มาแยกความแตกต่างระหว่าง “ยูเร” (幽霊) กับ “โยไค” (妖怪) วิญญาณและภูติผีปีศาจฉบับคนญี่ปุ่นกันเถอะ !

เพื่อนๆ ที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ หรือเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบอนิเมะ มังงะ ซีรีย์ หรือภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวสยองขวัญ อาจจะเคยได้ยินคำว่า “ยูเร” (幽霊) กับ “โยไค” (妖怪) กันมาบ้างใช่ไหมครับ แน่นอนว่าทั้งสองคำล้วนเป็นคำที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่เชื่อไหมครับว่า คนญี่ปุ่นจำนวนมากกลับไม่สามารถอธิบายความแตกต่างของทั้งสองคำนี้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ทั้ง ยูเร กับ โยไค ต่างก็มีความหมายและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น วันนี้เราจะไปหาคำตอบกันว่า ยูเร กับ โยไค มีความแตกต่างกันอย่างไร และมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างไร

คำนิยามของ “ยูเร” (幽霊)

ยูเร (幽霊) คือ “วิญญาณของผู้ล่วงลับ” หรือ “รูปลักษณ์ของดวงจิตที่ยังไม่สามารถไปสู่สุคติได้” ผู้ที่ยังมีห่วงหรือยังคงยึดติดกับบางสิ่งบางอย่าง หรือ มีความอาฆาตพยาบาทกับใครสักคน เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะกลายเป็นยูเรนั่นเอง

โดยทั่วไปยูเรมักจะปรากฏกายต่อหน้าคนที่ตนเคยมีความสัมพันธ์ด้วย แต่หากเมื่อใดที่ไม่มีเรื่องให้ต้องห่วงอีกต่อไป หรือสามารถปล่อยวางความรู้สึกที่ยึดติดกับเรื่องราวต่างๆ ได้แล้ว ยูเรก็จะหายไปโดยไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นอีก

คำนิยามของ “โยไค” (妖怪)

โยไค (妖怪) คือ สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ และเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ หรือที่เราเรียกกันว่า “ภูติผี” หรือ “ปีศาจ” นั่นเอง ในสมัยโบราณ คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าในทุกสรรพสิ่งบนโลก เช่น ต้นไม้ ก้อนหิน หรือ สัตว์ต่างๆ นอกเหนือจากมนุษย์จะมีดวงวิญญาณสิงสถิตอยู่ โดยโยไคก็คือสิ่งมีชีวิตที่กลายร่างมาจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้นนั่นเอง ตัวอย่างโยไคชื่อดังที่เพื่อนๆ น่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง เช่น กัปปะ และ เท็งงุ เป็นต้น

โดยปกติโยไคจะปรากฏกายเฉพาะในถิ่นของตนเท่านั้น และจะโผล่ออกมาหลอกหลอนผู้คนโดยไม่มีสาเหตุ นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่า ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณนั้น ล้วนเกิดจากการกระทำของเหล่าโยไคอีกด้วย

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของ “ยูเร” (幽霊)

ตามพงศาวดารฉบับเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น “โคะคิจิ” (古事記) ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 712 ซึ่งตรงกับสมัยนาระได้บันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับยูเรไว้ว่า “ดินแดนยมโลกซึ่งผู้ถึงแก่กรรมจำต้องเดินทางไป” หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เมื่อผู้ใดถึงแก่กรรมแล้ว ดวงวิญญาณของเขาจะออกจากร่าง และเดินทางต่อไปยังภพภูมิอื่นนั่นเอง ซึ่งความเชื่อเช่นว่านี้ก็ได้สืบทอดกันมาตลอดทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน

ภาพยูเรที่เขียนโดย มะรุยามะ โอเคียว
ภาพยูเรที่เขียนโดย มะรุยามะ โอเคียว

นอกจากนี้ ในสมัยเอโดะยังได้ปรากฏภาพเขียนยูเรที่มีใบหน้าซีดเซียว ผมยาวยุ่งเหยิง สวมเสื้อคลุมสีขาว ซึ่งเขียนโดยจิตกรที่มีนามว่า มะรุยามะ โอเคียว โดยภาพเขียนดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และกลายเป็นต้นแบบภาพลักษณ์ของยูเรในยุคปัจจุบันที่คนญี่ปุ่นต่างคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของ “โยไค” (妖怪)

ตำนานและเรื่องเล่าขานต่างๆ ของโยไค ได้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในพงศาวดาร “โคะคิจิ” (古事記) เช่นเดียวกับยูเร นอกจากนี้ยังปรากฏในพงศาวดาร “นิฮงโชะกิ” (日本書紀) ที่เขียนขึ้นหลังจากพงศวดารโคะคิจิอีกด้วย โดยตามพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า โยไค คือ อดีตเทพที่มีความประพฤติเสื่อมทราม จึงกลายร่างเป็นภูติผีหรือปีศาจที่มีรูปลักษณ์น่าหวาดกลัว นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโยไคบางตนก็ได้รับการกราบไหว้บูชาประหนึ่งเป็นเทพเจ้าเช่นกัน

บทสรุป

กล่าวโดยสรุป ยูเร (幽霊) คือ วิญญาณของผู้ล่วงลับที่ยังคงมีเรื่องติดค้างบางอย่างในโลกคนเป็น ส่วนโยไค (妖怪) คือ ภูติผี หรือ ปีศาจ ที่กลายร่างมาจากสิ่งของ หรือสัตว์ต่างๆ นอกเหนือจากมนุษย์

สำหรับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของยูเรนั้น ได้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในพงศาวดาร “โคะคิจิ” (古事記) หลังจากนั้นความเชื่อเรื่องยูเรและโลกหลังความตายก็ได้สืบทอดกันมาตลอดทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องราวของโยไคก็ได้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในพงศาวดาร “โคะคิจิ” (古事記) เช่นกัน แต่ในขณะนั้นเชื่อกันว่าโยไคคือเทพที่มีความประพฤติเสื่อมทรามจนกลายร่างเป็นภูติผีหรือปีศาจนั่นเอง

สรุปเนื้อหาจาก: thegate12
ผู้เขียน: Aongsama