Last Idol เรียลลิตี้ไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น เตรียมบุกไทยเพื่อค้นหา “ไอดอลคนสุดท้าย” นำทีมโดย Akimoto Yasushi ผู้ให้กำเนิด AKB48!

หลังจากสถานการณ์ของโรคระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มคลายตัวลง ในช่วงเวลาที่ปราศจากอีเวนท์ของศิลปินจากต่างประเทศแบบนี้ วงการไอดอลของไทยนั้นก็ได้กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง นอกจากจะมีไอดอลหน้าใหม่หลายวงเปิดตัวกันออกมาแล้ว ก็ยังมีผู้จัดหลายฝ่ายได้จัดกิจกรรมของไอดอลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนวงการไอดอลไทย ยกตัวอย่างก็เช่น LODI X ของทาง Workpoint Entertainment ที่จะพาไอดอลหญิงทั่วฟ้าเมืองไทยมาเข้าร่วมแข่งขันหาสุดยอดวงไอดอล ซึ่งในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้อยู่ เราก็ยังไม่ทราบว่ารายการจะออกมาในรูปแบบใด ทว่า จู่ ๆ ก็ได้มีข่าวแพร่กระจายทางโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า Last Idol รายการ Idol Survival ชื่อดังที่มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่นกำลังจะมาดำเนินการแข่งขันเฟ้นหา “ไอดอลคนสุดท้าย” กันที่ประเทศไทยแล้วครับ!

ทำความรู้จัก Last Idol

ก่อนอื่น หลายคนอาจจะสงสัยว่า Last Idol คืออะไร? แตกต่างจากรายการเรียลลิตี้ประกวดร้องเพลงทั่วไปตรงไหน? ก่อนอื่นก็ต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดของรายการที่นำโดยคุณ Akimoto Yasushi โปรดิวเซอร์ไอดอลหญิงคนดัง บิดาผู้ให้กำเนิดไอดอลตระกูล AKB48 ต้นตำรับและวงพี่สาวของ BNK48 ของไทย รวมไปถึง Sakamichi Series ที่นำโดย Nogizaka46, Keyakizaka46 (ปัจจุบันรีแบรนด์ใหม่เป็น Sakurazaka46), Hinatazaka46 รวมไปถึงไอดอลรวมดาราตลก Yoshimotozaka46 นอกจากไอดอลทั้ง 2 ตระกูลหลักนี้แล้ว Akimoto Yasushi หรือที่แฟน ๆ ไอดอลญี่ปุ่นบ้านเราเรียกติดปากว่า “ลุงแว่น” ก็ยังได้โปรดิวซ์ไอดอลและศิลปินรายอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้ง Last Idol ไอดอลที่เกิดจากรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มไอดอลหญิงที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในประเทศญี่ปุ่นขณะนี้

Last Idol นั้นเป็นรายการแข่งขันแนวเซอร์ไววัล ที่มีคอนเสปต์แตกต่างจากรายการประกวดไอดอลที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยอย่าง Produce101 ของฝั่งเกาหลี และเรียกว่าน่าจะมีคอนเสปต์ที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวก็ไม่ผิดนัก ด้วยแนวคิดแปลกใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการออดิชั่นหาสมาชิกวงชั่วคราวมาเป็นตัวยืน 7 คน โดยผู้สมัครนั้นนอกจากคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ไอดอลวงอื่น ๆ ก็สามารถมาสมัครร่วมแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน โดยจะต้องขออนุญาตกับทางต้นสังกัดมาให้เรียบร้อย หากสมมติว่าเกิดเป็นผู้ชนะขึ้นมา ก็จะต้องทำกิจกรรมในรูปแบบ “เคงนิน” หรือก็คือควบทั้ง Last Idol และวงเดิมของตัวเอง

แม้ว่าสมาชิกวงชั่วคราว 7 คนนั้นจะฝ่าด่านการออดิชั่นสุดหินกับผู้เข้าแข่งขันหลายพันคนมาก่อนแล้ว แต่เส้นทางของพวกเธอสู่การเป็น Last Idol นั้นเรียกได้ว่าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เมื่อศึกที่แท้จริงของรายการนี้คือ ในแต่ละสัปดาห์ ทางรายการนำมีผู้ท้าชิง 1-2 คน ที่คัดเลือกมาจากการเปิดออดิชั่นเป็นรอบ ๆ เข้ามาท้าชิงตำแหน่งของสมาชิกทั้ง 7 คน สมมติว่ามั่นใจในตัวเองมาก อยากเป็นเซ็นเตอร์ ก็ท้าชิงกับเซ็นเตอร์ได้เลย หากชนะก็จะได้เข้ามาเป็นเซ็นเตอร์ชั่วคราว แล้วก็เข้ามารอการท้าชิงจากคนอื่นในสัปดาห์ถัด ๆ ไปของการแข่งขัน ส่วนเซ็นเตอร์เดิมที่แพ้ออกไป ความฝันของเธอคนนั้นก็จบลงตรงนั้น ไม่มีการกลับมาแก้มือ การแข่งขันจะดำเนินไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งจบรายการ 7 คนสุดท้ายที่รักษาตำแหน่งสมาชิกชั่วคราวของตัวเองเอาไว้ได้ก็จะได้เดบิวท์ในฐานะ Last Idol นั่นเองครับ ผู้อ่านพอจะนึกภาพออกแล้วใช่ไหมว่า กว่าจะได้ไอดอล 7 คนสุดท้ายออกมา ระหว่างนั้นจะมีดราม่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง? แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงคอนเส็ปต์ของรายการในซีซั่นที่ 1 เท่านั้นครับ

แน่นอนว่า จากเด็กหลายพันคนที่เข้าร่วมสมรภูมิรบในครั้งนี้ คงไม่ได้มีแค่ 7 คนแน่ ๆ ที่มีดีเพียงพอที่จะได้เดบิวท์ หากมองในมุมของการตลาดแล้ว การที่จะปล่อยเด็กที่มีความนิยมและศักยภาพสูงไปเฉย ๆ คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ทางผู้บริหารของโปรเจ็คต์จึงมีเซอร์ไพรส์เป็นการสร้างวงไอดอลขึ้นมาจากเด็กบางส่วนที่ตกรอบ กลายเป็น 4 วงดังต่อไปนี้

Good Tears

Choux Cream Rockets

Someday Somewhere

Love Cocchi

ซึ่งทั้ง 4 วง ก็จะได้ร้องเพลง Coupling Song (เพลงรองจากเพลงซิงเกิ้ล) ในซิงเกิ้ล Bandwagon ซึ่งเป็นเดบิวท์ซิงเกิ้ลของ Last Idol นั่นเองครับ เรียกว่าออดิชั่นกันทั้งที ได้ไอดอลมาถึง 5 วงเลย

Note: Nagatsuki Midori คือเด็กสาวคนเดียวที่ได้เดบิวท์ในฐานะ Last Idol และสมาชิกยูนิตรองอย่าง Choux Cream Rockets เนื่องจากคนที่ชนะได้ตำแหน่งของน้องถอนตัวออกไป ทำให้เกิดการแข่งขันใหม่ ซึ่งก็เป็นน้อง Midori ได้ตำแหน่งไปครับ

ต่อมาในรายการซีซั่นที่ 2 คอนเส็ปต์ของรายการเปลี่ยนไป จากการเฟ้นหาไอดอล 7 คนสุดท้าย มาเป็นการนำไอดอลที่เกิดจากซีซั่นแรกทั้ง 5 วง มาแข่งขันกันเอง เพื่อชิงตำแหน่งผู้ที่จะได้ร้องเพลงโปรโมทหลักในซิงเกิ้ลต่อไป โดยไอดอลทั้ง 5 วงก็จะได้โปรดิวเซอร์ชื่อดังของวงการไอดอลญี่ปุ่นมาช่วยดูแล ซึ่งหัวเรือแต่ละคนนั้นมีดีกรีระดับที่จะเรียกว่าไม่ธรรมดาก็ยังน้อยไป ต้องใช้คำว่า “สุดยอดของวงการ” เลยน่าจะชัดเจนกว่า ทั้ง 5 คนประกอบไปด้วย

Oda Tetsuro ตำนานร็อคเกอร์ชื่อดังผู้สร้างสรรค์บทเพลงประกอบอนิเมะชื่อดังมากมาย รวมไปถึงเขียนเพลงให้กับศิลปินดัง ๆ อีกหลายราย อาทิ AKB48, Nanase Aikawa, ZARD, Kinki Kids, WANDS และอีกมากมาย โดยเขาระดับผิดชอบดูแลวง Good Tears

Komuro Tetsuya โปรดิวเซอร์ตัวท็อปของวงการเพลงญี่ปุ่น ถ้าในยุค 80s จะรู้จักกับเขาในนามของสมาชิกตำนานวงนิวเวฟชื่อดัง TM Network เขาจะมารับหน้าที่โปรดิวซ์วง Last Idol

Sashihara Rino อดีตสมาชิกวงไอดอล AKB48 และ HKT48 เซ็นเตอร์เพลง Koisuru Fortune Cookie ไอดอลหญิงที่ดังที่สุดของวงการไอดอลญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการวาไรตี้ โปรดิวเซอร์ไอดอล ผู้จัดงานอีเวนท์ ฯลฯ เธอจะมากุมบังเหียนให้กับวง Someday Somewhere

Tsunku อดีตสมาชิกวงร็อค Sharam Q แต่ทุกคนรู้จักเขาในฐานะผู้ให้กำเนิด Morning Musume ซึ่งเขาจะมาทำหน้าที่โปรดิวซ์วง Love Cocchi

Akimoto Yasushi รับหน้าที่ดูแลวง Choux Cream Rockets

ในปัจจุบัน รายการ Last Idol ก็ยังมีอยู่ สมาชิกหลายคนก็จบการศึกษาออกไป คอนเส็ปต์รายการก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ รวมถึงมีการหาสมาชิกรุ่น 2 จะเรียกว่าตามใจผู้บริหารก็คงไม่ผิดอะไรนักครับ ส่วนตัวผู้เขียนก็ไม่ได้ติดตามตัวรายการเท่าไรนัก แต่ก็ฟังเพลงใหม่ ๆ ของโปรเจ็กต์นี้อยู่ตลอด แค่คิดภาพตามว่าเราจะได้ฟังเพลงเหล่านี้ในเวอร์ชั่นไทยก็น่าตื่นเต้นแล้วล่ะครับ เพราะมีแต่เพลงดี ๆ ทั้งนั้นเลย

Last Idol บุกเมืองไทย!

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีข่าวอันเป็นที่ฮือฮาในหมู่แฟน ๆ ไอดอลชาวไทยแพร่กระจายตามโซเชียลเน็ตเวิร์ค ในรายละเอียดเบื้องต้นระบุไว้ว่าคุณ Akimoto Yasushi จะนำรายการ Last Idol มาทำใหม่ในเวอร์ชั่นไทย โดยจะมีงานแถลงข่าวเปิดตัวที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ และในงานจะมีคุณ Akimoto วิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์มาพูดคุยกับผู้เข้าร่วมงานด้วยตนเอง นอกจาก “ลุงแว่น” แล้ว งานนี้ก็ยังมีการเสวนา IDOL 101 พูดคุยเรื่องไอดอลแบบเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ โดยทีมงานยูทูบเบอร์ชื่อดังอย่าง เสือร้องไห้ และพิธีกรสองสาว ม่านมุก-พิม ไอดอลจากวง Sweat16 มาดำเนินรายการ ก็ไม่ทราบได้ว่าทั้งคู่จะเข้าแข่งขัน Last Idol ด้วยหรือเปล่านะครับ แต่โอกาสการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ในตำนานอย่างคุณ Akimoto Yasushi อยู่ตรงหน้าแล้ว จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก

หากใครคิดว่างานนี้มาเล่น ๆ แล้วก็ขอบอกไว้เลยว่าคิดผิดครับ เมื่อทางบริษัท M Pictures หนึ่งในกลุ่มทุนเจ้าของโปรเจ็กต์ได้เปิดเผยเอกสารการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ลาสต์ ไอดอล (ไทยแลนด์) จำกัด ออกมา ในเอกสารระบุให้เห็นถึงทุนจดทะเบียนด้วยวงเงิน 100 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ ได้แก่ บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เซิร์ช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริษัท ดราคอนิค จำกัด และ บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นมหาโปรเจ็กต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ๆ ผู้เขียนขอเป็นหนึ่งคนที่จะติดตามรายการนี้อย่างแน่นอนครับ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “LAST IDOL from Tokyo to Bangkok” เพื่อเป็นสักขีพยานในการฟังประกาศสำคัญที่จะอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการไอดอลไทยไปตลอดกาล ก็สามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 26 กันยายน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 30 กันยายน เวลา 20.00 น. ตามลิงค์ https://forms.gle/pkcQuPTR2YkfgVrE6 ประกาศผลผู้โชคดี 300 ท่านแรก วันที่ 1 ตุลาคม พร้อมรับของที่ระลึกเป็นเข็มกลัด LAST IDOL Limited Edition ที่จุดลงทะเบียนหน้างาน แล้วพบกันในวันที่ 2 ตุลาคม 2020 นี้ครับ!