5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารไทยของคนญี่ปุ่น

ในช่วงหลายปีมานี้ ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่นิยมของคนญี่ปุ่น และอาหารไทยก็กลายเป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นให้ความสนใจและชื่นชอบ ในประเทศญี่ปุ่นเองมีร้านอาหารไทยเปิดขึ้นมากมาย จนชื่ออาหารไทยหรือวัตถุดิบบางอย่างได้กลายเป็นคำที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันโดยทั่วไป เหมือนอย่างที่คนไทยรู้จักคำว่า ราเมน อุด้ง ยูซุ กันโดยไม่ต้องแปล ในขณะที่ความนิยมเพิ่มสูงขึ้น การนำอาหารหรือวัตถุดิบไปดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับความชอบหรือสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จนบางครั้งทำให้คนญี่ปุ่นเกิดความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับอาหารไทย ในวันนี้ผู้เขียนได้รวบรวม 5 เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารไทยของคนญี่ปุ่นมาให้อ่านกัน แต่ขอบอกก่อนว่า เรื่องราวเหล่านี้รวบรวมมาจากเพื่อนและคนรู้จักที่ญี่ปุ่นของผู้เขียนเอง ไม่ได้หมายความว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเข้าใจกันแบบนี้ไปเสียหมดนะคะ

ผักชีไม่ใช่แค่ผักโรยหน้า

ผักชีเป็นคำภาษาไทยคำหนึ่งที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันโดยทั่วไป โดยเขาออกเสียงกันว่า “พะ กุ จี” (パクチー) ซึ่งมีจุดเด่นที่กลิ่น คนญี่ปุ่นที่ชอบก็ชอบไปเลย ส่วนคนที่ไม่ชอบมักบอกว่าไม่ชอบกลิ่น คล้าย ๆ กับความชอบและไม่ชอบที่มีต่อทุเรียนนั่นแหละค่ะ เรื่องเข้าใจผิดเรื่องแรกมันเกิดขึ้นก็เพราะคนที่ชอบผักชีนั้นออกจะชอบมากเกินไปหน่อย ชอบจนขอผักชีเพิ่มมาเป็นกำ ๆ เพื่อกินแกล้มกับอาหารไทย ชอบจนมีคนเอาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น อย่างเช่น น้ำสลัดรสผักชี ขนมมันฝรั่งทอดกรอบรสผักชี เป็นต้น ตอนผู้เขียนทำงานพิเศษที่ร้านอาหารไทย เคยมีลูกค้าขอผักชีเพิ่มเนื่องจากไอ้ที่โรยมาบนต้มยำกุ้งมันไม่สะใจพอ จนทางร้านต้องเพิ่มผักชีสดเข้าไปในเมนูอาหารเลยทีเดียว

ผัดกะเพราคือหมูสับผัดกับพริก

เมนูอาหารไทยชื่อดังเมนูหนึ่งที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันคือผัดกะเพรา หรือที่เขาออกเสียงกันว่า “กะ เพา” (ガパオ) ถ้าเราไปสั่ง “กะ เพา” ที่ร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น ส่วนมากจะได้เป็นผัดกะเพราหมูสับมา ความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นตรงที่หน้าตาของผัดกะเพราหมูสับนี่แหละค่ะ เราแทบจะมองไม่เห็นใบกะเพราในจานเลย เนื่องจากใบกะเพราไทยสด ๆ ในญี่ปุ่นนั้นมีราคาแพง จะให้ขนส่งจากไทยไปก็ใช้เวลา อาจจะมีเหี่ยวเฉากันได้ ร้านอาหารส่วนใหญ่จึงใช้ซอสหรือไม่ก็ผงกะเพรา ทำให้ใบกะเพราในจานหดเล็กกระจ้อยร่อยหรือไม่ก็ไม่มีเลย แต่รสชาติกินแล้วก็ผัดกะเพราแสนอร่อยจานหนึ่งนั่นแหละค่ะ ตอนเพื่อนคนญี่ปุ่นของผู้เขียนมาเจอผัดกะเพราที่ไทยที่ไม่ได้มีแค่กะเพราหมูสับเขาก็ตกใจใหญ่ว่าไอ้เขียว ๆ นี่อะไร พออธิบายว่ามันคือใบกะเพรา และผัดกะเพราก็คือผัดใบกะเพรากับเนื้อสัตว์อะไรก็ได้ เพื่อนคนญี่ปุ่นจึงได้ถึงบางอ้อ

กะทิคือเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง

กะทิ คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “โคโคนัตสึ มิรุคุ” (ココナッツミルク) หรือแปลตรงตัวได้ว่า นมมะพร้าว มักออกมาในรูปแบบของหวานที่มากับเซ็ตอาหารกลางวันในร้านอาหารไทยในชื่อ ทาปิโอกะ โคโคนัตสึ มิรุคุ (タピオカココナッツミルク) ซึ่งก็คือสาคูน้ำกะทินั่นเอง สาคูที่ใช้กันในร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นจะเป็นสาคูเม็ดเล็กสีใส ส่วนกะทิจะเป็นกะทิสำเร็จรูปที่นำมาเจือจางจนมีความใสเหมือนนมจริง ๆ พอเมนูนี้กลายเป็นที่นิยมและมีคนญี่ปุ่นชื่นชอบมากขึ้น บริษัทขนมในญี่ปุ่นก็นำไปทำเป็นสินค้าวางขายในร้านสะดวกซื้อ อันเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดนี้ขึ้นมา สินค้าที่วางขายนั้นคิดถึงความสะดวกสบายในการกินดื่ม จึงทำออกมาในรูปแบบแก้วและมีหลอดใหญ่ ๆ เพื่อให้เดินดูดได้เลย นอกจากนี้ ยังมีการดัดแปลงเอาไข่มุกใส่เข้าไปแทนสาคูเป็นนมมะพร้าวไข่มุกอีกด้วย ทำให้คนญี่ปุ่นเข้าใจว่ากะทิคือเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นนมทำจากมะพร้าวนั่นเองค่ะ

มะละกอสีเขียว มะม่วงสีเหลือง

อาหารไทยโด่งดังอีกอย่างหนึ่งคือส้มตำ ซึ่งเขาออกเสียงกันว่า “โซมุ ทะมุ” (ソムタム) โดยคำอธิบายของส้มตำมักใช้ว่า “ปาไปยา ซาลาดะ” (パパイヤサラダ) หรือ สลัดมะละกอ ความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากที่ญี่ปุ่นแทบไม่มีมะละกอที่เป็นผลไม้ขายเลย ทำให้คนญี่ปุ่นหลายคนไม่รู้จักมะละกอสุกสีส้มที่เรากินเป็นผลไม้ รู้จักแค่มะละกอเส้น ๆ สีเขียวที่อยู่ในส้มตำเท่านั้น อีกหนึ่งความเข้าใจผิดคือมะม่วง มะม่วงไทยที่คนญี่ปุ่นรู้จักส่วนมากเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ หรือไม่ก็น้ำมะม่วงสีเหลืองที่แปรรูปมาเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่เคยเห็นมะม่วงดิบที่เราจิ้มกินกับน้ำปลาหวาน นั่นเป็นเหตุให้พอเพื่อนญี่ปุ่นของผู้เขียนมาเที่ยวไทย และคุณแม่เอามะละกอสุก กับมะม่วงน้ำปลาหวานมาให้เป็นของหวานหลังทางข้าวเสร็จ จึงเกิดความฉงนสงสัยจนต้องอธิบายกันยกใหญ่เลยล่ะค่ะ

แกงเขียวหวานมีรสชาติหวาน

แกงเขียวหวานก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดีในชื่อของ “กรีน คาเร” (グリーンカレー) หรือแกงกะหรี่สีเขียว โดยในโลกของอาหารไทยในญี่ปุ่นนั้น จะจัดชั้นแกงกะหรี่ไทยออกเป็น 3 อย่างด้วยกัน คือ แกงกะหรี่สีเขียว แกงกะหรี่สีเหลือง และแกงกะหรี่สีแดง โดยลำดับความเผ็ดจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นบางร้านได้ปรับรสชาติแกงให้อ่อนลงเพื่อให้เข้ากับคนญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้แกงเขียวหวานแทบไม่เหลือความเผ็ด และออกไปทางหวาน อีกอย่างคือพริกในความคิดคนญี่ปุ่นเป็นสีแดง การที่แกงมีสีเขียวจึงทำให้คนญี่ปุ่นเข้าใจผิดได้ว่ามันไม่มีพริกเป็นส่วนผสม เพราะฉะนั้น ตอนเพื่อนคนญี่ปุ่นที่กินเผ็ดไม่ได้มาเที่ยวไทยและลองกินแกงเขียวหวานในร้านอาหาร ก็เล่นเอาน้ำหมดไปหลายขวด พร้อมกับคำปฏิญาณว่าจะไม่กินแกงเขียวหวานที่ไทยอีก

ความเข้าใจผิดเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและการประยุกต์อาหารการกิน ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ารักดีและไม่ได้น่าอายอะไร เพราะคนไทยเราบางทีก็มีเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับญี่ปุ่นอีกเยอะแยะมากมาย แต่ขอให้เพื่อน ๆ ระวังไว้ว่า ตอนพาคนรู้จักหรือเพื่อนคนญี่ปุ่นมาเที่ยวไทย อย่าลืมเตือนเขาก่อนตักแกงเขียวหวานเข้าปาก หรือยกกะทิกล่องซดด้วยนะคะ