[รีวิว] SHAMAN KING: อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ที่สื่อในการ์ตูน

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตั้งแต่ปีใหม่มานี้ด้วยการงานที่รัดตัวเลยไม่ได้นั่งดู Netflix เลยจนถึงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้แหละ หลังจากที่ดู “ชาแมนคิง” จนสุดตอนเท่าที่มี ณ ตอนนั้น เลยนั่งดูต่อยาวไปถึงสุดตอนที่ 38 โน่นเลย!!! ซึ่งแน่นอนการดูติดกันแบบติดงอมแงมข้ามคืนข้ามวันเป็นสิบๆ ตอนขนาดนี้ สำหรับผู้เขียนคือมันต้องมีอะไรมากกว่าความสนุกสิ? (โดยไม่ใส่ใจกับความที่เคยโมโหว่าฉบับการ์ตูนแม่มจบได้ปาหมอนจริงๆ) ก็ต้องเรียกว่าเป็น “สาระ” ที่สร้าง “ความประทับใจ” เลยละกัน เลยขอเขียนความประทับใจที่ว่าแบบสรุปเป็นข้อๆ นะครับ

อุดมการณ์พระโพธิสัตว์

คำว่า “อุดมการณ์พระโพธิสัตว์” หมายถึงการมุ่งสู่ความดีโดยมุ่งเน้น “การฉุดช่วยผู้คน” ให้เขาได้มีโอกาส “กลับใจ เห็นทางสว่าง” ให้ได้มากที่สุด อันนี้มันคือแก่นใหญ่ใจกลางของแนวทางพุทธแบบ “มหายาน” เลยนะครับ เพราะคำว่า “มหายาน” (ซึ่งญี่ปุ่นแปลว่า 大乗 ไดโจ) หมายถึงการเป็น “ยานใหญ่” ที่จะช่วยขนสรรพสัตว์ข้ามพ้นวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิด (ช่วยผู้อื่นมาก่อน เรื่องของตัวเองไว้ทีหลัง) ซึ่งในการ์ตูนเรื่องนี้พฤติการณ์ของพระเอก (อาซาคุระ โย) นั้นได้สะท้อนถึงปรัชญาวิธีคิดตรงนี้มากมาย เช่น การพยายามช่วยไป่หลงโดยไม่ทำลาย (แต่ไปเรียกวิญญาณอาจารย์ของไป่หลงมากำราบแทน) การพยายามช่วยเต๋าเร็นให้คืนชีพขึ้นมาโดยยอมแลกกับเป้าหมายของตัวเอง ยอมสละสิทธิ์ในการแข่งชาแมนไฟท์ (แอนนารู้เข้าโมโหหนักมาก)

คำที่โยพูดออกมาเมื่อรู้ว่าเต๋าเร็นที่โดนแทงก็เพราะ “รู้สึกผิดกับการที่ตัวเองเคยฆ่าโคลม (พี่ชายของนิโคลม)”ว่า “เขาเป็นเพื่อนฉันจริงๆ” โอ้ คำนี้ มันแสดงให้เห็นว่าโยมีความปิติยินดีว่า การที่เขาถือเร็นเป็นเพื่อนโดยไม่สนใจอดีตที่เคยปะทะกัน มันทำให้เร็นเปลี่ยนแปลงจิตใจตัวเอง “ในทางที่ดีขึ้น” คือมีความรู้สึกผิด รู้ผิดชอบชั่วดีได้ อันนี้แหละคือ “อุดมการณ์พระโพธิสัตว์” จริงๆ

จงมีสติอยู่กับปัจจุบัน

เรื่องของหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาที่ปรากฏในเรื่องนี้ ที่ผู้เขียนดูแล้วซาบซึ้งมาก คือตอนที่โยเข้ารับการฝึกด้วยการไปเดินลอดถ้ำ ซึ่งมืดก็มืด แบบไม่รู้ซ้ายขวาหน้าหลังว่าจะไปทางไหนเลยทีเดียว แต่โยก็เดินแล้วออกมาได้ โดยบอกว่า “พอคิดไปคิดมาว่าจะไปทางไหนดี คิดไม่ตกเสียที เลยเลิกคิดเสียเลย” เดินมันไปเรื่อยๆ นี่แหละ โอ้โฮ มันยอดมาก ตามคำสอนในพุทธศาสนา ที่คนเรากลัดกลุ้มเศร้าหมองก็เพราะบางทีคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (อดีต) บางทีคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด (อนาคต) ไอ้การคิดถึงอนาคตนี่แหละ จะต้องทำยังไง จะต้องไปทางไหน นี่แหละที่ผลาญพลังงานคนเราที่สุด ในเมื่อคิดไปก็เท่านั้น เลิกคิด แล้วสนใจแค่การเดินก้าวไปดีกว่า โอ้โฮ นี่เป็นการฝึกสติแบบ สุดยอดไปเลยครับ

อีกเรื่องที่แสดงให้เห็นความสำคัญของการฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ เพื่อมิให้ถูกอารมณ์เข้าครอบงำนั้น ก็คือเรื่องราวอดีตของแอนนา ที่มีความสามารถอ่านใจคน ไม่สิ เหมือนความคิดของคนอื่นจะลอยเข้าหัวแอนนาเองจนความเกรี้ยวกราดทางอารมณ์ในจิตส่วนลึกสร้าง “โอนิ” (ยักษ์ 鬼) ขึ้นมา จนพระเอกปราบได้ในที่สุด ถ้าคนเราไม่ฝึกสติให้มั่น ปล่อยให้การรับรู้มาสร้างอารมณ์จนอารมณ์ครอบงำจิตได้ มันก็จะมีผลร้ายเยี่ยงนี้แล

ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต กลับใจจึงเห็นฝั่ง

หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งของคติมหายานก็คือ ที่เราต้องฉุดช่วยผู้คนให้พ้นวัฏสงสารก็เพราะว่าคนเรานั้น ไม่มีหรอกที่จะไม่หลงผิดคิดทำสิ่งที่เลว แต่เราต้องมีเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง ช่วยให้เขาคิดได้ กลับใจ ฉะนั้นสำหรับโยที่คิดว่า ไม่ว่าใครก็ควรได้รับโอกาส (ที่จะได้รับการให้อภัย) จึง “ไม่ชอบใจ” กับหลักคิดหลักปฏิบัติของพวกเอกซ์ลอว์ส ที่ทำอะไรยึดเอา “กฎ” เป็นที่ตั้งเสียจนเอะอะก็จะลงโทษ จะพิพากษาฆ่าทิ้งไปหมด มาคิดดูดีๆ ผู้เขียนเองก็ไม่ชอบหลักคิดหลักปฏิบัติของพวกเอกซ์ลอว์สนี่เหมือนกัน เพราะถึงจะพูดสวยหรูว่าเราจะสร้างและธำรงไว้ซึ่งกฎอย่างเด็ดขาด “เพื่อความสงบสุขของโลก (สังคม)” ใครล่วงละเมิดต้องถูกลงโทษ (เอาให้ตาย) แต่สุดท้ายในทางปฏิบัติ วิธีคิดและทำเยี่ยงนี้ ซึ่งไม่ต่างจากหลัก “นิติรัฐ” คือการปกครองบ้านเมืองด้วยกฎหมายแบบไม่มียืดหยุ่น (ต้องทำอย่างนี้ ห้ามผิดไปจากนี้) นั้น มันก็มีข้อน่ากังขาอยู่สองอย่าง คือ หนึ่ง บางครั้ง “กฎ” ก็ถูกตั้งขึ้นเพื่อสนอง “อำนาจนิยม” มากกว่าที่จะเป็นเรื่องความถูกต้องจริงๆ ทำนองว่า “ห้ามหมิ่นท่านเมเดน” (เพราะเดี๋ยวมาร์โกจะเดือด ชักปืนยิงเรียกพลังเทพมิคาเอลมาฟาดฟัน) อีกอย่างคือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าการใช้กฎเป็นตัวตั้ง บังคับให้คนอื่นทำตาม (เพราะฝ่าฝืนต้องโดนลงโทษ) มันจะสร้างความสงบสุขที่แท้จริงได้ ในเมื่อเนื้อแท้ก็ไม่ต่างจากการใช้ “อำนาจ” บังคับให้คนกลัว ซึ่งมันอาจจะมีคนที่ไม่กลัวอำนาจพวกนี้ (เช่นฮาโอที่ยังไงก็พลังมากกว่า) หรือคนที่อาจเจ็บแค้นได้รับความทุกข์เข็ญจนลุกขึ้นต่อต้าน (เหมือนพวกทีมไนล์ที่แทนที่จะยอมแพ้ดีๆ กลายเป็นโกรธจนต่อต้านถึงแม้ต้องตายก็ตาม)

อย่าว่าแต่โยเลย ผู้เขียนเองก็ไม่ชอบวิธีคิดและการกระทำของพวกเอกซ์ลอว์ส (โดยเฉพาะมาร์โก) เหมือนกัน

โอโฮ นี่ขนาดเป็นการ์ตูนโชเน็น (จัมป์) นะ ยังมีสาระสอดแทรกในเนื้อเรื่องให้ได้ขบคิดถึงขนาดนี้ เอาเป็นว่า ไปติดตามดูใน Netflix กันเองละกันนะครับ วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ