“Oishii Farm” บริษัทสตาร์ตอัพที่ทำให้สตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นกลายเป็นเมนูสุดหรูในร้านอาหารระดับ Michelin Star

สตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นมีหลากหลายสายพันธุ์และเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยจนทำให้คนไทยหลายๆ คนมักจะเลือกซื้อสตรอเบอรี่เป็นหนึ่งในของฝากเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นเสมอ โดยปกติสตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นมีฤดูกาลปลูกที่จำกัดอยู่ระหว่างประมาณเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปี (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์)

แต่ในปัจจุบัน เทคโลยีการเกษตรแนวตั้ง (Vertical Farm) ผสมผสานกับเทคโลยีการเกษตรขั้นสูง (Advanced Agricultural Technology) กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายในญี่ปุ่น ซึ่งการเกษตรแบบนี้จะเพาะปลูกพืชในโรงเรือนที่มีการจัดพื้นที่ปลูกเป็นชั้นๆ ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย อุณหภูมิ ความชื้น และมีระบบป้องการแมลงศัตรูพืช ทำให้สามารถสร้างผลผลิตได้ตลอดทั้งปี และมีการทำวิจัยเพื่อหาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อรสชาติของผลผลิต มีการสุ่มตรวจสอบเพื่อควบคุมคุณภาพ (Quality control) เหมือนโรงงานอุตสาหกรรมเลยทีเดียว

สตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่น…สู่มหานครนิวยอร์ก

Oishii Farm (โออิชี่ ฟาร์ม) เป็นบริษัทสตาร์ตอัพที่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคม 2016 โดยมีผู้ก่อตั้งและ CEO เป็นชาวญี่ปุ่นคือ คุณโคงะ ฮิโรกิ (古賀大貴) ผู้มีความตั้งใจจะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ในการทำ “โรงงานผลิตสตรอเบอร์รี่” ที่มีคุณภาพเยี่ยม เพื่อป้อนสินค้าให้กับตลาดลูกค้ารายย่อยและร้านอาหารได้จำนวนมากได้ตลอดทั้งปี

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Oishii Farm ได้มีการระดมทุนจากนักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อย โดยได้รับเงินทุนรวมกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่นี้ ซึ่งนับเป็นการะดมที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จทีเดียวสำหรับสตาร์ตอัพด้านการเกษตรที่พึ่งเริ่มดำเนินการมาแค่ประมาณ 5 ปี

คุณโคงะให้ข้อมูลว่า Oishii Farm ใช้แนวทางเดียวกับ Tesla บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสุดไฮเทคที่มียอดจองสินค้ามากมายตั้งแต่สายการผลิตยังไม่ตั้ง กล่าวคือบริษัทตั้งเป้าหมายกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มตลาดไฮเอนด์ (High-end) ที่สุด ซึ่งยอมจ่ายเงินซื้อสตรอเบอร์รี่ที่ราคาสูง (50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,500 บาทต่อกล่องบรรจุ 8 ลูก) เพื่อให้ได้ประสบการณสุดพรีเมี่ยมจากรสชาติที่หวานและหอมกว่าสตรอเบอร์รี่ทั่วไปถึงสามเท่า!

สร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Omakase Berry

หลายๆคนอาจจะเคยรับประทานหรือเคยเห็นว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่นหลายๆที่มีบริการในรูปแบบ Omakase (โอมาคาเสะ) คือการให้เชฟเป็นผู้เลือกเมนูและวัตุดิบให้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคอร์สอาหารแบบโอมาคาเสะมักมีราคาค่อนข้างสูง แต่วัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นวัตถุดิบพรีเมี่ยมและหายากเช่นเดียวกัน

โดยสิ่งที่เราจะได้ นอกจากอาหารที่รสชาติดีแล้ว ยังได้ประสบการณ์จากเรื่องราวของวัตถุดิบต่างๆผ่านการเล่าของเชฟขณะที่กำลังปรุงอาหารให้เรารับประทานนั่นเอง

Oishii Farm ได้ใช้คอนเซปต์เดียวกันในการนำเสนอสตรอเบอร์รี่ที่เก็บจากต้นใหม่ๆ ผ่านการคัดสรรอย่างดี บรรจงแพ็คใส่กล่องและนำส่งตรงให้ถึงมือลูกค้า (หรือสามารถแวะรับตามร้านต่างๆที่กำหนดไว้ได้) แต่ไม่ใช่ว่าเราสามารถเดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปและสามารถหาซื้อได้นะ เพราะ Omakase Berry นี้จะต้องจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์เท่านั้น

นอกจากนี้เชฟร้านอาหารดังๆในนิวยอร์กซิตี้อย่างคุณ Dominique Ansel ยังเลือก Omakase Berry นี้เป็นวัตถุดิบในการเสิร์ฟอาหารในร้านมิชลิน 3 ดาวอย่าง The Chef’s Table at Brooklyn Fare ซึ่งเสิร์ฟเมนูคอร์สสุดหรูราคาสูงถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ประมาณ 40,000 บาท) ยิ่งเป็นการตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยมของสตรอเบอร์รี่จาก Oishii Farm ได้เป็นอย่างดี จนทำให้มีร้านอาหารไฮเอนด์ร้านอื่นๆเลือกใช้สตรอเบอร์รี่ของที่นี่เช่นกัน

เชฟ Dominique Ansel เลือกใช้ Omakase berry จาก Oishii Farm ในคอร์สอาหารสุดหรู

สำหรับการประชาสัมพันธ์ของ Oishii Farm จะค่อนข้างแตกต่างกับการขายสตรอเบอร์รี่ที่เราเห็นทั่วไปตามท้องตลาด เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้เรามักเห็นภาพที่โพสต์ลง social media จะเป็นภาพสตรอเบอร์รี่ที่รับประทานคู่กับไวน์ หรือมีภาพลักษณ์หรูหราราวกับโฆษณาน้ำหอมราคาแพงๆเลยทีเดียว

การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง สู่เป้าหมายโรงงานสตรอเบอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ด้วยการระดมทุนกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ Oishii Farm มีแผนจะนำไปต่อยอดและสร้างโรงงานทางการเกษตร (Plant Factory) ที่ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เช่น หุ่นยนต์เก็บสตรอเบอร์รี่ อีกทั้งมุ่งสู่โรงงานที่ไม่ปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ (Zero CO2 emission) โดยการหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ใหม่อีกด้วย

คุณโคงะ ฮิโรกิ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Oishii Farm

บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายตลาดของสตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นสุดพรีเมี่ยมนี้ไปยังเมืองอื่นๆในสหรัฐอเมริกาและในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้คนจากทั่วโลกในลิ้มลองและสัมผัสประสบการณ์สุดหรูนี้

เร็วๆนี้ บริษัทมีแผนจะขยายการกระจายสินค้าที่ปัจจุบันมีเพียงการขายตรงถึงลูกค้ารายย่อยและร้านอาหาร (D2C หรือ Direct to Customers) เป็นการวางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตไฮเอนด์ในนิวยอร์กซิตี้ด้วย

การทำ Plant Factory ที่ตอบโจทย์การนำเสนอผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพเยี่ยมได้ตลอดทั้งปี และการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงไปทั่วโลก ผู้เขียนเองก็หวังว่าในอนาคต เทคโนโลยีด้านเกษตรกรเหล่านี้จะถูกนำมาใช้แพร่หลายในไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตการเกษตรและสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สรุปข้อมูลจาก: Toyokeizai, prtimes, techcrunch
ผู้เขียน: MIZUNOHANA