ภาพของ “ยามาดะ นางามาสะ” ในความรับรู้ของคนญี่ปุ่นผ่านสื่อ: จากยุคเอโดะถึงยุคปัจจุบัน (ตอนจบ)

Last updated:

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่เราได้กล่าวถึงภาพของ “ยามาดะ นางามาสะ” ในความรับรู้ของคนญี่ปุ่นผ่านสื่อ ตั้งแต่หนังสือจนถึงตำราเรียน นิยาย จนมาถึงยุค ปี พ.ศ. 2475 กันไปแล้ว ในตอนนี้จะขอกล่าวต่อถึง ยุคตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 (ไม่น่าเชื่อว่าจะมาพ้องเอากับปีที่ไทยเราเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ยาวจนถึงยุคปัจจุบัน (จนถึงปลายศษวรรษที่ 20) กันเลยนะครับ

ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างที่เราทราบกันในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า มีเหตุปัจจัยสองประการที่ผลักดันญี่ปุ่นไปสู่สงครามแปซิฟิก หนึ่งคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นไปยังประเทศในเอเชียอาคเนย์นั้น เร่งร้อนรุนแรงเกินกว่าขีดความอดทนของประเทศอาณานิคม สองคือชนชั้นทหารที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้ทุบทำลายความเป็นระเบียบเรียบร้อยระหว่างประเทศและระบอบการปกครองภายใน เริ่มมีกำลังกล้าแข็งขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในกรณีแมนจูเรีย จนญี่ปุ่นถอนตัวออกจากสันนิบาตชาติ (League of Nations 国際連盟) ยิ่งไปกว่านี้ ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ในที่ประชุม ครม.ได้มีมติให้ “แนวคิดเรื่องการรุกลงใต้” (南進論 นันชินรอน) เป็น “นโยบายของชาติ” อีกด้วย และเมื่อ “แนวคิดเรื่องการรุกลงใต้” ถูกจับมาโยงกับ “ลัทธิเอเชีย” แล้ว ก็เกิดกลายเป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา”(大東亜共栄圏 ไดโตอะเคียวเอย์คัน) แน่นอนว่าคราวนี้ ยามาดะ นางามาสะ จะถูกวาดภาพให้กลายเป็น “วีรบุรุษแห่งการรุกลงใต้” เพื่อปลุกใจคนญี่ปุ่นให้มีใจรุกรบ

ในคราวนี้ เรื่องราวของ ยามาดะ นางามาสะ ก็ได้กลับมาปรากฏในตำราเรียนชั้นประถบศึกษา (อีกครั้ง) ในตำราเรียนวิชา ”ศีลธรรมขั้นต้น 2” (初等修身二) ปรากฏในคู่มือครูว่า เหตุที่ต้องกล่าวถึงยามาดะนั้นก็เพื่อ “ปลุกจิตวิญญาณแห่งการหาญกล้ากระโจนออกไปยังต่างแดน ปลูกฝังให้เตรียมใจกับการสร้างวงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” ทั้งยังกล่าวอีกว่า เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าใจว่า “การที่  ยามาดะ นางามาสะ แม้จะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองห่างไกล ก็ยังมีหัวใจที่อุทิศตนเพื่อประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และการที่ยามาดะได้รับความเคารพรักและเชื่อถือจากชาวสยามนั้น ก็เป็นสิ่งที่ (เราที่เป็น) ชาวประเทศใหญ่พึงมี”

นอกจากตำราเรียนแล้ว  เรื่องราวของ ยามาดะ นางามาสะ ยังปรากฏในวรรณกรรมและสื่ออื่นๆ เช่น นิยายสำหรับเด็ก หรือแม้แต่เพลง! วรรณกรรมบางชิ้นก็หยิบยกเอาเรื่องความรักระหว่างยามาดะกับ “เจ้าหญิงรุตนา” เข้ามาใส่ (นัยว่าเพื่อความโรแมนติก?—ผู้เขียน) แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการใช้ยามาดะเป็นสื่อในการเชิดชูแนวคิดอย่างญี่ปุ่น เช่น ในนิยายเรื่อง “ยามาดะ นางามาสะ และผู้บุกเบิกการรุกลงใต้” (山田長政と南進先駆者) ซึ่งแต่งโดย ซาวาดะ เค็น (沢田謙) ในปี พ.ศ. 2485 มีเนื้อหาที่ว่า พระเจ้าทรงธรรมทรงรู้สึกประทับใจในเรื่องของ “จิตวิญญาณแห่งบูชิโด” และ ความยิ่งใหญ่ของชาติ (ญี่ปุ่น) จนให้ยามาดะได้ถวายการสั่งสอนแก่พระราชโอรสคือพระเชษฐาธิราช เพื่อถ่ายทอด “จิตวิญญาณแห่งนักรบซามูไร” แก่พระราชโอรส

โอ้โฮ มันเป็นอย่างนี้ ได้อย่างไร (ผู้เขียน)

ยุคที่ห้า หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงยุคปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองการปกครองของญี่ปุ่นหลังสงครามคือการเปลี่ยนจากลัทธิจักรวรรดินิยมเป็นประชาธิปไตย แต่ทว่า สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องราวของยามาดะ นางามาสะ หายไป แต่กลายเป็นว่าเรื่องราวของยามาดะ นางามาสะ ถูกนำมาเล่าใหม่ วาดภาพใหม่ ซึ่งในคราวนี้มีลักษณะเด่นคือ หนึ่ง นำเสนอเรื่องราวโดยเน้นเรื่องศึกในราชสำนักสยาม กับมรณกรรมของยามาดะในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล (ไม่ใช่ไอคอนของชาตินิยม/จักรวรรดินิยมอีกต่อไป) ทั้งยังมีการนำเสนอในมุมมองใหม่ๆ ที่แหวกแตกต่างไปจากประวัติศาสตร์ที่เคยรับรู้กันอีกด้วย และในยุคนี้ ไม่จำกัดแค่หนังสือหรือนิยายเท่านั้น ยังขยายไปยังสื่ออื่นๆ อย่างภาพยนตร์ ละครเวที และละครทีวีอีกด้วย เช่นในปี พ.ศ. 2502 มีการสร้างภาพยนตร์ไทย-ญี่ปุ่น เรื่อง “ดาบแห่งราชันย์” (王者の剣) ซึ่งร่วมสร้างโดยไดเอย์ภาพยนตร์ร่วมกับอัศวินฟิล์ม ลงทุนถ่ายทำในเมืองไทย เอาพระเอกชื่อดังยุคนั้นอย่างฮาเซกาวะ คาซุโอะ (長谷川一夫) มารับบทแสดงนำเป็นยามาดะ แต่หนังกลับแป้ก มีเนื้อเรื่องประมาณว่าออกญาศรีวรวงศ์ส่งนักฆ่ามาสังหารยามาดะ แต่รู้ทั้งรู้ว่าในสุรามียาพิษก็ยังดื่ม เป็นอันจบชีวิตในราชการในสยาม หนังเรื่องนี้ได้ให้ภาพของยามาดะว่าเป็นเพียงแค่คนที่ถูกดึงเข้าสู่วันวนการเมืองในสยาม ราวกับเป็นเพียงหุ่นที่ไม่มีเจตจำนงของตัวเองเท่านั้น น่าคิดว่าทำไมถึงนำเสนอภาพของยามาดะในลักษณะนี้?

ในหนังสือเรื่อง “ใครฆ่ายามาดะ นางามาสะ” (山田長政は誰に殺されたか) โดยอิวะกิ เซจิ (岩城政治) (พ.ศ. 2514) ได้กล่าวว่า ข้าหลวงใหญ่แห่งบริษัทอีสต์อินเดียของฮอลันดาต้องการเข้ายึดครองอยุธยาซึ่งมีผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลในเอเชียอาคเนย์ จึงเห็นว่าต้องกำจัดยามาดะโดยการลอบสังหาร แต่เรื่องนี้มิได้มีหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวแต่อย่างใด

ในนิยายเรื่อง “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ยามาดะ นางามาสะ” (史実 山田長政) โดยเอซากิ อัตสึชิ (江崎惇) (พ.ศ. 2516) ได้นำเสนอเนื้อหาในมุมที่ “แย้ง” กับคำบรรยายของวันวลิต ในเรื่องที่ว่าเมื่อตอนที่ออกญากลาโหมบุกวังของสมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้น มีทหารญี่ปุ่นอยู่ในกองกำลังที่บุกวังนั้นด้วย ซึ่งนักประวัติศาสตร์ก็ตีความไปว่ายามาดะอยู่ในกลุ่มทหารญี่ปุ่นนั้นด้วย แต่เอซากิกลับแย้งว่า ยามาดะนั้นเป็นหัวหน้าของหมู่บ้านญี่ปุ่น  มีหน้าที่ต้องปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนญี่ปุ่นในหมู่บ้านญี่ปุ่น ดังนั้นจะเคลื่อนไหวอะไรต้องระวัง คงไม่น่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศึกภายในรั้วในวังของสยาม

ส่วนในนิยายเรื่อง “ถนนสู่ราชอาณาจักร  ยามาดะ นางามาสะ” (王国への道ー山田長政) โดยเอนโด ชูซากุ (遠藤周作) (พ.ศ. 2516) นั้นพรรณนาว่ายามาดะตายเพราะความอ่อนแอในตัวเอง หาใช่เพราะแผนร้ายของพวกฮอลันดาไม่ ทั้งยังกล่าวถึงสาเหตุที่ว่าทำไมหมู่บ้านญี่ปุ่นจึงสูญสิ้นไปอย่างสิ้นเชิงว่า คนญี่ปุ่นไม่อาจหยั่งรากลึก (ลงในแผ่นดินสยาม) ได้เหมือนอย่างคนจีน เพราะไม่ปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น ยังกินอาหารญี่ปุ่น ใช้ชีวิตอย่างญี่ปุ่น เฝ้าคิดถึงแต่บ้านเกิดฝันว่าอยากจะกลับญี่ปุ่น (พ้องกับคำที่คนไทยโจมตีญี่ปุ่นในช่วงยุคขบวนการแอนตี้ญี่ปุ่นในไทยยุคนั้นพอดี) อีกอย่างหนึ่ง ยามาดะเป็นเพียงหัวหน้าทหารรับจ้างที่ชอบใช้แผนลับอุบายร้ายเพื่อไต่เต้าขึ้นไป แต่หาเป็นคนที่คิดอะไรอย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือเยือกเย็นเหมือนอย่างพวกทหารรับจ้างฝรั่งไม่ มักชอบปล่อยตัวไปตามอารมณ์ สุดท้ายออกญากลาโหมก็จับจุดอ่อนของยามาดะได้และทำลายล้างยามาดะให้ด่าวดิ้นไป

ในนิยายเรื่อง “ยามาดะ นางามาสะ” โดยจินชุนชิน (陳舜臣) (พ.ศ. 2530) นั้นได้พรรณนาว่า จุดอ่อนของยามาดะคือ เขาเป็นแค่คนแบกเกี้ยวเท่านั้น หาใช่ซามูไรของจริงไม่ จึงมักทำท่าว่าตัวเองเป็นซามูไรมากกว่าคนอื่นๆ (ซามูไรจ๋า—ผู้เขียน) ชอบออกหน้าแสดงความรับผิดชอบ ทะนงในความเป็นคนญี่ปุ่น จนถูกศัตรูทางการเมืองใช้ตรงนี้โจมตีกลับเอาได้ และพวกพ่อค้าฮอลันดาก็เอาจุดอ่อนนี้ไปบอกออกญากลาโหม จนกลายเป็นแผนลอบประทุษยามาดะในที่สุด

ในบทละคร “Meijiza Grand Roman Ayutthaya no Hoshi” (明治座グランドロマン アユタヤの星) ปี พ.ศ. 2536 นั้นเริ่มมีภาพของ “ยามาดะผู้รักเมืองไทย” ปรากฏขึ้น (ตามยุคสมัยนั้นที่คนญี่ปุ่นรู้จักสนใจเมืองไทยมากขึ้น) ว่ายามาดะรักเมืองไทยจากหัวใจ คนญี่ปุ่น (ในเมืองไทย) ขออยู่และตายใต้ฟ้าสีคราม แผ่นดินสีเขียว ฟ้าที่มีดาว ของเมืองไทย (อะไรจะ “โรแมนติก” ปานนั้น—ผู้เขียน) แผนร้ายของออกญากลาโหมนั้นก็มาจากเรื่องของความรักอันบิดเบี้ยวที่มีต่อพระราชินีมากกว่าเรื่องหวังในราชสมบัติ (โอ้—ผู้เขียน)

สุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงคือนิยายเรื่อง “บันทึกความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของซามูไรสยาม” (シャム国武士盛衰記) โดยอิวะกิ ยูจิโร่ (岩城雄次郎) (พ.ศ. 2539) ผู้แต่งได้ใช้กลวิธีสร้างตัวละครขึ้นสองตัว คือ นักวรรณกรรมที่รู้ภาษาไทยดี ชื่อนิชิมูระ มาซานางะ กับนักรบผู้ไต่เต้าด้วยผลงานการรบ ชื่อ ยามาดะ นิซาเอมอน นางามาสะ เพื่อสื่อถึงการที่ยามาดะมีสองแง่มุมในตัวเอง คือเป็นทั้งนักวรรณกรรมและนักรบ ซึ่งในอีกด้านก็เป็นการสื่อว่าคนญี่ปุ่นในยุคหลังมานี้มีความสนใจเกี่ยวกับเมืองไทยมากขึ้นด้วย

อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ? สำหรับผู้เขียน “ประวัติศาสตร์” นั้นเป็นเรื่องราวที่ข้ามไปข้ามมาระหว่างเส้นด้ายบางๆ ที่กั้นแยก “ข้อเท็จจริง” กับ “เรื่องแต่ง” ในความเป็นเรื่องแต่งนั้นก็สุดแต่ว่าจะแต่งเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว หรือแต่งเพื่อรับใช้ประโยชน์ของใคร ฉะนั้น “โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน” นะครับ หากชอบใจ บอก กอง บก. ได้นะครับ จะได้มีกำลังใจสรรหาเรื่องแนวนี้มานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านนะครับ สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีครับ

เอกสารอ้างอิง 土屋 了子 , アジア太平洋討究,5,97-125 (2003-03) , The image of Yamada Nagamasa and the relationship between Japan and Thailand

ภาพจาก Wikipedia