เลิศรส หรูหรา รักษ์โลก! พาไปชิมอาหารคอร์สสุดหรูจากวัตถุดิบเหลือทิ้งที่ร้าน Armani Ristorante

เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่าปัจจุบันมีผักผลไม้หลายต่อหลายกิโลที่เราต้องจำใจทิ้งไปเพราะรูปร่างไม่ผ่านมาตรฐาน แม้รสชาติจะยังอร่อยเหมือนเดิม อีกทั้ง ยังมีวัตถุดิบราคาแพงที่หาร้านส่งไม่ได้เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 สุดท้ายของอร่อย ๆ พวกนี้ก็ต้องกลายเป็นขยะไปโดยเปล่าประโยชน์ เกิดปัญหา Food Loss ขึ้น ร้าน Armani Ristorante ร้านอาหารในเครือ Armani ได้ผุดไอเดียเอา Food Loss เหล่านี้มาสร้างสรรค์เป็นอาหารคอร์สสุดหรูเลิศรสให้เราได้ชิมกัน ซึ่งโครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และกลายเป็นที่นิยมจนมีแผนจะออกอาหารคอร์สใหม่ในเดือนกรกฎาคมนี้

Giorgio Armani กับการตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม

บริษัทในเครือ Armani ซึ่งรวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าดังอย่าง Giorgio Armani ได้เห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ ดีไซเนอร์ของแบรนด์อย่าง Giorgio Armani เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “พวกเราทุกคนจำเป็นต้องตระหนักถึงอนาคตของโลก และทำหน้าที่ที่เราควรจะทำ” ซึ่งปรัชญาของเขาก็ได้ถ่ายทอดผ่านคอนเซ็ปท์ของร้าน Armani Ristorante ด้วย

ความท้าทายของร้าน Armani Ristorante คือการนำวัตถุดิบเหลือทิ้งมาสร้างสรรค์เป็นอาหารคอร์สเลิศรส หลังจากประสบความสำเร็จกับอาหารคอร์สฤดูใบไม้ผลิแล้ว ก็ได้เวลาออกเมนูใหม่สำหรับฤดูร้อน โดยทางร้านได้ร่วมมือกับ Food Loss Bank อย่างต่อเนื่อง เพื่อรวมรวบวัตถุดิบเหลือทิ้งรสเลิศจากทั่วญี่ปุ่น มารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษที่เห็นแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่าอาหารเหล่านี้ทำมาจากวัตถุดิบเหลือทิ้ง

Amuse Bouche

มาเริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยกันก่อน Amuse Bouche ของคอร์สนี้ใช้หัวไชเท้าที่เติบโตบนที่สูงและเก็บเกี่ยวในฤดูร้อน นำมาตุ๋นกับน้ำซุปผักและหญ้าฝรั่น พอตัดหัวไชเท้าออกจะพบกับครีมหญ้าฝรั่นที่ไหลเยิ้มออกมา สร้างความตื่นตาให้กับผู้รับประทาน วัตถุดิบเหลือทิ้งที่ใช้ในจานนี้คือหัวไชเท้าและซุกินี

Appetizer

ต่อมา Appetizer เป็น Caprese ที่นำมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย โดยประกอบด้วยมะเขือเทศและโฟมสีขาวที่ปกคลุมอยู่ โฟมสีขาวนี้ส่งกลิ่นหอมและรสชาติหวานของมะเขือเทศออกมา สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้รับประทาน นอกจากนี้ ยังโรยท็อปปิ้งด้วยไอศกรีม Burrata Cheese เสริมความอร่อยอย่างลงตัว

Pasta

สปาเก็ตตี้สีสันน่าทานจานนี้ใช้พริกหยวกแดงที่รูปร่างไม่ได้มาตรฐานและปลาอิวาชิที่มีไขมันพอเหมาะแต่ไม่มีร้านรับของเนื่องจาก COVID-19 ตัวพริกหยวกแดงนำมาคั้นเป็นน้ำผักและผสมลงไปในเส้นสปาเก็ตตี้ ทำให้ลิ้มรสหวานของพริกหยวกแดงได้เต็มปากเต็มคำ ส่วนปลาอิวาชิได้นำมามารีเนดจนมีรสเปรี้ยวกำลังดีและวางเป็นท็อปปิ้ง

Main Course: Fish

อาหารจานหลักจานแรกทำมาจากปลาคินเมไดราคาแพงที่หาร้านรับไม่ได้เนื่องจาก COVID-19 และถั่วแระที่มีตำหนิแต่ส่วนที่กินได้ยังดีอยู่ เรียกได้ว่าใช้วัตถุดิบเหลือทิ้งถึงสองชนิดในจานเดียว เราจะได้ลิ้มรสอาหารอิตาเลียนที่ใช้ส่วนผสมของเอเชียอย่างมะกรูดมาใส่ในน้ำซุป ทานพร้อมกับปลาคินเมไดที่นำมารมควันถ่าน เติมรสชาติด้วยซอสสองชนิดที่เข้ากันอย่างดี

Main Course: Meat

อาหารจานหลักจานที่สองเป็นเนื้อวัว ถือเป็นอาหารจากวัตถุดิบเหลือทิ้งจานแรกที่มีส่วนประกอบหลักเป็นเนื้อ จานนี้ใช้เนื้อส่วนสะโพกของวัวซึ่งมีไขมันน้อยนำมาตุ๋นเป็นเวลาสองวัน ทำให้ได้รสสัมผัสนุ่นลิ้น ทานคู่กับซอสพิวเร่มะเขือม่วงรสหวานอมเปรี้ยว สร้างความสดชื่น

Pre Dolce

มาล้างปากกันด้วยขนมชิ้นเล็กที่ทำจากสาเกคาซุหรือกากที่ได้จากการกลั่นเหล้า และเมลอนแสนอร่อยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวานของญี่ปุ่น โดยเมลอนที่นำมาใช้เป็นเมลอนที่มีรอยแตกที่ผิวเพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นของขวัญได้ เราจะได้กลิ่นหอมอบอวลและรสชาติหวานของเมลอนอย่างเต็มที่

Main Dessert

มาที่ของหวานกันบ้าง จานนี้เป็นขนมหวานที่เน้นกลิ่นผลไม้รสเปรี้ยวและชาญี่ปุ่น โดยนำเศษใบชาที่ปกติแล้วต้องทิ้งไปมาทำเป็นเยลลี่และไอซ์พาวเดอร์ นอกจากนี้ ยังมีผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ ที่ขั้วหลุดทำให้ไม่สามารถส่งขายได้มาเพิ่มความสดชื่นให้กับฤดูร้อนอีกด้วย

จบไปแล้วกับคอร์สอาหารสุดหรูที่มีไอเดียรักษ์โลกต้องการลด Food Loss คอร์สนี้มีราคา 10,000 เยน เพื่อน ๆ จะได้ลิ้มรสอาหารอร่อยในบรรยากาศหรูหรา แถมยังได้ช่วยลดขยะจากอาหารด้วยนะคะ ถือเป็นการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าจริง ๆ ค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : prtimes