“กองอาสาสตรี” (2) เมื่อผู้หญิงเกาหลีก็ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทำงานเพื่อชาติญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน

{"source":"other","uid":"AFCADE9C-4F10-4F12-88D2-372685E935D3_1631425635888","origin":"gallery","fte_sources":[],"used_sources":"{"sources":[],"version":1}","premium_sources":[],"is_remix":false}

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในตอนนี้จะขอเล่าถึงการเกณฑ์ผู้หญิงไปทำงานเป็นกองอาสาสตรีในอาณานิคมเกาหลีนะครับ

อ่านตอนแรก: “กองอาสาสตรี” (1) เมื่อผู้หญิงญี่ปุ่นก็ต้องเป็นแรงงานรับใช้ชาติเหมือนกัน

การเกณฑ์แรงงานสตรีเกาหลี

ดังที่ได้กล่าวในตอนที่แล้วว่า “คำสั่งเกณฑ์พลเมือง” (国民徴用令) ในปี พ.ศ. 2483 มีผลบังคับใช้กับผู้ชายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น และแม้ว่าภายหลังจากนั้นจะมีการเกณฑ์แรงงานสตรีในปี พ.ศ. 2487 ก็ตาม ก็ยังมีผลบังคับใช้กับผู้หญิงในประเทศญี่ปุ่นอยู่ดี ในยุคนั้น ทางสำนักข้าหลวงใหญ่อาณานิคมเกาหลีและกระทรวงมหาดไทยเองนั้นพยายามที่จะ “ไม่เกณฑ์แรงงานคนเกาหลี” ด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมี “กองอาสาสตรี” ที่ทางสำนักข้าหลวงใหญ่ฯ จัดหามา (โดยไม่บังคับ) ส่งจากเกาหลีมาทำงานที่ญี่ปุ่นอยู่ดีตั้งแต่ราวเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487 มีการส่งแรงงานสตรีจากเกาหลีไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก โดย 1,090 คนถูกส่งไปที่โรงงานฟูจิโคชิ (不二越工場) จังหวัดโทยามะ (ตอนหลังในหมู่คนงานเหล่านี้ถูกย้ายไปโรงงานซาริ (沙里工場) ในเกาหลีประมาณ 420 คน ในเดือนกรกฎาคมปี พ.ศ. 2488) อีกราว 300 คนไปที่โรงงานของบริษัท Mitsubishi Aircraft ที่นาโกย่า อีกราว 100 คน ไปที่โรงงานปั่นด้ายใยกัญชงของบริษัท “โตเกียวอาสะอิโตะ” (東京麻糸) ที่นุมาซุ (沼津) จังหวัดชิสุโอกะ (โดยการจัดหาคนผ่านครูในโรงเรียน)

นอกจากนี้ภายหลังยังมีคำให้การว่า แรงงานสตรีเกาหลียังมีถูกส่งไปที่อื่นๆ อีก เช่นที่จังหวัดวากายามะ จังหวัดฟุกุโอกะ โรงต่อเรือของ Mitsubishi Heavy Industries ที่นางาซากิด้วย แต่ไม่ทราบรายละเอียด

เรื่องราวของอดีตคนงานเกาหลีที่ทำงานในโรงงานโรงงานปั่นด้าย “โตเกียวอาสะอิโตะ” ที่นุมาซุ ในภายหลังได้กลายเป็นคดีฟ้องร้องกันถึงสภาพการทำงานที่ย่ำแย่และการถูกเลือกปฏิบัติ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การชักชวนคนไปทำงาน” ดังนี้

“ที่บริษัทโตเกียวอาสะอิโตะเขามีซูเปอร์ไวเซอร์ในเกาหลี เขามารับสมัครคนงานที่กอเจโด ตอนนั้นมีคนไปทำงานที่นั่นเยอะแยะ พี่สาวของลูกพี่ลูกน้องของฉันก็ไปที่นั่นด้วย แล้วก็กลับมา ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ผมเผ้าก็ดี มีรองเท้าหนังใส่ด้วย ฉันอิจฉา คิดว่า “โอ้ ฉันก็อยากไปญี่ปุ่นกับเขาด้วยเหมือนกัน” ก็เลยไปที่เมืองซองโป (城浦) ไปหาซุปฯ มีคนมารวมตัวที่โรงเตี๊ยมเยอะแยะ ทุกคนดีใจ อยากจะไปญี่ปุ่นไวๆ ไม่อยากกลับบ้านนอกกันเลย” แต่ทว่า การใช้แรงงานที่โรงงานที่นุมาซุนั้นว่ากันว่าโหดร้าย อีกทั้งยัง “ไม่รักษาสัญญาที่ว่าจะให้ทำงานไปเรียนไปด้วย จะให้มีวันหยุด”

เรื่องของคำว่า “กองอาสาสตรี” กับ “ผู้หญิงปลอบขวัญ”

อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบแล้วว่า “กองอาสาสตรี” คือผู้หญิงที่เขาให้ไปทำงานตามโรงงาน ส่วน “ผู้หญิงปลอบขวัญ” นั้นคือผู้หญิงที่เขาให้ไป “บำเรอกาม” แก่พวกทหาร ซึ่งเป็นคนละคำ คนละความหมาย แต่ในเกาหลียุคนั้น มีความไม่ไว้ใจเกิดขึ้นจนถึงกับมีข่าวลือประมาณว่า “ที่เขาบอกว่าไปเป็นกองอาสาสตรี (ไปเป็นแรงงาน) น่ะ จริงๆ เขาเอาไปเป็นผู้หญิงปลอบขวัญต่างหาก” การเกิดข่าวลือในทางลบเช่นนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ทางการญี่ปุ่น (หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่คาบสมุทรเกาหลี) ไม่ได้ออกประกาศหรือคำสั่งเกณฑ์แรงงานอย่างเป็นทางการเหมือนกับที่ทำในญี่ปุ่น อาศัยแค่การสรรหาผ่านสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ หรือการรับสมัครงานธรรมดาเท่านั้น จึงเป็นช่องให้เกิดข่าวลือดังกล่าว

อันที่จริงเรื่องของการเกณฑ์เอาผู้หญิงไปเป็นแรงงานนั้น แม้ในญี่ปุ่นก็มีการหนีไม่ยอมเข้าระบบแบบนี้ด้วยการ “ไปหางานทำ” (จะได้ไม่ต้องเข้าข่ายถูกเกณฑ์) ส่วนในเกาหลีนั้นพ่อแม่หลายคน “หนีเกณฑ์” ด้วยการให้ลูกสาวรีบแต่งงานไปเสีย หรือให้ลูกสาวออกจากโรงเรียน และการเกณฑ์ผู้หญิงโดยจะเอา “ผู้หญิงโสด” นั้น คนก็กลัวกันว่าจะเป็นการ “เอาสาวบริสุทธิ์ไปสังเวย”

ข่าวลือที่ว่าญี่ปุ่นเอาคำว่า “กองอาสาสตรี” มาบังหน้าเพื่อเอาผู้หญิงเกาหลีไปเป็น “ผู้หญิงปลอบขวัญ” นั้น ยังถูกนำมาเขียนโจมตีโดยนักเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ชาวเกาหลีในยุคหลังอีกด้วย ความเข้าใจเช่นนี้ยังลามไปถึงฝรั่งด้วย ดังที่ Janet Hunter ได้เขียนไว้ในพจนานุกรม Concise Dictionary of Modern Japanese History (1984, p172) ว่า

prostitution was even sponsored by the government with the enrollment of “women’s volunteer corps.

นี่จึงกลายเป็นประเด็นของการขุดประวัติศาสตร์มาเล่นโดยเกาหลีได้อีกหนึ่งเรื่อง จนถึงทุกวันนี้

ในเรื่องที่ว่ามีการเอาคำว่า “กองอาสาสตรี” มาบังหน้าเอาผู้หญิงเกาหลีไปเป็น “ผู้หญิงปลอบขวัญ” อย่างที่เขาลือหรือไม่นั้น ก็คงต้องให้เขาถกเถียงกันต่อไปนะครับ สิ่งที่เขียนถึงในคราวนี้ก็เป็นการเล่าสู่กันฟังว่าในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมีการเกณฑ์ “แรงงานสตรี” เหมือนกัน เพราะในบางประเทศ ในยุคที่บางคนเรียกร้องสิทธิสตรีกันจนเลยเถิดเกิดเป็นความขัดแย้งในสังคมนั้น ผู้ชายบางกลุ่มก็ออกมาโวยวายว่าถ้าจะให้หญิงเท่าเทียมกับชายไปเสียทุกเรื่อง งั้นก็ให้ผู้หญิงไปเกณฑ์ทหารด้วยสิ? อะไรแบบนี้ ถ้าโลกเรามีสงครามถึงจุดหนึ่งคงได้เกณฑ์หมดทั้งผู้หญิงและเด็ก แต่เราอยากให้โลกนี้มีสงครามจริงๆ หรือเปล่า ข้อนี้ก็ต้องขอท่านตรองดูนะครับ

ข้อมูลและภาพจาก wikipedia