มองค่านิยมสังคมผ่าน My Hero Academia และสังคมมนุษย์กลายพันธุ์แบบญี่ปุ่น

mha cover

การ์ตูนเรื่อง My Hero Academia นั้นพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ Weekly Shonen Jump (週刊少年ジャンプ) ของญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2014 และมีอนิเมะจนถึง Season 5 แล้ว ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีไม่หยุดทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

เรื่องย่อของ My Hero Academia

mha article 1

เนื้อเรื่องกล่าวถึงโลกในยุคอนาคตที่ประชากรโลกประมาณ 80% มีการกลายพันธุ์และมีความสามารถพิเศษต่าง ๆ ที่เรียกว่า ‘อัตลักษณ์ (個性)’ โดยอัตลักษณ์นี้สืบทอดทางพันธุกรรม เหล่าคนที่มีอัตลักษณ์จะมีทั้งหมด 3 กลุ่มคือ

  1. ประชาชนทั่วไป (มีอัตลักษณ์แต่ไม่ได้ใช้อัตลักษณ์ประกอบอาชีพอะไรเป็นพิเศษ)
  2. ฮีโร่ที่ใช้อัตลักษณ์ในการปราบเหล่าร้าย
  3. เหล่าร้ายที่เรียกตัวเองว่า ‘วิลเลิน (Villain)’ ที่ใช้อัตลักษณ์ในทางที่ผิดกฎหมาย

โดยพระเอกของเรื่องคือ มิโดะริยะ อิสึคุ (緑谷出久) ผู้ใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นฮีโร่ แต่โชคชะตาเล่นตลกเพราะเขากลับเกิดมาแบบไร้อัตลักษณ์โดยสิ้นเชิง ถือเป็นประชากร 20% ที่เหลือของโลกที่ไร้ความสามารถใด ๆ ในเชิงพันธุกรรมเพราะมีร่างกายเป็นมนุษย์ยุคเก่าก่อนวิวัฒนาการ

แต่ฟ้าลิขิตให้มิโดะริยะเป็นพระเอก จึงมีโอกาสได้รับสืบทอดอัตลักษณ์จาก All Might ฮีโร่อันดับหนึ่งที่มิโดริยะเชิดชู ทำให้พระเอกที่ไม่เคยมีอัตลักษณ์ใด ๆ ต้องฝึกฝนเพื่อใช้อัตลักษณ์นั้นให้มีประสิทธิภาพ และเรียนรู้การใช้อัตลักษณ์เพื่อต่อสู้กับวิลเลินและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคม โดยที่ระหว่างนั้น มิโดริยะเข้าเรียนที่โรงเรียนยูเอและก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นฮีโร่อันดับหนึ่งคนต่อไป

มองค่านิยมสังคมผ่าน My Hero Academia

mha article 2

เวลาพูดถึงเรื่อง My Hero Academia คนส่วนใหญ่มักจะนำไปเปรียบเทียบกับเรื่อง X-Men ของค่าย Marvel เพราะดูเผิน ๆ แล้วมีโครงสร้างของเรื่องที่คล้ายกันมาก คือมีเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่แบ่งเป็นฝ่ายดีกับฝ่ายร้าย แล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็ดำเนินการในรูปแบบขององค์กร และต้องต่อสู้ห้ำหั่นกัน แต่เมื่อดูปีที่ทั้ง 2 เรื่องถือกำเนิดขึ้นมาไปพร้อม ๆ กับพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์และสังคม จะพบว่าทั้ง 2 เรื่องมีความแตกต่างกันมาก

X-Men นั้นออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี ค. ศ. 1963 (ภาวิน มาลัยวงศ์, 2554) ซึ่งยังเป็นยุคที่คนกลุ่มน้อยของสังคม หรือ คนชายขอบ ยังกลัวการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากกระแสหลักของสังคม (คนกลุ่มน้อยของสังคมหรือคนชายขอบ สามารถตีความได้ทั้งกลุ่ม LGBTQ+ ผู้อพยพต่างชาติ ผู้ที่มีรสนิยมเฉพาะตัว และอื่นๆ ที่มีความ ‘แตกต่าง’ ออกไปจากกระแสหลักในสังคมของยุคนั้น ๆ) ตัวละครมนุษย์กลายพันธุ์ในเรื่อง X-Men จึงเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมที่ต้องพยายามใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่เผยให้ใครรู้ว่าตัวเองนั้น ‘แตกต่าง’ ออกไป โดยในกลุ่มนี้บางคนมีความแตกต่างทางกายภาพอย่างชัดเจนที่ไม่เหมือนมนุษย์ปกติ แต่บางคนก็ดูเหมือนมนุษย์ปกติทุกอย่างเพียงแต่มีความสามารถพิเศษแฝงอยู่ อย่างไรก็ตาม ในบริบทสังคมในเรื่อง X-Men นั้น มนุษย์ธรรมดายังคงไม่ยอมรับมนุษย์กลายพันธุ์เหล่านี้ว่าเป็นสมาชิกของสังคมและผลักไสเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์เหล่านี้ออกไป

ในขณะที่โลกของ My Hero Academia นั้นระบุไว้ชัดเจนว่า “ประชากรโลกประมาณ 80% มีการกลายพันธุ์และเกิดความสามารถพิเศษต่าง ๆ” ในเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงการ ‘กลายพันธุ์’ ว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่มองว่าเป็นพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ จึงใช้คำว่า ‘อัตลักษณ์ (個性)’ แทนคำว่า ‘กลายพันธุ์’ ทำให้ในโลกของ My Hero Academia นั้น มนุษย์กลายพันธุ์หมายถึงความเท่ อัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร พรสวรรค์ และอื่น ๆ ที่เป็นไปในเชิงบวก และคนที่ไร้อัตลักษณ์กลับถูกมองเป็น ‘มนุษย์ยุคเก่า’ ไปแทน ต่างจากมนุษย์กลายพันธุ์ใน X-Men ที่ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในสังคมเพราะถูกมองเป็นตัวประหลาด

กลับมาที่ฝั่ง X-Men ถึงแม้ว่าบางคนก็ดูเหมือนมนุษย์ปกติทุกอย่างเพียงแต่มีความสามารถพิเศษแฝงอยู่ ก็ยังไม่สามารถแสดงตัวได้ว่า ‘มีพรสวรรค์’ เพราะยังเป็นแนวคิดของสังคมยุคปี 1963 ที่เรื่อง X-Men ถือกำเนิดขึ้นมา แต่ My Hero Academia นั้นถือกำเนิดในสังคมยุคปี 2014 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นยุคที่ความแตกต่าง ความมีอัตลักษณ์ ความมีพรสวรรค์นั้นเป็นที่ต้องการ เป็นยุคที่โลกความเป็นจริงของเราให้ความสำคัญกับ Identity และการแสดงออกถึง ‘การมีตัวตนในโลก’ นั่นเอง ซึ่งเมื่อการมีอัตลักษณ์เป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะอัตลักษณ์ที่เท่ ดูดี ก็ทำให้เกิดกระแสที่กลับกัน ผลลัพธ์คือใครที่ไม่มีอัตลักษณ์หรือมีอัตลักษณ์ที่ไม่เท่ ก็จะถูกแกล้ง ดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือถูกมองข้ามไปเสียได้

mha article 3

ความน่าสนใจของเรื่อง My Hero Academia จึงชวนให้คิดตาม ว่าในสภาพที่ใคร ๆ ต่างก็มีตัวตน ใคร ๆ ต่างก็มีอัตลักษณ์ มีความโดดเด่น แต่เมื่อจู่ ๆ พระเอกที่ ‘ไร้อัตลักษณ์’ ได้รับพรสวรรค์บางอย่างมา จึงเกิดปมหลักของเรื่องให้เราติดตามว่ามิโดริยะจะเลือกทางเดินในชีวิตต่อไปอย่างไร แล้วยังมีเรื่องประเด็นระหว่างพันธุกรรมหรือชาติตระกูล VS ความพยายามพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ว่าในที่สุดแล้ว ระหว่างสิ่งที่ได้รับจากครอบครัวหรือสิ่งที่พัฒนาเองต่อด้วยตัวเอง สิ่งใดจะถูกต้องและนำไปสู่ความสำเร็จมากกว่ากัน?

จึงเป็นอีกเรื่องที่แนะนำให้หามาอ่านหรือชม และคิดตามในแง่มุมต่าง ๆ ตามที่แต่ละท่านจะรู้สึกนึกคิดกัน

รายการอ้างอิง
ภาวิน มาลัยวงศ์. (2554). รู้จักเควียร์ผ่านนักรบกลายพันธุ์เอ็กซ์เมน. วารสารมนุษยศาสตร์, 18(1), 1–14.

เกี่ยวกับผู้เขียน

writer weerayut

วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง

ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / และที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Anngle แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม