[รีวิว] RUROUNI KENSHIN: The Final ก็ดีนะ แต่มันน่าจะดีกว่านี้ได้อีก

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ผู้เขียนก็เขียนเรื่องหนักๆ มาเยอะแล้ว มาเปลี่ยนบรรยากาศรีวิวหนังกันสักนิดเป็นไรครับ หลังจากที่เมื่อวันก่อนได้นั่งดูเรื่อง RUROUNI KENSHIN: The Final ทาง Netflix ก็จะขอรีวิวความรู้สึก ความประทับใจที่ได้ดูเรื่องนี้แบบกระชับที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ

ในฐานะที่ผู้เขียนเองอ่านการ์ตูนเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย เรียกว่าตามอ่านเป็นแฟนประจำใน C-Kid อ่านตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงจบบริบูรณ์ เคนชินมีลูกกับคาโอรุเลยทีเดียว ส่วนแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Live Action ก็ดูหมดเลยตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 3  คือเอาจนจบภาคชิชิโอะเลย ซึ่งอยากจะบอกว่าภาค 1 และภาค 2 ทำได้ดี บรรยากาศในหนังก็เรียกว่าใช้ได้ ให้ความรู้สึกสมจริง หดหู่ปนสยองขวัญหน่อยๆ ในบางฉาก แต่จุดที่ประทับใจที่สุดในภาคแรกและภาคสองคือการโฟกัสไปถึงอารมณ์ชีวิตของพระเอก ผู้ซึ่งเป็นเหมือน “ทหารใช้แล้วทิ้ง” ของคณะปฏิวัติที่ได้กลายเป็นรัฐบาลใหม่ น่าเศร้าจริงๆ นะครับชีวิตเคนชินเนี่ย อุตส่าห์ไปรบ สู้เสี่ยงชีวิตและเลือดเนื้อ (เพราะเชื่อในอุดมการณ์เชิดชูจักรพรรดิ ล้มล้างรัฐบาลโชกุน 尊王倒幕 ซนโนโทบากุ) แต่สุดท้ายพวกที่อยู่เบื้องบนกลับได้ดิบได้ดี ส่วนตัวเองนั้นไม่ได้อะไรสักอย่างต้องออกมาเดินย่ำต๊อกตามถนน แต่เขาก็เป็นคน มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน ซึ่งจุดนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังภาคแรกและภาคสองนั้นทำได้ดี น่าประทับใจยิ่งกว่าการ์ตูนต้นฉบับซะอีก

(พูดถึงชีวิตต้องออกมาย่ำต๊อกตามถนนของเคนชิน จะบอกว่าอย่างน้อยเคนชินยังโชคดีที่ไม่เจอเรื่องราวแบบ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” เหมือนอย่างที่ชิชิโอะเจอ จนกลายเป็นความคลั่งแค้นที่ทำให้ชีวิตของเคนชินต้องมายุ่งกับเรื่องที่ไม่อยากยุ่ง แต่ก็ต้องยุ่งส่วนหนึ่งเพราะความรู้สึกว่าที่ว่าตัวเองต้องรับผิดชอบ หลังจากที่ท่าน รมต. มหาดไทยโอคุโบะถูกฟันตายอนาถ)

แต่พอมาภาคที่ 3 ด้วยการย่อเนื้อเรื่องเนื้อหาหลายอย่างทำให้บางจุดที่คาดหวัง เช่น ฉากแอ็คชั่นมันส์ๆ การดวลกันระหว่างพวกฝ่ายพระเอก ทั้งซาโนะ ไซโต้ กับพวก “จุปปงกาตานะ” (ดาบสิบเล่ม) ถูกตัดทอนจนกร่อยไปอย่างน่าเสียดาย (ใครที่อ่านการ์ตูนจะรู้ว่า Final Fight ระหว่างฝ่ายเคนชินกับจุปปงกาตานะ ทั้งตอนซาโนะปะทะอันจิ ตอนไซโต้ปะทะอุซุยเนี่ย มันส์มากๆ แต่หนังตัดทอนไปอย่างไม่น่าให้อภัย) บอกตรงๆ ว่าภาค 3 ก็เลยเป็นอะไรที่สำหรับผู้เขียนแล้วค่อนข้างน่าผิดหวัง

ส่วนภาค The Final ที่จับเอาเนื้อเรื่องของภาคเอนิชิ น้องชายของโทโมเอะ (นางอันเป็นผู้ที่ยิ่งกว่า “รักในรอยแค้น” ของเคนชิน) มาทำเป็นหนังจบในเรื่องนั้น ก่อนอื่นอยากจะบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่ได้ประทับใจกับภาคเอนิชิเท่าไหร่ เพราะรู้สึกอารมณ์เหมือนกับว่าคนเขียนยืดเรื่อง (อารมณ์คล้ายละครช่องหลายสี พอเห็นเรื่องนี้ขายดีก็ไม่ยอมจบซะงั้น) เพราะความรู้สึกมันเหมือนกับว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันจบตรงที่เคนชินเอาชนะชิชิโอะได้แล้วเท่านั้นเอง แต่ก็อารมณ์แบบว่าไหนๆ ก็อ่านการ์ตูนเรื่องนี้มาแต่แรกแล้วก็อ่านมันไปจนกว่าจะจบแล้วกัน เพราะฉะนั้นพอมาเป็นหนัง ผู้เขียนก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ขนาดไม่ได้คาดหวังอะไรมากก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่ในทีเหมือนกัน

จุดที่ผิดหวังในเรื่องนี้ก็นั่นแหละครับคล้ายๆ กับภาค 3  คือการโฟกัสในเชิงเนื้อหานั้นไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างเช่นฉากที่เอนิชิบุกโตเกียว จำได้ลางๆ ว่าในการ์ตูนสู้กันมันกว่านี้มาก ส่วนการเล่าเรื่องอดีตรักในรอยแค้น ระหว่างเคนชินกับโทโมเอะ รวมถึงที่มาที่ไปของฉากสุดท้ายที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม (เอาดาบฟันใครไม่ฟันดันฟันเมียตัวเองตาย อันเป็นจุดพีคที่ทำให้น้องชายของเมียมาล้างแค้น) การเล่าเรื่องก็ไม่มีเวลาและพื้นที่มากพอที่จะ build อารมณ์ ให้รู้สึกคล้อยตามมากพอ ฉากสุดท้ายที่เคนชินและพวกบุกเข้าไปสู้กับเอนิชิ ก็ทำออกมาได้งงๆ เช่นเห็นกันอยู่หลัดหลัดว่าคาโอรุไปติดอยู่ที่เกาะที่ไหนสักที่ แล้วจู่ๆ โผล่มาในฉากสุดท้ายได้ยังไง

แต่ก็เอาเถอะครับไหนๆ ภาคนี้ก็เป็นภาคสุดท้ายจบเนื้อเรื่องพอดีแล้ว ก็ดูกันให้จบครับ เหมือนกับตอนที่อ่านการ์ตูนนั่นแหละ ซึ่งฉากจบในหนังจบเพียงแค่เคนชินกับคาโอรุเดินไปด้วยกันคล้ายๆ กับว่าสองคนนี้จะตกลงปลงใจตกล่องปล่องชิ้นกันแล้ว แต่ส่วนตัวชอบฉากจบในการ์ตูนมากกว่าครับ ประมาณว่าเคนชินตัดสินใจไม่แตะดาบแล้วจริงๆ เพราะว่าสังขารไม่อำนวย อยู่กินกับคาโอรุมีลูกด้วยกันหนึ่งคน แล้วก็มอบดาบสลับคมให้ยาฮิโกะ (ซึ่งตอนนั้นเป็นนักดาบหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงไปแล้ว) ไป นั่นคือการจบที่แท้จริงครับ จบตรงที่ว่าถึงจุดที่เคนชินละปล่อยวางจากสิ่งที่ตัวเองเคยเป็นจริงๆ และยังพูดทิ้งท้ายว่าถึงไม่มีดาบก็ยังจะใช้ตัวหนังสือ ใช้สื่อสิ่งพิมพ์นี่แหละต่อสู้กับรัฐบาลเมจิต่อไป

จริงๆ การ์ตูนเรื่องนี้ถ้าเล่นดีๆ เปลี่ยนโทนการเล่าเรื่องสักนิดจะกลายเป็นการ์ตูนแดกดันหรือ “แฉ” ความไม่ดีงามของรัฐบาลเมจิเลยก็ยังได้ จะกลายเป็นการ์ตูนเสียดสีการเมืองแบบอิงประวัติศาสตร์ไป (ในหนังนี่บอกตรงๆ เห็นคนอย่าง อิโต้ ฮิโรบุมิ โผล่มานี่ แค่ดูบทในหนังแล้ว คิดในใจว่า “คนพรรค์อย่างนี้ต้องไม่ตายดีแน่” ซึ่งในประวัติศาสตร์จริงๆ ก็ไม่ได้ตายดีจริงๆ ด้วย คือโดนคนเกาหลียิงตาย) แต่ก็อย่างว่าแหละครับมันเป็นการ์ตูนโชเน็น คือการ์ตูนเด็กประถมมัธยมอ่านกัน บวกกับความเป็นการ์ตูนค่ายตลาดอย่างชูเอย์ฉะด้วย ก็เลยต้องเขียนการ์ตูนออกมาแบบเอาใจตลาด คือเน้นฉากบู๊ ปนเรื่องรักโรแมนติกหน่อยๆ ออกแบบตัวละครหลุดยุคราวกับหลุดมาจากการ์ตูนมาร์เวลหรือไม่ก็เกมซามูไรสปิริต เพราะถ้าเขียนใส่เนื้อหาเข้มๆ อิงประวัติศาสตร์ แดกดันการเมือง มันจะกลายเป็นการ์ตูนผู้ใหญ่อ่านไปเสียน่ะครับ

เอาละครับ ขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ ท่านผู้อ่านหากท่านไหนสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น Post-modern ก็แนะนำหัวเรื่องหรือแง่มุมที่อยากให้ค้นคว้ากันมาได้นะครับ สำหรับวันนี้ขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดีครับ