”คนญี่ปุ่นมาจากไหน” คุยกับศาสตราจารย์เกียรติคุณ โอคิอุระ คาซุเทรุ 

หากจะถามว่า “คนไทยมาจากไหน” สิ่งที่เขาสอนกันใน “ตำราเรียน” สมัยผู้เขียนยังเด็กอยู่ก็จะบอกว่า “คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต” ซึ่งคำนี้บอกตรงๆ ว่าถ้าลองเอาไปพูดกับนักวิชาการประวัติศาสตร์สมัยใหม่นี่อาจถึงขั้นเบะปากมองบน หรือถึงขั้นถ่มถุยเอาทีเดียว แล้วพอมาตอนหลังก็มีคนเสนอแนวคิดต่างๆ ไปอีก เช่น มาจากยูนนานบ้าง รัฐอัสสัมบ้าง หรือบ้างก็ว่าจริงๆ ก็ไม่ได้มาจากไหนหรอก เป็นคนพื้นถิ่นแถวนี้อยู่แล้วนี่แหละ ผสมๆ ปนๆ กันไป ถูกหล่อหลอมในเบ้าวัฒนธรรมหนึ่งจนได้ชื่อว่า “ไทย” ไป คือไม่มีหรอก “ชาติพันธุ์ไทยแท้” เพราะมันเป็นผลลัพธ์ของการผสมพันธุ์หลากหลายโน้นนี้ หันมาดูคนญี่ปุ่น จากบทความล่าสุดที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องทฤษฎี “มองโกลอยด์เก่า” กับ “มองโกลอยด์ใหม่” เพื่ออธิบายว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงหน้าตามีไปต่างๆ บางคนคิ้วหนาตาโตขนดก บางคนตาตี่คิ้วบาง ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอยกข้ออธิบายในเชิงมานุษยวิทยาจากบทสัมภาษณ์ศาสตราจารย์เกียรติคุณโอคิอุระ คาซุเทรุ (沖浦和光) แห่งมหาวิทยาลัยโมโมยามะกาคุอิน (桃山学院大学名) ในหัวข้อเรื่อง “คนญี่ปุ่นมาจากไหน” นะครับ

“มนุษย์” มาจากไหน?

“มนุษย์” นั้นเดิมทีเป็นสัตว์เขตร้อน/กึ่งเขตร้อน ซึ่งมนุษย์รุ่นแรกสุด “มนุษย์ดึกดำบรรพ์” นั้นโผล่ครั้งแรกที่แอฟริกา แล้วจึงแพร่พันธุ์ไปยังทวีปยูเรเซียน ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งล้านปีในการวิวัฒนาการกว่าจะเป็นมนุษย์อย่างยุคปัจจุบัน การที่มนุษย์มีหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เป็นผลการการขยายพันธุ์ไปยังดินแดนต่างๆ ดินฟ้าอากาศต่างๆ ทำให้ต้องปรับตัวมีรูปร่างหน้าตาสีผิวไปต่างๆ กลายเป็นคนผิวดำ (Negroid) คนผิวขาว (Caucasoid) และคนผิวเหลือง (Mongoloid)

ปัญหาคือ คนเขียนประวัติศาสตร์และคนริเริ่มวิชาจำพวกมานุษยวิทยานั้นเป็นฝรั่งผิวขาว ซึ่งฝรั่งผิวขาวก็ต้องบอกว่าเผ่าพันธุ์ของตนดีเลิศสุด ส่วนคนผิวเหลืองนั้นด้อยกว่าคนผิวขาว ส่วนคนผิวดำนี่ไม่ต้องพูดถึง ถูกมองเป็นคนป่าเถื่อนไปเลย และคนญี่ปุ่นเองก็ไปรับเอาความคิดตรงนี้ของพวกฝรั่งมาเต็มๆ เวลาที่ฝรั่งมาเที่ยวบุกยึดบ้านยึดเมือง แสวงหาเมืองขึ้น ก็จะอ้างว่าเราเป็นอารยชนที่มาเพื่อ “ทำ (คนผิวเหลืองและผิวดำ)” ให้เป็นอารยะ” ความที่ญี่ปุ่นรับความคิดฝรั่งมาเต็มๆ ตั้งแต่ยุคเมจินี่แหละที่ทำให้ญี่ปุ่นตั้งตัวเป็นนักล่าเมืองขึ้นอย่างฝรั่งบ้าง

คนเราที่เกิดมาต่างเผ่าต่างพันธุ์ สูงต่ำดำขาวไม่เท่ากัน เพียงเพราะเราเกิดมาในดินฟ้าอากาศต่างกัน ควรหรือที่จะถือเอาสีผิวมาแบ่งแยกว่าชาติพันธุ์ใดดีกว่าหรือด้อยกว่า?

แล้ว “คนญี่ปุ่น” ล่ะ มาจากไหน?

ผู้คนในทวีปเอเชียนั้นเรียกว่า “มองโกลอยด์” ซึ่งแยกต่อไปได้อีกเป็น “มองโกลอยด์เก่า” กับ “มองโกลอยด์ใหม่” คนมองโกลอยด์เก่านั้นออกจะตัวเตี้ย หน้าดูมีโหนกมีเนินเยอะหน่อย ขนดกๆ ผิวออกคล้ำๆ ซึ่งมักกระจายมากในเอเชียใต้ ส่วน “มองโกลอยด์ใหม่” นั้นหน้าจะออกแบนๆ กว่า ขนน้อย ตัวสูง ผิวขาวกว่า กระจายอยู่ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงเอเชียเหนือ (พูดง่ายๆ นะครับ หน้าอย่างคนจีนนั่นไง พวกมองโกลอยด์ใหม่—ผู้เขียน)

หมู่เกาะญี่ปุ่นนั้น ถูกแยกออกจากทวีปใหญ่เมื่อปลายยุคน้ำแข็งราว 20,000 ปีที่แล้ว เนื่องจากอากาศอุ่นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 150 เมตร ณ ตอนนั้นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยในดินแดนญี่ปุ่นอยู่เก่าก่อนแล้วคือพวก “มองโกลอยด์เก่า” ซึ่งอพยพมาจาก “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มาแต่ปลายยุคหินเก่า ร่องรอยของอารยธรรมของ “คนเมืองร้อน” ในอารยธรรมญี่ปุ่นโบราณนั้นปรากฏมีใน “ยุคโจมง” นี่แล

ต่อมาก็มีคน “อีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง” ข้ามทะเลเข้ามา คนเผ่าที่ว่านี้คือเผ่าที่เรียกว่า “ชาววะ” (倭人) ซึ่งแต่ก่อนอยู่ภูมิภาคกังหนำ (江南 เจียงหนาน) ในแผ่นดินใหญ่ คนพวกนี้พกอารยธรรมการทำนาปลูกข้าวและเครื่องโลหะ ข้ามผ่านคาบสมุทรเกาหลีมาถึงคิวชู ซึ่งไม่ได้มาแค่ทีเดียวแต่มากันหลายระลอก กระจายออกไปจากแถบคิวชู ชิโกกุ ไปถึงญี่ปุ่นตะวันตก แล้วก็ประสมกลมกลืนไปกับเผ่าพันธุ์ที่อยู่มาก่อน เกิด “อารยธรรมยาโยอิ” (弥生文化) ซึ่งก็พัฒนาต่อมาเป็น “อารยธรรมโคะฟุน (สุสานโบราณ)” (古墳文化)

ต่อมา มีพวก “เผ่าขี่ม้า” (มองโกลอยด์ใหม่สาย Tungus) ที่เคยอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รุกเข้ามายังตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี แล้วก่อตั้งอาณาจักร “โกกูรยอ” (高句麗) แล้วยังรุกลงใต้ไปคุกคามอาณาจักร “แพ็กเจ” (百済) และ “ชิลลา” (新羅) ซึ่งต่อมา คนที่อยู่ในคาบสมุทรเกาหลี (ซึ่งรับอิทธิพลอารยธรรมคนทางเหนือ) ก็อพยพมาถึงคิวชู มาตั้งตัวเป็นใหญ่เหนือเผ่ามองโกลอยด์เก่าและเผ่าชาววะ แผ่อำนาจออกไปถึงเขตคินคิ (近畿 คือแถวนารา เกียวโต โอซาก้า) ตั้งราชวงค์ยามาโตะ แต่พวก “เผ่ามองโกลอยด์เก่า” ที่อยู่ทางเหนือขึ้นไปจากแถบคันโต และหมู่เกาะนันเซ มีน้อยที่ได้รับพันธุกรรมของกลุ่มผู้อพยพใหม่นี้ และยังรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของตน นั่นคือชาวไอนุและชนพื้นเมืองของหมู่เกาะนันเซ (南西諸島) พวกที่ข้ามจากทางเหนือของแผ่นดินใหญ่ที่ผ่านคาบสมุทรเกาหลีนั้นนอกจากพวกเผ่าขี่ม้าแล้วยังมี “ชาวฮั่น” จากทางเหนือของจีนด้วย

บ้านแบบดั้งเดิมของชาวไอนุ

จากข้อเท็จจริงอันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า DNA ชาวไอนุมีความใกล้ชิดกับ DNA ของชาวโจมง ซึ่งเป็นเผามองโกลอยด์เก่าที่นับว่าเป็น “กลุ่มชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น” จะทำให้รู้ว่าชาวโจมงนี่หละคือ “บรรพบุรุษที่แท้” ของเผ่าพันธุ์ญี่ปุ่น แล้วยังทำให้รู้อีกว่า “ราชวงศ์ยามาโตะ” น่ะที่แท้คือสายเลือดของ “ผู้รุกราน” จากคาบสมุทรเกาหลีต่างหาก

และแน่นอน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เผ่าพันธุ์ญี่ปุ่นอันบริสุทธิ์” หรอกนะครับ

ข้อคิดเห็นจากผู้เขียน

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะพูดที่สุดก็คือ ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะไทยหรือญี่ปุ่นก็ล้วนมี “ประวัติศาสตร์” อยู่สองฉบับ คือ “ฉบับรับใช้การเมือง” กับ “ฉบับค้นหาหลักฐานและข้อเท็จจริง” ที่ผ่านมาคนรุ่นเก่า ใช้ และ เชื่อ ประวัติศาสตร์ฉบับแรกที่ว่า ส่วนคนสมัยนี้เรามีประวัติศาสตร์สองฉบับให้ได้ถกกันเพื่อหา “ข้อเท็จจริง” ฉะนั้นสิ่งที่เหลือสำหรับท่านผู้อ่านก็คือท่านมีทางเลือกสองทาง คือจะเชื่อในสิ่งที่อยากจะเชื่อ (เพราะเชื่อแล้วสบายใจ เชื่อแล้วภาคภูมิใจ หรืออะไรก็ตามแต่) หรือจะเชื่อเอาตามหลักฐาน ข้อพิสูจน์ (ซึ่งบางทีข้อเท็จจริงน่ะ มันก็ไม่ถูกใจเรานักหรอก เพราะมันอาจทุบทำลายสิ่งที่เราเชื่อ หรือยึดมั่นศรัทธามาทั้งชีวิตเอาได้ง่ายๆ) คุณจะเลือกเม็ดสีแดงหรือเม็ดสีฟ้า ก็เลือกเอาตามอัธยาศัยละกันนะครับ ผู้เขียนขอตัวไปเอนหลังก่อน สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก jinken และ blockdit