”ฮัพกิโด” กับ “ไอคิโด” มันก็เหมือนชีสเบอร์เกอร์กับแฮมเบอร์เกอร์นั่นแหละ! ว่าด้วยวิชาต่อสู้ของเกาหลีที่มาจากญี่ปุ่น

ที่มา wikipedia.org

“ฮัพกิโด” 合氣道 เป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ที่เป็นที่รู้จักของเกาหลี ซึ่งถ้าจะพูดแบบไม่เกรงใจแล้วมันก็คือไอคิโด 合気道 เวอร์ชั่นเกาหลีนั่นแล ประวัติของมันมีว่าผู้ก่อตั้งวิชาฮัพกิโดคือ ชเวยงซุล 崔龍述 นั้นเป็นลูกศิษย์ (?) ของอาจารย์ทาเคดะ โซคาคุ เจ้าสำนักไดโตริวยูยิตสู (大東流柔術) ซึ่งอาจารย์ทาเคดะ โซคาคุก็เป็นอาจารย์ของอาจารย์อุเอชิบะ โมริเฮย์ ผู้ก่อตั้งวิชาไอคิโด เรียกว่าผู้ก่อตั้งของทั้งสองวิชาเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน? แต่บางคนก็แย้งว่า ชเวยงซุล ได้เป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชากับอาจารย์ทาเคดะจริงเหรอ? เป็นศิษย์ในสำนักอย่างเป็นทางการ หรือจะเป็นเพียงเด็กรับใช้เกาหลีที่ไปลักจำวิชามาแค่นั้น? เรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นให้เถียงกันต่อไป

ซึ่งหลังจาก ชเวยงซุล ได้มาอยู่เกาหลีเมื่อปี พ.ศ.2491 และสอนวิชาที่ได้เรียนมา ทีแรกเรียกชื่อวิชาว่า “ยูซูล” 유술 (“ยูยิตสู” 柔術 ในสำเนียงเกาหลี) หรือ “ยาวารา” 야와라 (ยืมคำว่า ยาวะระ 柔ら ของญี่ปุ่นมาดื้อๆ) ไปๆ มาๆ เรียก “ฮัพกิ ยูควอนซุล 合氣柔拳術) แล้วก็เป็น “ฮัพกิโด” แล้ว (บางคนว่าที่ใช้ชื่อฮัพกิโด ซึ่งเขียนตัวจีนเหมือนไอคิโดเลย ก็เพราะเห็นตอนนั้นว่าวิชา “ไอคิโด” ของอาจารย์อุเอชิบะกำลังดัง เรื่องนี้เกาหลีลอกกันเห็นๆ เพราะอาจารย์อุเอชิบะนั้นเริ่มพัฒนาแนวคิดในการฝึกวิชาซึ่งหลุดไปจากแนวทางของสำนักไดโตริวเดิมและเปลี่ยนมาใช้ชื่อวิชาตามแนวทางของตนว่า “ไอคิ บูโด” 合気武道 มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2485)

Choi Yong-sool portrait 888
ชเวยงซุล ผู้ก่อตั้งวิชาฮัพกิโด ที่มา wikipedia.org

อย่างไรก็ดี ชเวยงซุล นั้นมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และลูกศิษย์ก็แตกออกไปตั้งสำนักกันเองจนกลายเป็นว่าทุกวันนี้มีองค์กรเกี่ยวกับฮัพกิโดหลายองค์กร เช่น สมาคมฮัพกิโดแห่งเกาหลี สมาคมคิโดแห่งเกาหลี สมาพันธ์ฮัพกิโดแห่งเกาหลี แบบนี้ไม่รู้ว่าองค์กรไหนเป็น “สำนักเที่ยงแท้มาตรฐาน” กันแน่ (ซึ่งก็แย่งกันเป็นอยู่) แถม “ฮัพกิโด” ก็ไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นประเภทสมาชิกสมาคมพลศึกษาแห่งเกาหลีด้วย

อี โฮชอล นักค้นคว้าศิลปะการต่อสู้วัย 54 ปี ซึ่งได้ศึกษาฮัพกิโดและศิลปะการต่อสู้อื่นๆ ของเอเชีย ได้กล่าวว่า “ฮัพกิโด เป็นวัฒนธรรมของเกาหลีอย่างเคร่งครัด แต่ถูกผูกติดกับเพียงมุมมองในเชิงลบและมองข้ามความเป็นเลิศของมันไป” ทั้งยังกล่าวว่า “(ถึงแม้ว่า) ฮัพกิโดกับไอคิโด จะมีชื่อ (ที่เขียนเป็นตัวคันจิ) เหมือนกัน แต่ก็ได้เปลี่ยนและและพัฒนาเป็นศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ของตนเอง ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมของตนเอง (คือเกาหลีและญี่ปุ่น)”

“ฮัพกิโดแตกต่างจากไอคิโดตรงที่มีเทคนิคที่โดดเด่น เช่น ท่าเตะ สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมเกาหลีที่ชอบใช้เท้ากับกระดูกเชิงกรานที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีเนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา”

กลับมาที่หัวเรื่องนะครับ ผู้อ่านเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า…

“ฮัพกิโด” 合氣道 กับ “ไอคิโด” 合気道 นั้นไซร้ มันก็เหมือนชีสเบอร์เกอร์กับแฮมเบอร์เกอร์นั่นแหละ!

เพราะฮัพกิโด มีท่าเตะด้วยน้า…

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างในยูทูบให้ดูกันให้รู้ไปเลย

ดูไอคิโดก่อน

ส่วนนี่คือฮัพกิโด ตรงนี้ใครว่าไม่เหมือนไอคิโดบ้างครับ ท่าควบคุมข้อมือ บิดข้อมือให้ล้ม ดูผาดๆ มันก็ครือๆ กันนั่นแหละ แค่ฮัพกิโดใส่ท่าเตะต่อย มีท่าเบ่งลมปราณกำลังภายในกับเขาด้วย

หากเปรียบไอคิโดเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ฮัพกิโดมันก็เป็นเบอร์เกอร์ใส่ชีส เอ้ย ชีสเบอร์เกอร์นั่นหละ

แต่ผู้เขียนดูแล้ว ฮัพกิโดมันดูเน้นกายกรรมกระโดดโลดเต้น แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวในเทคนิคการล็อกการอะไรมันดูหยาบ เกร็ง แข็งขืน ไม่ดูละเอียด พลิ้วไหว ไหลลื่นอย่างไอคิโดของญี่ปุ่น

ก็อย่างว่าแหละครับ มันอยู่ที่ความหยาบความละเอียดของจิตใจที่ไม่เหมือนกัน ความหยาบความละเอียดของจิตใจมันสะท้อนออกมาในวัฒนธรรมได้ทุกอย่างแหละครับตั้งแต่หน้าตาอาหารไปถึงศิลปะการต่อสู้ ผู้เขียนบอกได้แค่ว่าอย่าไปอะไรมากกับคนเกาหลี ประเทศเกาหลี หรือวัฒนธรรมเกาหลีนักเลย ข้าวห่อสาหร่ายพอไม่ใส่น้ำส้มแต่ใส่น้ำมันงา เรียกว่า “คิมบับ” มันก็ว่าของมันเอง ไหนจะเรื่องสตรอเบอรี่อีก 55 ฉะนั้นเรื่องศิลปะการต่อสู้ก็ไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ 55 วันหลังถ้ามีโอกาสจะลองนำเสนอเรื่องราวของศิลปะการต่อสู้อื่นๆ ของเกาหลีสิว่าจะได้รับ “แรงบันดาลใจ” มาจากญี่ปุ่นขนาดไหน 55 สวัสดีครับ

สรุปเนื้อหาจาก rakukan