พาไปรู้จัก 3 แหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงญี่ปุ่น

“ชา” กับคนญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่แยกขาดออกจากกันได้ยาก คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมในการดื่มชามาอย่างยาวนาน ดื่มกันทุกเพศทุกวัย อาจกล่าวได้ว่า “ชา” กลายเป็นส่วนนึงในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นไปแล้ว “ชาญี่ปุ่น” นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ จึงมีรสชาติและกลิ่นหอมที่แตกต่างกันไปตามแหล่งที่มา ซึ่งในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับ แหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงที่สุด 3 แห่งในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ 3 จังหวัด คือ ชิสุโอกะ ไซตามะ และ เกียวโต ชาญี่ปุ่นจากแต่ละที่จะแตกต่างกันอย่างไร ไปทราบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ


“ชาญี่ปุ่น” ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นเกือบครึ่งเป็นชาเขียว ชื่อเรียกรวม ๆ ของชาญี่ปุ่นคือ “เรียวคุฉะ” เป็นใบชาสดที่ไม่ผ่านกรรมวิธีใด ๆ มีการแตกแขนงออกเป็นชาหลายชนิดตามกรรมวิธี เช่น เซ็นฉะ, เกียวโรคุ, บังฉะ, มัจฉะ, โฮจิฉะ เป็นต้น สำหรับชาที่คนญี่ปุ่นดื่มกันมากในปัจจุบัน ถือเป็นตัวแทนของชาญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ คือ “เซ็นฉะ” เป็นชาที่ผ่านการปลูกโดยไม่ให้โดนแสงมาก จากนั้นนำใบชาไปนึ่ง แล้วทำให้แห้งโดยการนวด

แหล่งผลิตชาญี่ปุ่นอันดับ 1 “ชิสุโอกะ”

ชิสุโอกะ เป็นจังหวัดผู้ผลิตชาอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น มีการปลูกชามากมายที่นี่ และมีบริษัทผลิตชามากถึง 50 แห่ง ตามประวัติศาสตร์เมล็ดของ “ชาชิสุโอกะ” ได้ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีนเมื่อปีค.ศ. 1244 และมีการปลูกต่อเนื่องมา ปัจจุบันชาในญี่ปุ่นกว่า 40% ปลูกจากที่นี่ กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นคือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาชิสุโอกะ

“ชาซายามะ” เสน่ห์อยู่ที่รสชาติ

เขตซายามะ จังหวัดไซตามะ เป็นอีกหนึ่งที่ที่มีการปลูกชามากที่สุด และรุ่งเรื่องมาอย่างยาวนาน “ชาซายามะ” จึงเป็นผลผลิตพิเศษของเขตนี้ มีการเริ่มปลูกชาในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) ซึ่งเป็นช่วงที่ชาเข้ามา และเป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นก่อนหน้านั้นแล้ว ชาซายะมะโดดเด่นจากชาที่อื่น ๆ ในเรื่องรสชาติ จนมีคำกล่าวที่ว่า “สีสัน ต้อง ชาชิสุโอกะ กลิ่น ต้อง ชาอุจิ แต่รสชาติ ต้องยกให้ ชาซายามะ”  การผลิตชาซายามะมีกรรมวิธีเฉพาะที่เรียกว่า  ซายามะ ฮิอิริ (狭山火入) เป็นการนำชาที่ปลูกในฤดูหนาวมาทำให้แห้งด้วยการให้ความร้อน ซึ่งเป็นวิธีดึงความหวานออกมา แต่ยังคงความเข้มข้นของชาไว้อยู่

“ชาอุจิ” ประเพณีและประวัติศาสตร์ของเกียวโต

“ชาอุจิ” มีประวัติศาสตร์ของการปลูกชาที่เก่าแก่ที่สุด เริ่มปลูกที่เมืองอุจิตั้งแต่สมัยคามาคุระ (ค.ศ. 1185-1333) ในยุคนั้นจะดื่มชาโดยเติมน้ำร้อน ลงในชาผง แต่ในปี 1738 ได้พัฒนาคุณภาพของใบชาโดยการนำใบชาไปนึ่ง และทำให้แห้งด้วยการนวด เป็นจุดกำเนิดของ “เซ็นฉะ” เรียกวิธีนี้ว่า อาโอะเซ เซ็นฉะ เซโฮ (青製煎茶製法) ซึ่งวิธีนี้เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสหกรรมชาญี่ปุ่น เซ็นฉะได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ “อุจิ” จึงถูกกล่าวขานว่าเป็นถิ่นกำเนิดของชาญี่ปุ่น และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาอุจิคือ เมื่อดื่มจะมีรสขมฝาด แต่หลังจากนั้นจะรู้สึกถึงความหวานที่คงอยู่ในปาก

ไม่ว่าจะเป็นชาของชิสุโอกะ ซายามะ หรืออุจิ ต่างก็มีประวัติศาสตร์มาอย่าวยาวนานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น สี กลิ่น และรสชาติ นอกจากนี้ความต่างของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ รวมถึงการปลูก ไปจนถึงกรรมวิธีผลิตชา ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชาของแต่ละที่มีความพิเศษที่โดดเด่นเฉพาะตัว จนถูกเลือกให้เป็นแหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น หากมีโอกาส ผู้เขียนก็อยากจะลองไปดื่มชาจากทั้ง 3 แห่ง แล้วเปรียบเทียบด้วยตัวเองดูสักครั้งเหมือนกันค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : wow-j