ภาพของ “ยามาดะ นางามาสะ” ในความรับรู้ของคนญี่ปุ่นผ่านสื่อ: จากยุคเอโดะถึงยุคปัจจุบัน (ตอนแรก)

ท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น คงรู้จักเรื่องราวของ “ออกญาเสนภิมุข” หรือ “ยามาดะ นางามาสะ” (山田長政) กันนะครับ พอดีผู้เขียนได้เจอบทความทางวิชาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพของ “ยามาดะ นางามาสะ” ในความรับรู้ของคนญี่ปุ่นผ่านสื่อ ตั้งแต่หนังสือจนถึงตำราเรียน นวนิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งตรงนี้เราจะได้เห็นการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของภาพ “ยามาดะ นางามาสะ” ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยตามปัจจัยทางการเมืองและสังคมของญี่ปุ่นเอง ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนมาคัดเอาเนื้อหาบางส่วนมานำเสนอโดยแบ่งออกเป็นห้ายุคตามต้นฉบับดังต่อไปนี้นะครับ

ยุคที่หนึ่ง หลังมรณกรรมของยามาดะ นางามาสะจนถึงการเปิดประเทศ (ช่วงเรือดำบุกญี่ปุ่น พ.ศ. 2397)

หลังจากยามาดะ นางามาสะ ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2173 เจ็ดสิบปีให้หลังปรากฏมีงานเขียนของจิฮาระ โกโรฮาจิ  (智原五郎八) อยู่สองเรื่อง ได้แก่ “บันทึกสภาพบ้านเมืองและการทหารแห่งอาณาจักรสยาม” (シャム国風土軍記) และ “บันทึกความรุ่งเรืองและดับสูญของนายยามาดะในอาณาจักรสยาม” (シャム国山田氏興亡記) ซึ่งในตอนนั้นคงจะต้องซุกซ่อนให้พ้นจากสายตาของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากนโยบายปิดประเทศแบบเบ็ดเสร็จที่มีมาแต่ปี พ.ศ. 2182 (ห้ามมีคนต่างชาติหรือเรื่องราวเกี่ยวกับต่างชาติหลุดออกไปจากเดจิมะ)

อย่างไรก็ดี เมื่อการปิดประเทศเริ่มคลายความเข้มงวดลงเล็กน้อย ปรากฏมีงานเขียนของนายโทคุเบย์ (徳兵衛) เรื่อง “นิทานนายโทคุเบย์เล่าเรื่องเมืองเท็นจิคุ (อินเดีย)” (天竺徳兵衛物語) ซึ่งเขียนในปี พ.ศ. 2250 งานเขียนทั้งสามเล่มนี้ (ซึ่งทั้งจิฮาระ โกโรฮาจิ และโทคุเบย์ เชื่อว่าทั้งสองเคยได้ยินเรื่องราวของอยุธยามากับหูของตนเอง) ได้กลายเป็นวัตถุดิบ เค้าโครงในการเขียนเรื่องราวของยามาดะ นางามาสะ โดยนักเขียนรุ่นหลัง ซึ่งงานรุ่นหลัง (ในยุคเอโดะ) ที่น่ากล่าวถึงได้แก่งานเขียนเรื่อง “บันทึกข้ามเมืองถังของยามาดะ นิซาเอมอน” (山田仁左衛門渡唐録) (ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง) ซึ่งปรากฏมีขึ้นในปี พ.ศ. 2337 (ตรงกับรัชกาลที่ ๑) มีการสอดแทรกแนวคิดเรื่องชาติบ้านเมืองผ่านบทพูดของนางามาสะว่า “ด้วยเกียรติคุณทางทหารของญี่ปุ่น ข้าฯ จึงได้โอกาสในการกระทำคุณแม้เพียงเล็กน้อย ในการสำแดงพลานุภาพของญี่ปุ่นให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนเถื่อนข้างนอก เป็นความยินดีในชั่วชีวิตหนึ่ง” การใช้คำว่า “คนเถื่อนข้างนอก” (外夷) เป็นการสื่อว่าสยามในทัศนะญี่ปุ่นนั้นเป็นชาติอนารยะที่ไปไม่ถึงอารยธรรมจีน (คือเทียบกันแล้ว ญี่ปุ่นเป็นชาติที่สูงส่งกว่า) และสื่อต่อไปอีกว่าการอุทิศตนเพื่อชาติญี่ปุ่นอันยิ่งใหญ่นั้นเป็นเรื่องน่ายินดี (นี่คือการปูทางไปสู่ลัทธิชาตินิยมอย่างญี่ปุ่น—ผู้เขียน)

ยุคที่สอง ตั้งแต่เปิดประเทศถึงตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

ตั้งแต่ยุคปฏิรูปเมจิ ระบบการศึกษาภาคบังคับได้มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2415 แน่นอนว่าในยุคนั้นวัตถุประสงค์ของการศึกษาในโรงเรียนนั้นก็เพื่อ “สร้างพลเมืองของชาติ” และยามาดะ นางามาสะ ก็เริ่มปรากฏชื่อถี่ๆ ในตำราเรียนสามวิชา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ภาษาประจำชาติ และศีลธรรม โดยปรากฏตัวครั้งแรกในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2422

อย่างไรก็ดี ภาพของยามาดะในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์นั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นสามยุค

ยุคที่หนึ่ง คือ ปี พ.ศ. 2422, 2425, 2426 เนื้อหาในตำราเรียนยุคที่หนึ่งกล่าวถึงบทบาทการระงับจลาจลภายในเนื่องจากการชิงราชสมบัติ จนได้เป็นออกญา ได้เป็นเจ้าเมืองลิกอร์ (รคคน 六昆)

ยุคที่สอง คือ พ.ศ. 2431, 2436 ว่าด้วยเรื่องที่ยามาดะได้กระทำคุณุปการในสยามจนได้กินเมืองลิกอร์ ทั้งยังได้พระราชธิดาองค์ที่สามแห่งกษัตริย์สยามมาเป็นภริยา ทั้งยังทำการแทน (กษัตริย์) ว่าราชการงานเมืองในอาณาจักรสยามด้วย

แต่พอยุคที่สาม คือ พ.ศ. 2441, 2443 เนื้อเรื่องก็เปลี่ยนอีก พูดถึงแค่การได้เป็นขุนน้ำขุนนาง ไม่เห็นกล่าวถึงเรื่องการกุมกิจการงานเมืองในอาณาจักรสยามอีก

น่าคิดว่า ไปเอาเรื่องได้พระราชธิดาองค์ที่สามแห่งกษัตริย์สยามมาเป็นภริยามาจากไหน แล้วใส่เข้ามาเพื่ออะไร? เพราะประเด็นเด็ดนั้นอยู่ที่เนื้อเรื่องที่ว่า เมื่อยามาดะได้เป็น “ผู้สำเร็จราชการ” แทนพระองค์แล้ว ยามาดะได้ “แสดงความจงรักภักดี” ต่อรัฐบาลโชกุน

(น่าคิดว่า เนื้อหาตรงนี้สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นรากเหง้าเค้ามูลของแนวคิดเรื่อง “ลัทธิเอเชีย” (アジア主義) และ “แนวคิดการรุกสู่ทางใต้” (南進論 นันชินรอน) ในภายหลังด้วยหรือเปล่า?—ผู้เขียน)

ยุคที่สาม ตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงปี พ.ศ. 2475

ในช่วงสมัยนี้ ยามาดะ นางามาสะ ไม่ปรากฏในหนังสือเรียนเลย แต่ยังปรากฏในหนังสือทั่วไปต่างๆ ดังนี้

ในปี พ.ศ. 2462 โอมาจิ เคย์เก็ตซึ (大町桂月) ได้เขียนในหนังสือ “ยามาดะ นางามาสะ” ว่า หากผู้มีอำนาจของญี่ปุ่นใช้คนอย่างยามาดะกรีธาทัพไปไกลๆ ละก็ จะต้องได้สยามเป็นเมืองขึ้นเหมือนกับที่อังกฤษได้อินเดียเป็นเมืองขึ้นเลยทีเดียว

ในปี พ.ศ. 2464 โกโต้ คาซุโด (後藤粛堂) ได้เขียนในหนังสือ “ป้ายไม้ถวายจากยามาดะ นางามาสะแลสยาม (เล่มแรก)” (山田長政とシャムより奉納せし絵馬について(上)) ว่า การที่สยามทุกวันนี้ได้เป็นประเทศเอกราชนั้น หนึ่งในเหตุผลหลายประการคือ เพราะสยามในครั้งโบราณกาลมาได้รับเอา “จิตวิญญาณญี่ปุ่น” (日本魂) มานั่นเอง (ขุ่นพระ!!!—ผู้เขียน)

นอกจากนี้ยังมีงานเขียนของ โอสะระงิ จิโร่ (大仏次郎) ที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “ดรุณสโมสร” (少年倶楽部) ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2473 ซึ่งต่อมาได้ตีพิมพ์รวมเล่มในชื่อ “โอะอินคนญี่ปุ่น” (日本人オイン) โดยเอา “โอะอิน” ซึ่งเป็นลูกของยามาดะที่เกิดกับหญิงชาวสยามมาเป็นตัวเอกของเรื่อง โดยสอดแทรกความคิดเกี่ยวกับภาพของการเป็น “คนญี่ปุ่นในอุดมคติ” ในยุคนั้นเข้าไปด้วย เช่น เมื่อนางามาสะยังเด็ก เขาไม่มีงานทำและพูดว่า “ถ้าญี่ปุ่นไม่มีงานทำ แทนที่จะฝืนหางานเอง ก็ให้คนอื่นเขาหาไป ตัวเราจะไปบ้านเมืองอื่น แล้วจะยืนหยัดทำงานให้ดู” ซึ่งสะท้อนถึงการที่ญี่ปุ่นยุคนั้นมีอัตราการว่างงานสูง และการสนับสนุนให้มีการตั้งอาณานิคมในต่างประเทศ (ให้คนญี่ปุ่นไปทำงานต่างประเทศ) อย่างแข็งขัน

นอกจากนี้ยังบรรยายถึงชาวหมู่บ้านญี่ปุ่นว่าเป็นคนอดทน มีชีวิตชีวา ทำงานขันแข็ง แม้อยู่ต่างแดนยังเพียรสร้างชีวิตของตน ตรงไปตรงมา ไม่คดไม่โกง สำนึกบุญคุณต่อคนในประเทศนี้ที่ตนได้อาศัยอยู่ เข้าได้กับชาวสยาม และยามสยามถูกรุกราน ก็จับอาวุธออกไปสู้รวมกับกองทัพสยาม

(มาถึงจุดนี้ ยามาดะ นางามาสะ กลายเป็นไอคอลแห่งการเป็นคนญี่ปุ่นที่ดี ในบริบทแห่งการส่งเสริมลัทธิจักรวรรดินิยม ไปเสียแล้ว—ผู้เขียน)

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สนุกไหมครับ บางครั้งเรื่องราวของคนๆ หนึ่งพอได้มาโลดแล่นในประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องราวก็มักจะถูกใส่สีตีไข่ให้มันฟังดูน่าสนใจขึ้นเสมอ ส่วนจะเพื่อความบันเทิงหรือเพื่อการใดอื่นนั้นก็สุดแท้แต่ ในตอนหน้าซึ่งเป็นตอนจบ เราจะมาดูเรื่องภาพของยามาดะ นางามาสะ ในยุคต่อมา คือยุคสงครามแปซิฟิกจนถึงยุคปัจจุบันกันเลยนะครับ อย่าลืมติดตามนะครับ

เอกสารอ้างอิง 土屋 了子 , アジア太平洋討究,5,97-125 (2003-03) , The image of Yamada Nagamasa and the relationship between Japan and Thailand
ภาพจาก wikipedia