รู้หรือไม่…วัฒนธรรม “ไอดอลชาย” ในญี่ปุ่นมีที่มาอย่างไรกันนะ?

หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นกลุ่มนักร้องหรือศิลปินไอดอลชายทั้งแบบฉายเดี่ยวและเป็นกลุ่ม ที่มีสาวๆ ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ตามกรี๊ดกันมาบ้าง หรือผู้อ่านบางคนอาจจะเป็นหนึ่งในสาวๆ กลุ่มนั้นหรือเปล่าคะ

ปัจจุบันวัฒนธรรมไอดอลชายนี้เป็นที่แพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และจีน แต่รู้หรือไม่ว่าศิลปินชายลักษณะนี้ จริงๆ แล้วมีที่มาจากบอยแบนด์จากประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่กลับมาเป็นที่นิยมและบูมเอามากๆ ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโชวะ (ค.ศ.1926 – 1989) เป็นต้นมา

จุดเริ่มต้นของ “ไอดอลชาย” ในญี่ปุ่น

ชายคนที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นไอดอลชายคนแรกในสมัยโชวะ น่าจะเป็น ซาวาดะ เคนจิ (沢田研二) นักร้องนำวง เดอะ ไทเกอร์ส (ザ・タイガース) วงป๊อปร็อกที่เดบิวต์ในปี 1967 ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน

ภาพลักษณ์ของ ซาวาดะ เคนจิ ในตอนนั้นเป็นผู้ชายผอมบาง ผมยาวประบ่า หน้าหวานและมีดวงตากลมโต ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ของชายหนุ่มญี่ปุ่นในยุคก่อนหน้า ที่มักจะต้องแสดงความเป็นชายชาตรีมาดเข้ม โดยเฉพาะในสมัยสงครามโลกที่มีค่านิยมว่าผู้ชายจะต้องไม่แสดงด้านที่อ่อนโยนให้ใครเห็นง่ายๆ

ซึ่งภาพลักษณ์ของผู้ชายในลักษณะเดียวกับ ซาวาดะ เคนจิ เรียกได้ว่ามีสเน่ห์และเป็นที่ถูกตาต้องใจสาวๆ ทั่วญี่ปุ่นในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

ยิ่งในปี 1968 เดอะ ไทเกอร์ส ได้ออกซิงเกิ้ลเพลง Yellow Cats (イエロー・キャッツ) ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Sekai wa Bokura wo matte iru (世界はボクらを待っている) ที่นำแสดงโดยสมาชิกในวง ในฉากที่เพลงนี้ดังขึ้นในภาพยนตร์ มีฉากที่ ซาวาดะ เคนจิ ทำท่าเหมือนน้องแมวเหมียวแสนน่ารัก ยิ่งเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ไม่น้อยเลย

ด้วยกระแสไอดอลชายที่เริ่มต้นจากซาวาดะนี้ ว่ากันว่าซาวาดะเป็นต้นแบบของการปั้นไอดอลชายในค่าย “จอห์นนี่ส์” (ジャニーズ事務所) ที่ก่อตั้งโดยคุณจอห์นนี่ คิตากาว่า (ジャニー喜多川) ในเวลาต่อมาเลยทีเดียว

การกำเนิดของไอดอลชายในยุคถัดมา

ในช่วงปี 1970 ได้มีไอดอลกลุ่มใหม่ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ ชินโกะซังคะ (新御三家) ประกอบไปด้วยสมาชิกคือ โก ฮิโรมิ (郷 ひろみ) โนะงุจิ โกโร่ (野口五郎) และ ไซโจ ฮิเดกิ (西城秀樹)

ไอดอลกลุ่มนี้เรียกได้ว่าช่วยตอกย้ำกระแสความนิยมของไอดอลชายในอุดมคติของสาวๆ เข้าไปอีก ด้วยสไตล์การร้องเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ ภาพลักษณ์ใสๆ และอ่อนโยนราวกับเป็นพระเอกที่หลุดมาจากการ์ตูนบอยเลิฟ ทำให้สาวๆ ในยุคนั้นโดนตกไปตามๆ กัน

แม้ในปัจจุบันวงนี้จะไม่ได้รวมตัวกันแล้ว แต่สมาชิกอย่าง โก ฮิโรมิ ก็มีผลงานเดี่ยวออกมาให้แฟนๆ ได้กรี๊ดกันอย่างต่อเนื่องถึงจะอายุ 60 กว่าแล้วก็ตาม

ในช่วงปี 1980 มีศิลปินจากค่ายจอห์นนี่ เปิดตัวออกมาสร้างเสียงฮือฮาอีกครั้ง วงนั้นคือ ทาโนะคิน ทรีโอ (たのきんトリオ) ประกอบไปด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ ทาฮาระ โทชิฮิโกะ (田原俊彦) โนะมุระ โยชิโอะ (野村 義男) และ คนโด มาซาฮิโกะ (近藤 真彦)

ภาพลักษณ์ของวงนี้เหมือนเป็น “พี่ชายข้างบ้าน” ที่แม้จะดูมีความแมนสมชาย แต่ก็มีความอบอุ่นใจดีด้วย แม้ว่าการแสดงด้านการร้องเพลงของวงนี้ในช่วงแรกไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่จุดเด่นของวงคือการเต้น โดยเฉพาะ ทาฮาระ ที่มีความสามารถในการเต้นอยู่ในระดับสูงทีเดียว ทำให้ต่อมามีหลายๆ คนให้ภาพลักษณ์ของวงไอดอลในค่ายจอห์นนี่ส์ว่าจะต้องเต้นเก่งนั่นเอง

ยุครุ่งเรืองวงไอดอลชาย และวัฒนธรรมที่กระจายไปสู่ประเทศข้างเคียง

จากนั้นไม่นาน วงไอดอลชาย โชเน็นไต (少年隊) ภายใต้สังกัดค่ายจอห์นนี่ส์ ก็ได้เปิดตัวในปี 1985 วงนี้ประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ ฮิงาชิยาม่า โนริยูกิ (東山紀之) นิชิคิโอริ คาสึคิโยะ (錦織一清) และ อุเอคุสะ คาทสึฮิเดะ (植草克秀)

วงโชเน็นไตนี้โด่งดังมากจนทำให้ค่ายจอห์นนี่ส์กลายเป็นผู้ครองตลาดไอดอลชายในสมัยนั้น และเป็นการสร้างบรรทัดฐานของวงไอดอลในสมัยต่อๆ มา

ตั้งแต่นั้นมา ค่ายจอห์นนี่ส์ก็ได้ผลิตวงไอดอลชายของมาครองใจสาวๆ อีกมากมาย คิดว่าหลายๆ คนคงรู้จักวง ฮิคารุ เก็นจิ (光GENJI) SMAP Tokio V6 อาราชิ (嵐) คันจานิ 8 (関ジャニ∞) หรือแม้แต่วงน้องใหม่อย่าง SixTones หรือ Snow Man ก็ล้วนสังกัดค่ายนี้กันทั้งนั้น

ในยุครุ่งเรืองของโชเน็นไต วัฒนธรรมไอดอลชายได้แพร่หลายไปยังประเทศข้างเคียงอย่างเกาหลีใต้เช่นกัน ในปี 1987 วง โซบังช่า (ภาษาเกาหลี: 소방차) ได้เดบิวต์โดยได้รับอิทธิพลจากสไตล์ของไอดอลฝั่งญี่ปุ่น

ปัจจุบันวงไอดอลชายหรือบอยแบนด์ฝั่งเกาหลีเองก็มีการพัฒนาและสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง จนมีวงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยบางวงอย่าง BTS หรือ BIGBANG ก็ยังได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่นอีกด้วย

ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา วงการไอดอลชายของญี่ปุ่นมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมไอดอลนี้ได้รับการเผยแพร่ไปในประเทศต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเอเชียรวมถึงประเทศไทยด้วย

คาดว่ามีแฟนๆ ชาวไทยไม่น้อยเลยทีเดียว ที่คอยติดตามศิลปินไอดอลญี่ปุ่นอยู่ (รวมถึงผู้เขียนด้วย) วงการนี้จะพัฒนาต่อไปอย่างไร จะเดินไปในทิศทางไหน เราคงต้องติดตามกันต่อไปแล้วค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก: yorozoonews