้วยเรื่องของมังสวิรัติ

พูดถึงคำว่า “มังสวิรัติ” หรือ “การไม่กินเนื้อ” ถ้าพูดตามจริงในระดับนานาชาติ จริงๆ แล้วมันมีที่มาในเชิงแนวคิดและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันไปนะครับ อย่างเช่นมังสวิรัติอย่างคนอินเดียเนี่ย จัดว่าไม่กินเนื้อสัตว์แต่กินไข่กินนม (Ovo-lacto-vegetarian) และไม่ต้องกลัวขาดโปรตีนเพราะเขาหนักกินถั่วด้วย เอาถั่วมาแกงกิน มังสวิรัติบางพวกไม่กินไข่แต่ยังกินนม บางพวกไม่กินไข่ไม่กินนม อย่างอาหารเจแบบคนจีนก็ใช่ ยิ่งถ้าเป็นสายวีแกนนี่เขาจะปฏิเสธทุกอย่างที่มาจากสัตว์ กระทั่ง “น้ำผึ้ง” ก็ต้องไม่กิน ซึ่งความแตกต่างในวัตรปฏิบัติเหล่านี้มาจากความแตกต่างในเชิงแนวคิดที่มาว่า “ทำไมกินมังสวิรัติ” ซึ่งผู้เขียนขอจำแนกออกเป็นสองแนวคิดดังนี้

・หนึ่ง กินมังสวิรัติด้วยเหตุผลทางศาสนา/ศีลธรรม

・สอง กินมังสวิรัติด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ/สิ่งแวดล้อม

ในโลกตะวันออก เหตุผลทางศาสนา/ศีลธรรมนั้นนำหน้ามาก่อนเลย ศาสนาพุทธมีศีลข้อปาณาติบาต ส่วนศาสนาฮินดูก็มีหลักอหิงสา (ไม่เบียดเบียน) ฉะนั้นการกินมังสวิรัติในจีนและญี่ปุ่นในยุคเก่านั้นมาจากเหตุผลทางศาสนาแทบจะล้วนๆ แต่ในโลกตะวันตกนั้น การกินมังสวิรัตินั้นไม่ได้มาจากศาสนาก็จริง แต่ก็มีเรื่องของจริยธรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเข้ามามาก โดยเฉพาะการแอนตี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ซึ่งเขามองว่าเป็นการทารุณสัตว์และทำลายสิ่งแวดล้อม (เพราะสิ่งปฏิกูลที่สัตว์ขับถ่ายรวมกันมากๆ)

เมื่อลองมาโฟกัสถึงการตีความว่า แค่ไหนจึงจะเรียกว่าไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาต หรือไม่เป็นการเบียดเบียนสัตว์นั้น ต่างถิ่นที่ต่างวัฒนธรรมต่างตนก็ต่างตีความไม่เหมือนกัน มีตั้งแต่การตีความอย่างแคบคือขอแค่อย่าไปเชือดสัตว์เอาเนื้อมากินก็พอ ไปจนถึงขั้นสุดโต่งที่ว่าอะไรที่เอามาจากสัตว์เราต้องไม่กินไม่ใช้ (อย่างเช่นวีแกน) แต่ญี่ปุ่นมีการตีความคำว่า “ไม่กินเนื้อ” ได้แบบ Japan Only จริงๆ ครับ เรามาดูประวัติศาสตร์ของมังสวิรัติในญี่ปุ่นกันเถอะครับ

ประวัติศาสตร์ของมังสวิรัติในญี่ปุ่น

ว่ากันว่าตั้งแต่ยุคนารา จักรพรรดิเท็มมุ (天武天皇) ได้ออกพระราชโองการห้ามฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์ เห็นได้เลยว่ามาจากเหตุผลเรื่องศีลข้อปาณาติบาตล้วนๆ เนื่องจากยุคนาราเป็นยุคที่รับพุทธศาสนาจากจีนมาเต็มๆ อย่างไรก็ตาม พอเข้ายุคคามาคุระ ก็ได้เกิดศาสนาพุทธ “นิกายใหม่ๆ” ขึ้นมาเพื่อซื้อความนิยมจากชาวบ้าน อย่างเช่นนิกายโจะโด (浄土真宗) หรือนิจิเรน (日蓮宗) ที่มาพร้อมแนวคิดเช่น “ศีลข้อเล็กน้อยไม่ต้องถือก็ได้” (末法無戒) “กินเนื้อได้ มีเมียได้” (肉食妻帯) ซึ่งพอเกิดแนวคิดแบบนี้ในสังคม ความเคร่งในศีลข้อปาณาติบาตก็หย่อนลงไป

แต่พอหลังจากนั้น ศาสนาพุทธนิกายเซ็น (禅宗) ก็ได้แพร่จากเมืองจีนเข้ามาในญี่ป่น และความเคร่งในศีลข้อปาณาติบาตก็กลับมาพร้อมกับแนวความคิดเรื่องการบำเพ็ญเพียร จนเกิดการพัฒนา “อาหารโชจิน” (精進料理) สำหรับพระฉัน ซึ่งพอล่วงมาถึงยุคเอโดะ ก็เกิด “อาหารฟุจะ” (普茶料理) ซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติสำหรับเลี้ยงญาติโยม ซึ่งมีที่มาจากนิกายโอบาคุ (黄檗宗) ซึ่งถือเป็นสายย่อยสายหนึ่งของเซ็น

อย่างไรก็ดี ถ้าดูจากประวัติศาสตร์อาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ยุคคามาคุระเป็นต้นมา มังสวิรัตินั้นก็ไม่ได้กลายเป็นอาหารกระแสหลักอีกต่อไป กลายเป็นอาหารเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบางโอกาสเท่านั้น อย่างไรก็ดี อิทธิพลตั้งแต่สมัยนารานั้นมีอยู่มาก จึงทำให้คนญี่ปุ่นนั้น “ไม่กินเนื้อ” ที่หมายถึงเนื้อสัตว์บกและเนื้อสัตว์ปีก

แต่ปัญหาคือ สำหรับคนญี่ปุ่น เนื้อก็คือเนื้อ ปลาก็คือปลา ไม่กินเนื้อ แต่กินปลากินหอยกินกุ้งได้ เพราะไม่ได้ฆ่ามัน ไม่ได้ไปเชือดมัน มันขึ้นน้ำมามันก็ตายของมันเอง แต่ในสมัยโบราณแม้แต่ปลา (โดยเฉพาะปลาทะเล) คนก็ไม่ได้มีโอกาสจะกินได้ง่ายๆ บ่อยๆ อย่างดีนานๆ ทีก็กินปลาซาบะดองที่เขาเดินข้ามเขามาขาย อย่างไรก็ดี “รสอูมามิ” จากทะเลอย่างคัตสึโอะบุชิ การเอาปลาแห้งมาต้มน้ำซุปนั้นถือเป็นรสอร่อยที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตการอยู่การกินของคนญี่ปุ่นไปแล้ว ฉะนั้น พอมาถึงยุคนี้ ถึงจะมีคนญี่ปุ่นที่หันมา “ไม่กินเนื้อ” เพื่อสุขภาพ ถึงจะกินถั่วเหลือง (เต้าหู้) กินผัก กินเห็ดเป็นหลักก็ตาม รสอูมามิจากทะเล (เช่นรสจากคัตสึโอะบุชิ) ก็ยังเป็น “รสชาติที่ขาดไม่ได้” ซึ่งฝรั่งมาเห็นเข้าคงจะงงว่ามังสวิรัติอย่างญี่ปุ่นนี่ อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?

ฉะนั้นไม่ว่าเราจะไม่กินเนื้อสัตว์ หรือกินให้น้อยลงด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าการกินเป็นเรื่องของวัฒนธรรม สังคม ฉะนั้นไม่ว่าเราจะเลือกอะไรในฐานะปัจเจก เราก็ต้องไม่ลืมว่าเราอยู่ในสังคมและก็ยังต้องเดินไปตามวิถีของคนส่วนใหญ่ เคร่งมากไปใช่ว่าดีจะกลายเป็นอยู่ยากเสียเปล่าๆ ดังนั้นในโลกตะวันตกหรือที่อื่นๆ ตอนนี้แนวทาง flexitarian หรือการกินแบบยืดหยุ่น คือเลือกได้เราก็เลือก กินเนื้อให้น้อย เว้นได้ก็เว้นบ้างเป็นบางมื้อ ผู้เขียนเองก็เป็น Flexitarian ครับ ชีวิตประจำวันบางมื้อเอาข้าวไปกินที่ทำงานมีแค่ข้าวไข่เจียวกับกิมจิครับ บางวันก็กินก๋วยเตี๋ยวผัดแบบใส่แต่ไข่ (ไม่ใส่เนื้อสัตว์) วันไหนไปร้านอาหารเม็กซิกันที่มีตัวเลือกมังสวิรัติหรือวีแกนก็สั่งกินตามนั้น ส่วนเทศกาลกินเจปีนี้ใครอยากจะกินตามประเพณีก็ตามสะดวกเลยครับ วันนี้ก็ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก livedoor และ wikipedia