ชวนดูสุดยอดภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นแห่งปี! 4 เหตุผลที่ควรไปดู Tokyo Revengers

สำหรับแฟนๆ มังงะและอนิเมะ น่าจะพอคุ้นกับสุดยอดการ์ตูนที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดในช่วงนี้อย่าง “โตเกียว รีเวนเจอร์ส” หรือ Tokyo Revengers (東京リベンジャーズ) กันอยู่บ้าง

ต้นฉบับของการ์ตูนเรื่องนี้ เป็นผลงานมังงะของอาจารย์วาคุอิ เคน (和久井健) ที่เริ่มตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2017 และโด่งดังจนถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมะ ซึ่งซีซั่นแรกออกอากาศที่ญี่ปุ่นจบไปเมื่อช่วงกลางปี 2021 นี้เอง (แฟนๆ ชาวไทยเองก็คงจะได้ดูกันบ้างแล้วใช่ไหมคะ)

การ์ตูนเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของ “ฮานางากิ ทาเคมิจิ” หนุ่มว่างงานที่วันหนึ่งเห็นข่าวว่าอดีตแฟนสาว “ทาจิบานะ ฮานาตะ” ถูก “แก๊งโตเกียวมันจิไค” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “โตมัน” ทำให้เสียชีวิต และแล้วทาเคมิจิก็จับพลัดจับผลูไปเจอกับเรื่องวุ่นวาย เพราะอยู่ดีๆ เขาก็สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตเมื่อสมัยอยู่ชั้นมัธยมต้น และนี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเริ่มหาทางแก้ไขอดีตเพื่อช่วยชีวิตแฟนสาวให้ได้

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับวัฒนธรรมแยงกี้ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการ์ตูนเรื่องนี้ไปแล้ว (สามารถตามไปอ่านได้ที่นี่) ในครั้งนี้ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่น (ภาพยนตร์ฉบับคนแสดงที่ดัดแปลงมาจากมังงะ อนิเมะ) เรื่องนี้ จึงอยากจะมาเล่าความประทับใจว่าทำไมแฟนๆ Tokyo Revengers (หรืออาจไม่ใช่แฟนๆ แต่สนใจภาพยนตร์เรื่องนี้) ควรตีตั๋วเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันค่ะ

1. การันตีด้วยเสียงตอบรับอย่างล้นหลามที่ญี่ปุ่น

ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2021 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้โรงภาพยนตร์ในญี่ปุ่นจำกัดการเข้าชมในโรงภาพยนตร์บางพื้นที่และจำกัดจำนวนผู้ชม แต่ในช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนที่ Tokyo Revengers เข้าฉายที่ญี่ปุ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้รวมไปกว่า 4,380 ล้านเยน (ประมาณ 1,300 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ถือเป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นที่ทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าภาพยนตร์สุดฮิตอย่าง Rurouni Kenshin: The Final (るろうに剣心 最終章 The Final) ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นไลฟ์แอคชั่นที่ทำรายได้สูงสุดไปก่อนหน้านี้

2. นักแสดงที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชม

หลายๆ คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านักแสดงที่ทางทีมผู้สร้างคัดเลือกมาเล่นไลฟ์แอคชั่นเรื่องนี้นั้น เรียกได้ว่าแทบจะหลุดมาจากมังงะเลยก็ว่าได้

เริ่มจากคิตามุระ ทาคุมิ (北村 匠海) ดาราดาวรุ่งเจ้าของรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากหลายเวที ที่คนไทยอาจจะเคยดูภาพยนตร์ที่เขานำแสดงอย่าง I Want to Eat Your Pancreas (ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ) ได้มารับบทเป็นทาเคมิจิ หรือ “ทาเคมิจจิ”

ซึ่งพอจับเขามาแต่งตัวทำผมแบบทาเคมิจิเข้าหน่อยก็กลายเป็นทาเคมิจิได้แบบไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้คิตามุระยังพิสูจน์ให้ผู้ชมเห็นถึงฝีไม้ลายมือการแสดงของเขาที่สร้างทาเคมิจิในแบบฉบับคนแสดงได้น่าประทับใจมาก เรียกว่าฉากเศร้า ฉากฮา ฉากจริงจัง นักแสดงคนนี้เอาอยู่จริงๆ

อีกคนที่ได้รับเสียงตอบรับดีไม่แพ้กันคือยามาดะ ยูกิ (山田 裕貴) ซึ่งรับบทเป็น ริวงุจิ เคน หรือ “ดราเค่น” หนุ่มร่างสูงกับทรงผมไถข้างมัดหางเปีย พร้อมรอยสักรูปมังกรที่ศีรษะ

นักแสดงหนุ่มคนนี้ผู้เขียนติดตามผลงานมานาน คาดว่าแฟนๆ ภาพยนตร์และซีรีส์ญี่ปุ่นก็คงจะพอคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้าง จากผลงานที่เขาร่วมแสดงและสามารถหาดูได้ในบ้านเราก็อย่างเช่นเรื่อง Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You (พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน) ซีรีส์และภาพยนตร์เรื่อง HiGH&LOW ซีรีส์เรื่อง The Many Faces of Ito (รักหลายหน้าของอิโตะ) เป็นต้น

ฝีมือการแสดงของเขาไม่ธรรมดาและบอกได้เลยว่าดราเค่นก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่เขาทำได้โดดเด่นไม่น้อย เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ได้พอตัวทีเดียว ถ้าจะให้โหวตคนที่เฉิดฉายที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะมีดราเค่นติดอยู่อันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

สำหรับคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือนักแสดงขวัญใจสาวๆ อย่างโยชิซาวะ เรียว (吉沢亮) ที่รับบทเป็น ซาโนะ มันจิโร่ หรือ “ไมกี้” หัวหน้าแก๊งโตมัน หนุ่มน้อยหน้าใสที่แม้จะตัวเล็กแต่เวลาเขาเอาจริงขึ้นมาก็หาคนจะต่อกรได้ยากเลยทีเดียว

โยชิซาวะ เรียว เคยฝากผลงานพิสูจน์ฝีมือของเขาไว้แล้วหลายเรื่องอย่างภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่น อย่าง Gintama (กินทามะ ซามูไร เพี้ยนสารพัด) และ Kingdom (คิงดอม มหาสงครามกู้แผ่นดิน) จนหลายๆ คนให้ฉายาเขาว่า “เจ้าพ่อไลฟ์แอคชั่น”

แม้ว่าโยชิซาวะจะไม่ได้มีภาพลักษณ์เด็กๆ ไร้เดียงสา (แต่จริงๆ โหดใช่เล่น) เท่ากับไมกี้ในเวอร์ชั่นการ์ตูน แต่นักแสดงคนนี้สามารถสร้างไมกี้ในแบบของตัวเองที่ดูมีเสน่ห์และสร้างความประทับใจให้ผู้ชมได้ไม่น้อยเลย

นอกจากสามคนที่กล่าวมาแล้ว เรื่องนี้ยังได้นักแสดงมากความสามารถอีกหลายคนมาร่วมแสดงด้วย เช่น อิมาดะ มาโอะ (รับบท ทาจิบานะ ฮินาตะ) มามิยะ โชทาโร่ (รับบทเป็น คิซากิ เท็ตตะ) เป็นต้น

3. เพลงประกอบสุดเท่

เพลง Namae wo Yobu yo (名前を呼ぶよ) ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้วงร็อคสุดคูลอย่าง SUPER BEAVER มาแต่งและร้องเพลงนี้

เนื้อเพลงกล่าวถึงคนคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนสำคัญ ซึ่งสื่อถึงสิ่งที่ตัวละครเอกพยายามจะทำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแกนหลักของเนื้อเรื่องคือการที่ตัวเอกต้องการปกป้องแฟนสาวของเขา ทำให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปได้

เพลงนี้จึงถือเป็นการย้ำแกนหลักของเรื่อง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการ์ตูนหรือภาพยนตร์ และตัวเอกของเรื่องนี้ก็ว่าได้ อย่างที่ดราเค่นกล่าวชมทาเคมิจิในเรื่องว่า “คนที่ชกต่อยน่ะมีมากแล้ว แต่คนที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญนั้นหาได้ยาก”

4. การดำเนินเรื่องที่กระชับแต่คงเอกลักษณ์เดิมไว้

ที่ผ่านมาผู้เขียนเคยได้ยินแฟนๆ การ์ตูนหลายคนพูดว่า พวกเขาไม่ค่อยคาดหวังการภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นมากนัก เพราะการจะนำมังงะหรืออนิเมะมาทำเป็นแบบฉบับคนแสดงนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย่อเนื้อเรื่องจากมังงะที่อาจจะมีความยาวหลายสิบเล่มมาเป็นภาพยนตร์ไม่กี่ชั่วโมง คงไม่สามารถนำเนื้อเรื่องใส่เข้ามาได้หมด

แต่สำหรับ Tokyo Revengers เป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นที่ดีเกินความคาดหมาย ผู้กำกับเลือกที่จะนำเนื้อเรื่องส่วนต้นๆ ของมังงะและอนิเมะมาใช้ในภาพยนตร์ มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาและรายละเอียดบางส่วน และตัดตัวละครบางตัวออกไปบ้าง ทั้งนี้เพื่อทำให้เนื้อเรื่องมีความลื่นไหล และทำให้ตัวละครที่ปรากฏในเรื่องสามารถมีบทบาทของตัวเอง (ไม่ใช่ออกมาเพียงช่วงสั้นๆ แล้วหายไปเลย) แม้ว่าบางฉากจะไม่ดูอลังการเท่ามังงะหรืออนิเมะแต่ก็เป็นจุดที่เข้าใจได้ด้วยข้อจำกัดของการนำเสนอในรูปแบบคนแสดง

อย่างไรก็ตาม แก่นหลักของเรื่องอย่าง การปกป้องคนสำคัญ ความรักพวกพ้อง ความพยายามในรูปแบบของตัวเองโดยไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ความพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน อีกทั้งการดำเนินเรื่องและใส่ดนตรีประกอบแต่ละฉากทำได้ค่อนข้างดี ฉากซึ้ง ฉากบู๊ ฉากฮา มีจังหวะจะโคนและผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม เรียกได้ว่าพาผู้ชมในอินไปกับเนื้อเรื่องได้แบบเอาอยู่

จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงได้ความนิยมในญี่ปุ่นขนาดนี้ แฟนๆ ชาวไทย (รวมถึงคนที่อาจจะไม่เคยรู้จักเรื่องนี้มาก่อน) ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองนะคะว่า Tokyo Revengers นั้นดีอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า…แต่ผู้เขียนขอทิ้งท้ายไว้สักหน่อยว่า “ดราเค่นงานดีมากค่ะ” (ฮา)

ภาพประกอบจาก: prtimes1, prtimes2