“Kiyoken” ขนมจีบที่ยังขายดี แม้ไม่เคยเปลี่ยนสูตรเลยมาเกือบ 100 ปี!!

หากจะพูดว่าขนมจีบ หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ชูไม” (シウマイ) แล้ว ยี่ห้อ Kiyoken (崎陽軒) ก็จัดว่าเป็นยี่ห้อที่โด่งดังและเป็นที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

Kiyoken ก่อตั้งขึ้นมาที่เมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานางาวะในปี ค.ศ. 1908 โดยทำธุรกิจขายข้าวกล่องหรือเบนโตะ ในสถานีรถไฟโยโกฮาม่า และได้เปิดตัวสินค้าหลักอย่าง “ขนมจีบ” ครั้งแรก เมื่อปี 1928 จากนั้นก็ยังขายได้ดีต่อเนื่องจนกลายเป็นอีกหนึ่งในสัญลักษณ์ของโยโกฮาม่ามาถึงปัจจุบัน

รู้หรือไม่ว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี Kiyoken ไม่เคยเปลี่ยนสูตรการทำขนมจีบเลย และยังมีแฟนคลับที่ชื่นชอบขนมจีบยี่ห้อนี้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ Kiyoken ยังคงขายดีต่อเนื่อง เรามาดูกันเลยค่ะ

ที่มาของขนมจีบ Kiyoken

บริษัท Kiyoken เริ่มต้นจากการขายเบนโตะในสถานีรถไฟโยโกฮาม่า ซึ่งปัจจุบันคือสถานีซากุระงิโจ (桜木町駅) โดยในช่วงแรกเน้นเป็นพวกข้าวหน้าเนื้อและข้าวแกงกะหรี่ แต่ต่อมาทางบริษัทมีแนวคิดว่าอยากหาเบนโตะที่รับประทานได้ง่าย และรสชาติยังดีอยู่แม้ว่าจะเริ่มเย็นแล้ว จึงเริ่มลองผิดลองถูกจนได้สินค้าใหม่เป็นเบนโตะขนมจีบ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของขนมจีบ Kiyoken กล่องแดงเหมือนที่เราเห็นในปัจจุบัน

ขนมจีบของ Kiyoken มีวัตถุดิบหลักในการทำไส้คือหมูสับและหอยเชลล์แห้ง และยังคงเป็นที่ติดอกติดใจลูกค้ามาจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ขนมจีบที่ขายเป็นกล่องเท่านั้น แต่ Kiyoken ยังมี “ชูไมเบนโตะ” ที่มีทั้งข้าวสวยและกับข้าวอย่างอื่นในกล่องด้วย เช่น ไก่ทอดคาราอาเกะ ไข่หวาน และผักดอง ซึ่งก็ถือเป็นสินค้าดังของ Kiyoken เช่นกัน

สูตรขนมจีบที่ไม่เคยเปลี่ยน

คุณโนนามิ นาโอะฟุมิ (野並 直文) ประธานบริษัท Kiyoken เล่าว่า เขาเคยทดลองเปลี่ยนกับข้าวในเบนโตะที่ขายในสถานีรถไฟเพราะอยากลองอะไรใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนจากไก่ทอดคาราอาเกะเป็นกุ้งทอด แต่ปรากฏว่าเสียงตอบรับของลูกค้าไม่ดีนัก ทำให้เขาเรียนรู้ว่า “สิ่งที่ควรเปลี่ยนก็ต้องกล้าที่จะเปลี่ยน แต่อะไรที่ไม่ควรเปลี่ยนเราก็อย่าไปฝืนทำ” ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือต้องฟังเสียงจากลูกค้าเป็นหลักนั่นเอง

Kiyoken เปิดให้คนสามารถเข้ามาเยี่ยมชมโรงงานของบริษัทที่โยโกฮาม่าได้ ซึ่งคุณโนนามิเล่าว่า ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมจะเห็นเลยว่าเคล็ดลับของขนมจีบที่ขายดิบขายดีนี้คือ “ความเรียบง่าย”

ส่วนผสมของขนมจีบมีแค่หมูสับ หอยเชลล์แห้ง ถั่วลันเตา แป้งมันสำปะหลัง ส่วนเครื่องปรุงรสก็เป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปอย่าง เกลือ พริกไทย และน้ำตาล โดยไม่มีส่วนผสมที่เป็นสูตรพิเศษพิสดารแต่อย่างใด

นอกจากนี้ Kiyoken ยังให้ความสำคัญกับกล่องใส่เบนโตะ โดยเลือกกล่องและฝาที่ทำจากไม้เนื้ออ่อน (経木) แทนที่จะใช้พลาสติก เพราะการใส่ข้าวที่ยังร้อนๆ ในกล่องแล้วปิดฝาพลาสติกจะทำให้มีไอน้ำเกาะบริเวณฝา เมื่อเปิดฝาออกมาหยดน้ำจะหกเลอะเทอะ แถมข้าวที่อยู่ข้างในกล่องก็จะชื้นเพราะไม่มีการระบายอากาศ แม้ว่าการเปลี่ยนไปใช้กล่องพลาสติกจะทำให้ต้นทุนต่ำลง แต่ Kiyoken เลือกที่จะใส่ใจลูกค้าและคงกล่องไม้แบบเดิมไว้

ประธานโนนามิยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การบริหารงานของ Kiyoken ยึดหลักว่าต้องส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ทุกคนต้องทำงานอย่างมีสติและใส่ใจ สิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ดีก็ควรเปลี่ยนแปลง แต่อะไรที่ดีกับลูกค้าก็ยังต้องคงเอาไว้เสมอ

นี่เป็นเคล็ดลับที่ Kiyoken ดำเนินธุรกิจมาได้ร่วม 100 ปี และเติบโตจากร้านขายเบนโตะเล็กๆ ในสถานีรถไฟ จนปัจจุบันมีสินค้าหลากหลาย พ่วงด้วยธุรกิจร้านอาหารและสาขาของร้านขายเบนโตะมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น เรียกได้ว่าถ้าใครเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โยโกฮาม่าน่าจะเคยเห็นร้านนี้กันบ้างล่ะ

สรุปเนื้อหาจาก:itmedia, kiyoken